วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

กลุ่มอิเลคทรอนิคส์53

14/01/53
อุตสาหกรรมดาวเด่นปี 53 เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิค
ลุ้นผลประกอบการอีกแล้ว ขณะที่ราคาหุ้นทั่วโลกต่างปรับตัวขึ้นรับข่าวล่วงหน้า หากจะมีการขาย Take Profit บ้างเป็นระยะๆ ก็ไม่เห็นแปลก แต่ที่ต้องมองคือแนวโน้มต่อจากนี้ไป มีธุรกิจอะไรบ้างที่เป็นดาวเด่น อย่างบ้านเรามีหลายอุตสาหกรรมที่หากมองในเชิงพื้นฐานแล้วน่าสนใจทีเดียวเริ่มจากอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิค ซึ่งมีสัดส่วนต่อมูลค่าการส่งออกรวมถึง 10.2 และ 17.6% ตามลำดับ ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 52 คาดตัวเลขส่งออกมีแนวโน้มเติบโตสูงในปี 53 จากการคาดการของศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดอาจโตถึง 10.4% ต่อปีในปีนี้ ดีขึ้นจากปีก่อนที่คาดว่าจะหดตัวร้อยละ -14.0 ต่อปี น้อยกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากผลของข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียนที่จะช่วยให้ตลาดขยายตัว ประกอบกับอุปสงค์ภายนอกที่เริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะจากประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 3 ของเครื่องใช้ไฟฟ้า อีกธุรกิจที่น่าสนใจคือธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ที่ดูเหมือนเมื่อปีที่แล้วมีตัวเลขรายงานออกมาน่าสนใจ จากการเปิดเผยของกระทรวงการท่องเที่ยวออกมาระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างชาติมาไทยปี 52 มีจำนวน 14.09 ล้านคน เพิ่มมากขึ้นจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 14 ล้านคน ส่งผลให้สามารถทำรายได้เข้าประเทศ 527,000 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ผลจากงบในโครงการไทยเข้มแข็งมาทำให้สามารถรุกตลาดกลุ่มเป้าหมายให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และจีน อีกกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มสดใสในปีนี้คืออุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งจะได้รับผลดีจากการเปิดการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) เต็มๆ เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ โดยมีต้นทุนการผลิตต่ำที่สุดในภูมิภาค ทำให้การผลิตของยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ในปี 53 มีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากปี 52 ที่มีการหดตัวมา 3 ไตรมาสติดต่อกันและจะทำให้การจ้างงานมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น และทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นข้ามมาฝั่งสหรัฐ นักลงทุนไม่ต่างจากบ้านเรา หลังราคาหุ้นสะท้อนตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญไปแล้ว ตอนนี้อยู่ในช่วงแกว่งตัวแคบๆรอข่าวผลประกอบการไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ว่าจะส่งต่อมายังปีนี้อย่างไร แต่ที่ถูกกดดันหนักคือค่าเงินสกุลดอลลาร์ที่ดิ่งลงไปแล้วถึง 4.2% ในปีที่แล้วเมื่อเทียบ 6 สกุลเงินหลักในตะกร้าสกุลเงิน เนื่องจากเฟดคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0-0.25% ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบมีการปรับทิศไปบ้าง หลังจากที่มีความกังวลว่าอุณหภูมิที่อบอุ่นขึ้นในสหรัฐอาจทำให้ดีมานด์พลังงานลดน้อยลง นอกจากนี้สำนักงานสภาพอากาศแห่งชาติของสหรัฐ (NWS) คาดการณ์ว่า ดีมานด์น้ำมันฮีทติ้งออยล์ในสหรัฐอาจอยู่ในระดับปกติในสัปดาห์นี้ หลังจากพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงกว่าปกติ 12% ในสัปดาห์ที่แล้ว อย่างไรก็ตาม จากการที่จีนรายงานว่า ยอดส่งออกเดือนธ.ค.ที่พุ่งขึ้น 17.7% ทำสถิติเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 14 เดือน และยอดนำเข้าพุ่งขึ้น 55.9% โดยยอดส่งออกและนำเข้าที่พุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งของจีนจะเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่ายอดนำเข้าน้ำมันดิบของจีนในเดือนธ.ค.2552 พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 21.26 ล้านตัน ส่งผลให้ยอดนำเข้าน้ำมันดิบรายปีอยู่ที่ 203.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 13.9% ถือเป็นดีมานต์ความต้องการใช้ที่มีนัยยะสำคัญทีเดียว สำหรับการเคลื่อนตัวของตลาดหุ้นสหรัฐต้องจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจเพิ่มเติมทั้งเรื่องของยอดค้าปลีก ขอรับสวัสดิการว่างงาน ดัชนีราคาสินค้านำเข้าส่งออก และวันศุกร์รายงานผลประกอบการของเจพีมอร์แกน พร้อมด้วยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมันผู้บริโภค ส่วนคืนนี้ลุ้นเรื่องของสต๊อกน้ำมัน และตัวเลขการขอสินเชื่อบ้าน มาถึงอีกเรื่องที่ฟันธงมาเนียเกาะติดกระแสมาโดยตลอด คือเรื่องของจีนที่มีนักวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ในตลาดวอลล์สตรีท นายเจมส์ ชาโน้ต ออกมาประเมินว่าจีนจะเจอปัญหาเศรษฐกิจ “Crash หรือ ล่มสลาย” จากปัญหาการปล่อยสินเชื่อล้นเกินตัว จนอาจจะเผชิญกับปัญหา NPL ตามมา ผมว่าแรงไปหน่อย สวนทางกับที่เมื่อวานผมได้นำความเห็นของนายมาร์ค โบเมียส ที่มีมุมองที่เป็นบวกต่อจีน เมื่อผนวกของทั้ง 2 แนวคิดเชื่อว่าจีนน่าจะมีมาตรการในการเข้ามาควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ สุดท้ายแล้วต้องมาดูข้อเท็จจริงขั้นพื้นฐาน มีการคาดการณ์จากดอยช์แบงค์ เกรทเตอร์ ระบุว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 9% ในปี 2553 เพราะได้แรงหนุนจากยอดส่งออกที่ขยายตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าอัตราการลงทุนภายในประเทศจะหดตัวลงสู่ระดับ 50% ในปี 2553 จากระดับ 80% ในปี 2552 และคาดว่าอัตราการอุปโภคบริโภคภายในประเทศจะยังคงทรงตัว นอกจากนี้จีนถือว่าแซงหน้าทั้งสหรัฐและเยอรมันขึ้นมาเป็นผู้ผลิตและครองตลาดรถยนต์อันดับหนึ่งของโลกในปีที่แล้ว สมาคมผู้ผลิตยานยนต์ของจีน (CAAM) รายงานว่า ยอดขายรถยนต์ของจีนในปี 2552 พุ่งขึ้น 46.15% ต่อปี แตะที่ 13.64 ล้านคันและผลผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้น 48.3%แตะที่ 13.79 ล้านคัน เท่านั้นไม่พอ จีนได้เตรียมแผนแม่บท ภายใต้ชื่อ "Rising of the Central China" นำร่องเพื่อการพัฒนาภูมิภาคตอนกลางของจีนในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ฉะนั้นใครจะพูดยังไงก็พูดได้ แต่จากข้อมูลคงพอจะสรุปได้ว่าใครจะกลายเป็นผู้นำโลกรายต่อไป นั่นคือเหตุผลที่ทำไมฟันธงมาเนีย จึงให้พื้นที่ในการวิเคราะห์เรื่องของจีนมากขนาดนี้ เพราะเชื่ออีกไม่นานประเทศที่จะ Dominate ตลาดหุ้นโลกจะกลายเป็นการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นจีนแทนตลาดหุ้นนิวยอร์ค ที่แน่ๆ ถ้าส่งออกของจีนดี หุ้นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ในเชิงบวกน่าจะเป็นกลุ่มเดินเรือ เหล็ก และปิโตรเคมี สอยเล่นสั้น DELTA ดักเก็บก่อนจะรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/52 คาดว่ากำไรสูงสุดของปี จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมในช่วงไตรมาส 3 และฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 53 จากเศรษฐกิจโลก ดังนั้น ณ ราคาปิดที่ 18.70 บาทซื้อบางส่วน และซื้อเพิ่มที่ 18.50 บาท โดยมีแนวต้านที่ 19.10 บาท และหากผ่านไปได้จะเกิดสัญญาณซื้อที่มีเป้าหมาย 20 บาท

Disclaimer จัดทำโดยพิจารณาจากข้อมูลเท่าที่ผู้จัดทำมีอยู่และเห็นว่าเชื่อถือได้ ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักลงทุนใช้ เป็นข้อมูล ประกอบการตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ ข้อความหรือทัศนะที่ปรากฏในรายงานฉบับนี้ไม่ว่ากรณีใดๆ ไม่ถือว่าเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง หรือรับรองความถูกต้องแท้จริงของข้อมูล หรือเป็นการชักชวน ชี้นำให้นักลงทุนทำการซื้อขายหลักทรัพย์ ที่กล่าวในรายงาน
thunhoon

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

กลุ่มธุรกิจธนาคารและการเงิน53

13/01/53
กนง.คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25 %

Posted on Wednesday, January 13, 2010
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย บอกว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ ที่ 1.25% เนื่องจากเห็นว่ายังคงอยู่ในระดับที่เหมาะสม ที่เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ กนง. ประเมินว่า ในปีนี้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น ทั้งจากราคาน้ำมัน การยกเลิกมาตรการของรัฐ และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องติดตามแนวโน้มเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดต่อไป ส่วนเศรษฐกิจโลกแม้จะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัว โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลัก ขณะที่เศรษฐกิจเอเชียมีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วกว่า ซึ่งอาจทำให้เกิดความแตกต่างของการดำเนินนโยบาย และส่งผลให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศผันผวนมากขึ้น

นายไพบูลย์บอกด้วยว่า การดำเนินนโยบายการเงินของ กนง.ในระยะต่อไปจะพิจารณาจาก 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ เป้าหมายรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว โดยดูแลให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำและมีเสถียรภาพในการประคับประคองเศรษฐกิจ ประเด็นต่อมา คือ การดูแลให้เศรษฐกิจที่อยู่ในระยะฟื้นตัว โดยการพิจารณาดอกเบี้ยจะให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจด้วย ตราบใดที่ไม่ขัดต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว

ส่วนประเด็นสุดท้าย กนง.จะไม่ปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยต่ำนานเกินไป หลังจากที่มีการคงอัตราดอกเบี้ยมาแล้วในการประชุมทั้ง 6 ครั้ง เพราะหากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำและสภาพคล่องส่วนเกินในระบบค่อนข้างมาก จะทำให้เศรษฐกิจเกิดความไม่สมดุล และอาจกดดันให้เกิดการเร่งตัวของภาวะฟองสบู่ได้
money news update
*******
12/01/53
คลังเล็งคลอดพันธบัตร8มื่นล. แบงก์ลั่นไม่กระทบดอกเบี้ย
ทันหุ้น-นายแบงก์ไม่หวั่นเงินฝากไหลออก แม้คลังเล็งออกพันธบัตรออมทรัพย์หนุนโครงการไทยเข้มแข็งอีก 5-8 หมื่นล้านบาท หลังรอบแรกประชาชนแห่จองล้นหลาม ลั่นไม่กระทบสภาพคล่องธนาคารพาณิชย์ เหตุพันธบัตรเกาหลีใกล้หมดอายุสร้างสภาพคล่องสู่ระบบไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท รองรับพันธบัตรคลังได้สบาย ส่วนดอกเบี้ยในระบบเชื่อยังไม่ได้ผลกระทบ มองดอกเบี้ยขยับไตรมาส 3/2252
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้มีการเตรียมแผนการออกพันธบัตรออมทรัพย์วงเงิน 50,000-80,000 ล้านบาท ในช่วงปลายไตรมาส 1/2553 ซึ่งเป็นเงื่อนไขเดิมในการออกพันธบัตรออมทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าผลตอบแทนจากเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ เพื่อเป็นการจูงใจให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาล
โดยการเปิดขายพันธบัตรดังกล่าวถือเป็นการออกพันธบัตรงวดที่ 2 ของกระทรวงการคลัง ซึ่งหลังการเปิดขายงวดแรกได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก และเป็นการออกพันธบัตรตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อใช้ในการฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
นายอนุรักษ์ ตันติพิพัฒนา ผู้อำนาวยการฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์เงินฝากและการลงทุนลูกค้าบุคคล ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK กล่าวว่า การที่กระทรวงการคลังมีแผนการออกพันธบัตรออมทรัพย์อีกจำนวนไม่เกิน 8 หมื่นล้านบาทในช่วงไตรมาส 1/2553 จะไม่ส่งผลกระทบต่อเงินฝากธนาคารพาณิชย์และสภาพคล่องของระบบ
ทั้งนี้การออกพันบัตรของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับเงินจากกองทุนต่างๆของไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะเงินกองทุนที่ลงทุนในประเทศเกาหลีที่ใกล้ครบกำหนดอายุ คาดว่าเงินจากกองทุนต่างๆที่ใกล้ครบกำหนดน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้สภาพคล่องในระบบมีเพิ่มขึ้นกว่าปัจจุบัน
“ตอนนี้น่าจะเริ่มเห็นแบงก์ชาติหรือคลังทยอยออกพันธบัตรออกมา เพราะช่วงนี้กองทุนเกาหลีใกล้ครบกำหนด ซึ่งไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท เชื่อว่าทางราชการคงต้องทำอะไรบ้างอย่างเพื่อดูดซับสภาพคล่องออกจากระบบ เพื่อไม่ให้สภาพคล่องมีล้นจนเกินไป” นายอนุรักษ์ กล่าว
สำหรับในปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายการเติบโตในส่วนของเงินฝากไว้ที่ประมาณ 10% ซึ่งแบ่งเป็นเงินฝากรายย่อย 7-8 หมื่นล้านบาท และเงินฝากรายใหญ่อีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท โดยปัจจุบันธนาคารมีฐานเงินฝากอยู่ที่ประมาณ 9 แสนล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีเงินฝากออมทรัพย์และกระแสรายวัน 52% และบัญชีเงินฝากประจำ 48% ซึ่งในปีนี้ธนาคารมีความต้องการเพิ่มสัดส่วนบัญชีออมทรัพย์รายย่อยเป็นหลัก เพื่อลดต้นทุนทางการเงินของธนาคารลง
ขณะที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากนั้น มองว่าจะเริ่มเห็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในช่วงประมาณปลายไตรมาส 3/2552 เนื่องจากขณะนี้สัญญาณการเติบโตสินเชื่อยังไม่เห็นอย่างชัดเจน ประกอบกับสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งมีเหลืออีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากปรับเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้คือ ตัวเลขเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นเร็ว หรือธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงนี้ก็จะส่งผลกดดันให้อัตราดอกเบี้ยของไทยต้องขยับเพิ่มขึ้นตาม
ในส่วนของการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันพรุ่งนี้(13 ม.ค.53) คาดว่า กนง.จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ต่อไป เนื่องจากภาพรวมของเศรษฐกิจหลักยังไม่มีการฟื้นตัวเท่าที่ควร และการเติบโตยังไม่มีเสถียรภาพมากนัก รวมทั้งการที่ตัวเลขเงินเฟ้อยังมีการเพิ่มขึ้นที่ไม่เร็วมากนัก
thunhoon
***********
12/01/53
BANKING : คาดกำไรสุทธิ 4Q52F เพิ่มขึ้น 28% YoY
คำแนะนำ ระดับปกติ

คงน้ำหนักการลงทุน “ระดับปกติ” โดยหุ้นที่ชอบสุดได้แก่ SCB และ KBANK
หุ้นที่ชอบที่สุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้แก่ SCB (ศักยภาพในการเติบโตที่แข็งแกร่งหลังจากชะลอตัวในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา) และ KBANK (การเติบโตอย่างแข็งแกร่งหลังจากพัฒนารูปแบบของธนาคาร) โดยดูเหมือนว่าตลาดได้สะท้อนการคาดการณ์ถึงการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งของหลาย ๆ ธนาคารมากพอสมควรแล้วและการที่ไม่สามารถมีผลประกอบการตามคาด น่าจะส่งผลให้เกิดแรงขายทำกำไร
คาดผลประกอบการโดยรวมลดลง 32% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 28% YoY ใน 4Q52F
เราคาดว่า 9 ธนาคารที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ของเราจะรายงานกำไรสุทธิลดลง 32% QoQ จาก 1) ฤดูกาลที่มีค่าใช้จ่ายสูงในไตรมาส 4 2) กำไรจากสินทรัพย์ที่ลดลง และ 3) ค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองฯ ที่สูงขึ้นสำหรับบางธนาคารเพื่อเพิ่มอัตราการตั้งสำรอง สำหรับการคาดการณ์ว่ากำไรน่าจะเพิ่มขึ้น YoY มาจากการตัดขาดทุนพอร์ตลงทุนและค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองฯ ที่สูงอย่างมากใน 4Q51
Upside ต่อผลประกอบการปี 2553F มาจากต้นทุนเครดิตที่ลดลง
ปี 2553 น่าจะเป็นปีที่ดีขึ้นสำหรับธนาคารส่วนใหญ่ โดยน่าจะมีอัตราการเติบโตผลประกอบการเฉลี่ย 21% YoY เทียบกับ -0.8% YoY สำหรับปี 2552F โดย upside ต่ออัตราการทำกำไรจากดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และอัตราการขยายตัวสินเชื่อน่าจะมีค่อนข้างจำกัด แต่น่าจะมีความเป็นไปได้ของ upside จากต้นทุนเครดิตที่ลดลงกว่าสมมติฐานในปัจจุบันของเรา (0.82% ของสินเชื่อในปี 2553F เทียบกับ 0.9% ในปี 2552F) หลังจากเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นของ NPLs
การประเมินมูลค่า
เราประเมินมูลค่าหุ้นธนาคารโดยอิงจาก PBV ซึ่งได้มาจากวิธี RoE-g/CoE-g ด้วยสมมติฐาน CoE ที่ 12% และ g ที่ 6-8% (ขึ้นอยู่กับการคาดการณ์การเติบโต BV ในแต่ละธนาคาร) โดย upside ต่อประมาณการของเรามาจากต้นทุนเครดิตที่ลดลง (ภาระการตั้งสำรองฯ) และเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแข็งแกร่งกว่าคาด ส่วนความเสี่ยง downside มาจากการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และคุณภาพสินเชื่อที่แย่ลงในกรณีที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสะดุด
โดย สำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ประจำวันที่ 12 ม.ค. 2553
*********
11/01/53
จับตานโยบายการเงิน "กนง." คาดคงดอกเบี้ย 1.25%
ในวันที่ 13 มกราคม 2553 คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) จะมีการประชุมรอบแรกของปี 2553 เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายการเงิน หรืออัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วัน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 1.25 ทั้งนี้ แม้ว่าเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยจะปรับตัวไปในทิศทางที่เป็นบวกมากขึ้น แต่เส้นทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังมีแนวโน้มต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายอีกหลายประการ
pantip
*********
07/01/53
แบงก์ชาติคาดสินเชื่อปีนี้ฟื้นตามเศรษฐกิจ

Posted on Thursday, January 07, 2010
นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่า ยอดการให้สินเชื่อปีนี้จะเติบโตดีขึ้นกว่าปี 2552 โดยเฉพาะสินเชื่ออุปโภคบริโภคและสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะเร่งตัวขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่สภาพคล่องในระบบธนาคารพาณิชย์ก็ยังมีค่อนข้างมาก ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ การเร่งตัวของสินเชื่อเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ปลายปี 2552 โดยในเดือนพฤศจิกายน 2552 สินเชื่อสามารถขยายตัวเป็นบวกติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 และเมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2551 ขยายตัว 1.8% โดยสินเชื่อผู้บริโภคและสินเชื่อที่อยู่อาศัยเติบโตมากกว่า 10%

นายบัณฑิตบอกด้วยว่า การแข่งขันของธนาคารพาณิชย์จะรุนแรงขึ้นในปีนี้ ซึ่งภาวะเศรษฐกิจจะเป็นสิ่งกำหนดการเร่งตัวของสินเชื่อด้วย

ด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย บอกว่า ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตสินเชื่อปีนี้ที่ 7-9% ภายใต้จีดีพีที่คาดว่าจะขยายตัว 3-3.5 % และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3-4% โดยธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อในธุรกิจขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น 2-4% สินเชื่อ SMEs เพิ่มขึ้น 8-10% สินเชื่อบุคคลเพิ่มขึ้น 15-16%

นายประสารยอมรับว่า แม้เศรษฐกิจปีนี้จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากปีก่อน แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะปัญหาการเมืองที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและนักธุรกิจ โดยประเมินว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะค่อยเป็นค่อยไป ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยคาดว่าจะปรับขึ้นช่วงหลังของปีนี้

สำหรับภาพรวมสินเชื่อของธนาคารในปีที่ผ่านมามั่นใจว่าจะขยายตัวในแดนบวกเล็กน้อย ส่วน NPL ของธนาคารยังไม่น่าเป็นห่วง
money news update
***********
สินเชื่อบุคคลร้อนรับปีเสือ
วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

เอชเอสบีซี เลิกเก็บเนื้อเก็บตัว ติดเครื่องลุยชิงเค้กสินเชื่อบุคคล หลังคนไทยกลับมาใช้จ่าย

นายวิชิต พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายบุคคลธนกิจ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปีนี้ธนาคารจะหันมาลุยตลาดสินเชื่อบุคคลไม่มีหลักประกันอย่างเต็มที่ จากที่หยุดทำการตลาดไป 1 ปี เพราะภาวะเศรษฐกิจ โดยได้ปรับลดฐานเงินเดือนขั้นต่ำผู้สมัครสินเชื่อลงมาเหลือ 1.5 หมื่นบาท จากเดิมที่กำหนดเพดานไว้ 3 หมื่นบาท เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นกว่าเดิม
สำหรับอัตราดอกเบี้ยนั้นถือว่าใกล้เคียงกับตลาดระหว่าง 20-28% ขึ้นอยู่กับวงเงินสินเชื่อ กรณีกู้เงิน 3 แสนบาท ดอกเบี้ยจะอยู่ที่ระดับ 20% อนุมัติสูงสุด 5 เท่าของเงินเดือน ผ่อนชำระตั้งแต่ 12-60 เดือน

ผู้บริหารเอชเอสบีซี กล่าวว่า ในช่วง 1 ปีที่หยุดทำตลาดธุรกิจมีกำไรดี เพราะควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ไว้ได้ แต่ปีนี้สภาพเศรษฐกิจดีขึ้น ผู้คนเริ่มมั่นใจกลับมาใช้จ่ายเงินอีกครั้ง ความต้องการสินเชื่อบุคคลในตลาดจะกลับมาคึกคัก ธนาคารจึงกลับมาลุยในธุรกิจนี้เพื่อขยายฐานสินเชื่อให้ใหญ่ขึ้น

นายวิชิต ยอมรับว่า การปรับลดฐานเงินเดือนลูกค้าทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดหนี้เสียมากขึ้น อาจทำให้กำไรเฉลี่ยของลูกค้าต่อรายปรับลดลง แต่การมีฐานลูกค้าที่ใหญ่ขึ้นมากจะทำให้การทำกำไรดีขึ้น

ปัจจุบัน ธนาคารเอชเอสบีซี มียอดสินเชื่อบุคคลไม่ถึงหมื่นล้านบาท มีส่วนแบ่งตลาดเพียง 2% แต่ธนาคารตั้งเป้าจะขยายฐานสินเชื่อให้โตขึ้นเป็น 2 เท่าภายในปี 2555 โดยจัดโปรโมชันดอกเบี้ย 0% และกำนัลเงินสด 500 บาท สูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท คาดว่าภายใน 2 เดือนจะปล่อยกู้ได้ 500 ล้านบาท

นายวิชิต กล่าวว่า จากสถิติลูกค้าสินเชื่อบุคคลทั่วโลกจะพิจารณาแหล่งเงินกู้โดยเน้นการเข้าถึงเงินกู้ได้ง่ายเป็นลำดับแรก รองลงมา คือ อนุมัติเร็ว แต่คนไทยมีบุคลิกภาพเป็นคนขี้อาย จึงต้องใช้กลยุทธ์เพิ่มเติมด้วยการสร้างทีมขายสินเชื่อทางโทรศัพท์ เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าทั้งในกทม. และต่างจังหวัด

อย่างไรก็ดี ได้ให้ข้อกำหนดในการขายแก่บริษัทภายนอกที่ธนาคารได้ว่าจ้างมาว่า หากได้รับการร้องเรียนจากลูกค้าจะทำการขึ้นบัญชีดำพนักงานคนนั้นทันที และไม่ว่าจ้างอีก แต่การบริการลูกค้านับแสนรายหากมีเสียงบ่นบ้าง 5-10 รายก็ถือ ว่าปกติ

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปีนี้สินเชื่อบุคคลจะกลับมาคึกคัก โดยน่าจะเติบโตได้ 4-5% จากปีที่แล้วเติบโต 0% ผู้เล่นที่จะรุกตลาดชัดเจนได้แก่ธนาคารพาณิชย์ไทยอย่างกสิกรไทย กรุงศรีอยุธยา ไทยพาณิชย์ หรือธนาคารต่างประเทศอย่างเอชเอสบีซี ซิตี้แบงก์ ยูโอบี

ขณะที่ผู้เล่นที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นันแบงก์) ซึ่งได้ชะลอการปล่อยกู้หรือหยุดการขยายธุรกิจไปในปีที่แล้ว เพราะฐานลูกค้าคือกลุ่มเงินเดือน 5,000-7,000 บาท มีความเสี่ยงต่อหนี้เสีย แต่เชื่อว่าปีนี้จะกลับมาทำตลาดกันมากขึ้น

สำหรับธนาคารกสิกรไทยจะรุกสินเชื่อบุคคลไม่มีหลักประกันให้เติบโต 50% โดยเจาะกลุ่มลูกค้าเงินเดือน 1 หมื่นบาทขึ้นไป ต่ำกว่าระบบที่มีเพดาน 1.5 หมื่นบาท

“ตอนนี้ยังไม่เห็นการแข่งขันด้านราคากันมากนัก สำหรับกสิกรไทยจะคิดดอกเบี้ย 20-27% กรณีกู้เงิน 2.4 แสนบาทขึ้นไป จะคิดดอกเบี้ย 20% หากกู้เงินตั้งแต่ 8 หมื่น-2.4 แสนบาท จะคิดดอกเบี้ย 24% แต่ถ้ากู้เงินต่ำกว่า 8 หมื่นบาท จะคิดดอกเบี้ย 27%” นายชาติชาย กล่าว

ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานยอดสินเชื่อเพื่อการอุปโภคและบริโภค ซึ่งประกอบด้วยสินเชื่อบุคคล สินเชื่อหมุนเวียน และสินเชื่อบุคคลซึ่งมีบ้านเป็นหลักประกันในระบบอยู่ที่ 2.1 แสนล้านบาท มีฐานลูกค้า 8.8 ล้านบัญชี
posttoday

วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553

อุตสาหกรรมค้าปลีก53

อุตสาหกรรมค้าปลีก53
05/01/53
อุตสาหกรรมเด่น
SCRI มีมุมมองเป็น Bullish ต่อหุ้นในกลุ่มค้าปลีก
: รายงานดัชนีค้าปลีกของไทย ในเดือน ต.ค. 2552 เท่ากับ 156.9 จุด เพิ่มขึ้น 2.1% mom และเพิ่มขึ้น 2.1% yoy ซึ่งเป็นการปรับขึ้นของดัชนีติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 นับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2552 เป็นต้นมา และยังเป็นการปรับขึ้น yoy ครั้งแรกในรอบปี ทั้งนี้ SCRI คาดดัชนีค้าปลีกเดือน พ.ย. – ธ.ค. 2552 จะปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากเดือน ต.ค. 2552 ส่งผลบวกต่อผลประกอบการของกลุ่มพาณิชย์ ซึ่งโดยปกติแล้วช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี จะเป็นช่วง High Season ของธุรกิจค้าปลีก การฟื้นตัวของดัชนีค้าปลีกในเดือน ต.ค. 2552 และแนวโน้มการฟื้นตัวในเดือน พ.ย. – ธ.ค. 2552 ดังนั้น SCRI จึงประเมินว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานของกลุ่มพาณิชย์ใน Q4/52 จะเติบโตอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะผลประกอบการของ BIGC และ MAKRO ที่อ่อนแอตลอดในช่วง Q1/2552 – Q3/2552 ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มดัชนีค้าปลีกของประเทศไทย
โดย สถาบันวิจัยนครหลวงไทย ประจำวันที่ 5 มกราคม 2553

อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน53

อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน53
06/01/53
อุตฯรถกระเตื้อง ฟอร์ด ระบุยอดเดือนธ.ค.พุ่งสูงสุดรอบสองปี
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ฟอร์ด เผยยอดส่งท้ายปี 2552 ยอดขายเดือนธันวาคมพุ่งสูงสุดในรอบ 24 เดือน คาดว่ายอดรวมปี 2553 สดใส หลังจากเฟียสต้าใหม่พร้อมออกขายปีนี้
นายสาโรช เกียรติเฟื่องฟู รองประธานอาวุโส ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า ผู้จำหน่ายรถยนต์ฟอร์ด เปิดเผยว่า ยอดขายรถฟอร์ด เรนเจอร์ เดือนธันวาคมอยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2551 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 37% เทียบกับเดือนก่อนหน้าด้วยจำนวน 660 คัน ขณะที่ยอดขายรวมในไตรมาสที่ 4 เพิ่มขึ้นกว่า 11 % จากไตรมาสที่ 3 ด้านฟอร์ด เอสเคป ทำยอดขายอยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 หรือเพิ่มขึ้น 175 % จากเดือนก่อนหน้าฟอร์ด เอเวอเรสต์ นับเป็นอีกหนึ่งในแบรนด์ของฟอร์ดที่มียอดขายในเดือนธันวาคม อยู่ในระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี หรือมียอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 39 % เทียบกับเดือนก่อนหน้า ยอดขายฟอร์ด เอเวอเรสต์ ประจำไตรมาสที่ 4 เพิ่มขึ้น 102% จากไตรมาสที่ 3 ของปี 2552

รถยนต์ฟอร์ด โฟกัส ทีดีซีไอ พร้อมระบบเกียร์เพาเวอร์ชิฟท์ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับฟอร์ด โฟกัส ในเดือนธันวาคมอยู่ที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2550 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 216% จากเดือนพฤศจิกายน และยอดขายรวมในไตรมาสที่ 4 ของฟอร์ด โฟกัส เพิ่มขึ้น 81% จากไตรมาสก่อนหน้า

"ปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ยอดขายรวมในเดือนธันวาคม เป็นผลจากการที่รถยนต์ทุกรุ่นสามารถทำยอดขายต่อเดือนได้สูงที่สุดในรอบปี การที่ยอดขายรถยนต์ฟอร์ดทุกรุ่นอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งแสดงให้เห็นว่าเราได้นำเสนอสินค้าที่มีความเหมาะสมต่อไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันของลูกค้าฟอร์ดในประเทศไทย นอกจากนี้แผนการเปิดตัวรถฟอร์ด เฟียสต้าใหม่ ในปีนี้จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของสินค้าระดับโลกภายใต้แบรนด์ฟอร์ดเพิ่มขึ้นอีกขั้น และจะช่วยต่อยอดความสำเร็จของเราในอนาคต" นายสาโรช กล่าว
ทั้งนี้ รถยนต์ฟอร์ด เฟียสต้าใหม่ ที่กำลังจะเปิดตัวในเร็วๆ นี้ เป็นรถที่ได้รับความนิยมทั่วโลกเปิดตัวครั้งแรกในภูมิภาคอาเซียน โดยฟอร์ดได้นำรถดังกล่าวมาแสดงในงานมหกรรมยานยนต์ ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2009 เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งรถยนต์ ฟอร์ด เฟียสต้าใหม่ จะผลิตที่โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย ในจังหวัดระยอง ด้วยเงินลงทุนมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท) และจะพร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยและทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียนในปีนี้
krungthepturakij
************
05/01/53
คลังชงมาตรการภาษีรถยนต์ไฮบริดเข้าครม.
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
คลังชงมาตรการภาษีส่งเสริมรถยนต์ไฮบริด เข้าครม.ในวันนี้ คาดนายกฯเตรียมยกปัญหา "หวยออนไลน์" เข้าถกครม.
ในวันนี้ (5 ม.ค.) การประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกของปี 2553 คาดว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะมีการหยิบยกปัญหาการเดินหน้าโครงการจำหน่ายหวยออนไลน์ขึ้นหารือในที่ประชุม ท่ามกลางความเห็นจาก 2 ด้าน ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการเดินหน้าโครงการดังกล่าว

สำหรับวาระการประชุมคณะรัฐมนตรีที่สำคัญวันนี้ มีเรื่องที่ต้องพิจารณา เช่น กระทรวงการคลังเตรียมเสนอร่างประกาศกระทรวง เรื่องมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการผลิตและการใช้รถยนต์นั่งประหยัดพลังงานประเภทพลังงานผสม ชนิดพลังงานเชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้าในประเทศ (รถยนต์ไฮบริด)

นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง จะรายงานการรับ การใช้จ่ายเงิน และการชำระคืนเงินกู้ชดใช้ค่าเสียหาย ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ประจำปีงบประมาณ 2552 และขอเสนอระยะเวลายกเว้นค่าธรรมเนียมการค้ำประกันตามโครงการ PortFolio Grarantee Scheme ของบริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม และการชดเชยธรรมเนียมค้ำประกัน
krungthepturakij

กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและครัวเรือน53

กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและครัวเรือน53
05/01/53
เครื่องใช้ไฟฟ้าปีเสือแข่งดุหลังเศรษฐกิจฟื้น

ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าปีเสือแข่งดุ กลุ่มไอทีและเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็กมาแรง มั่นใจมาตรการกระตุ้นของภาครัฐดันอุตสาหกรรมโต
ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาสามสี่ปีติดต่อกัน ทำให้ผู้ประกอบการเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างคาดการณ์ว่า ภาพรวมตลาดปี 2552 ที่ผ่านมา จะทรุดตัวลงไม่ต่ำกว่า 20% อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ไตรมาสสุดท้าย ของปี สถานการณ์กลับดีขึ้น ภาพรวมของตลาด มีการเติบโต 5% โดยสินค้าหลักที่ช่วยผลักดันยอดขายในตลาด คือสินค้า หมวดจอภาพ ไอที และเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก ซึ่งสินค้าในหมวดดังกล่าวถือเป็นสินค้าที่ทำยอดขายเป็นหลักอยู่แล้วในตลาด
"ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน (เอชเอ) โดยเฉพาะในส่วนของชิ้นเล็ก ในช่วง 11 เดือนของปีที่ผ่านมา (ม.ค.-พ.ย. 2552) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2551 ปรากฏ มียอดจำหน่ายปรับตัวสูงขึ้นในทุกประเภท เฉพาะอย่างยิ่งยอดจำหน่ายของเครื่องทำน้ำอุ่นปรับตัวสูงขึ้นถึง 85% ขณะที่ในด้านมูลค่าตลาดก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน 87% สำหรับยอดขายเครื่องทำน้ำอุ่นนั้น ในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตามฤดูกาล" ชัยฤทธิ์ ปิยบุตร ผู้จัดการประจำประเทศไทย จีเอฟเค รีเทล แอนด์ เทคโนโลยี ประเทศไทย บริษัทวิจัยและทำการสำรวจเครื่องใช้ไฟฟ้าในส่วนรีเทล กล่าว
นอกจากเครื่องทำน้ำอุ่นแล้ว ในส่วนของเครื่องเตรียมอาหาร ในแง่ของทั้งยอดจำหน่ายเชิงยูนิตและมูลค่าก็มีการปรับตัวขึ้นอย่างมากเช่นเดียวกัน โดยเชิงปริมาณ เติบโต 24% ส่วนมูลค่า 21% สำหรับเครื่องดูดฝุ่นแม้ว่ายอดขายในเชิงของปริมาณ เติบโต 13% แต่ในแง่ของมูลค่าการตลาดพบว่ามีการปรับตัวลดลง 1% เนื่องจากราคาเฉลี่ยปรับตัวลดลงนั่นเอง
"สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็กโดยเฉลี่ยแต่ละปีโต 5-10% เป็นตัวที่ช่วยดันตลาดในกลุ่มเอชเอ สำหรับปีนี้เราคาดว่านอกจากชิ้นเล็กอื่นๆ แล้ว เครื่องปรับอากาศเป็นอีกสินค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่ดันให้ตลาดขยายตัว เพียงแต่ปีที่ผ่านมาไตรมาสแรกและไตรมาสสองอาจ ลดลงไปบ้าง แต่ไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมาเครื่องปรับอากาศกลับมาขยายตัว 5%" ผู้บริหารกล่าว
ส่วนเครื่องใช้ไฟอื่นๆ โดยเฉลี่ยมียอดจำหน่ายสูงขึ้นไม่มากนัก เช่น เตารีดมียอดจำหน่ายเชิงจำนวน และเชิงมูลค่าอยู่ที่ 4% โดยผู้บริโภคยังคงให้การตอบรับกับเตารีดชนิดไอน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคให้ความใส่ใจในรายละเอียดของการรักษาคุณภาพของเสื้อผ้ามากขึ้น รวมทั้งการใช้งานของเตารีดชนิดไอน้ำในปัจจุบันใช้งานง่ายและรวดเร็วกว่าเตารีดชนิดแห้ง
ส่วนตลาดไดร์เป่าผมเป็นอีกสินค้าหนึ่งที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 11 เดือนของปีที่ผ่านมามียอดจำหน่ายเชิงปริมาณ และเชิงมูลค่าอยู่ที่ 3% และ 7% ตามลำดับ ขณะที่ตลาดของหม้อหุงข้าว มียอดจำหน่ายเชิงปริมาณคงที่และเชิงมูลค่าเพิ่มขึ้น 3% สำหรับตลาดหม้อหุงข้าวแบบอุ่นทิพย์ หรือ Jar Type ในปีนี้มีแนวโน้มที่ดีขึ้นต่อเนื่องจากปีที่แล้วใน ในขณะที่หม้อหุงข้าวแบบธรรมดา หรือ Conventional Type มีสัดส่วนลดลง
เอกชนมั่นใจมาตรการกระตุ้น ศก.ดันตลาดโต
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด เปิดเผยว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่มีมาตั้งแต่ต้นปี 2552 โดยเฉพาะมาตรการระยะสั้นช่วยให้ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศไม่ได้ตกต่ำอย่างที่คาดการณ์ของหลายๆ ฝ่าย และส่งผลดีมาถึงหลายๆ อุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า
“การแข่งขันในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าปีนี้ ยังคงมีการแข่งขันที่รุนแรง สินค้าที่ขายได้ยังมีหลายกลุ่ม โดยกลุ่มไอทีและเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็กช่วยดันให้ตลาดโต เชื่อว่าผู้ประกอบการจะงัดกลยุทธ์ในรูปแบบต่างๆ ออกมา โดยเฉพาะในปีนี้ที่จะมีมหกรรมกีฬาอย่างฟุตบอลโลก 2010 เราเชื่อว่าจะช่วยให้ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าคึกคักอย่างแน่นอน”
สำหรับผลประกอบการของบริษัทในปีนี้ (เม.ย. 2552 - มี.ค. 2553) ถึงแม้บริษัทจะยังไม่ปิดปีงบประมาณ แต่ก็มั่นใจว่าจะได้ตามเป้าหมายที่วางไว้คือ 5,700 ล้านบาท เติบโต 15% ส่วนปีหน้า (เม.ย. 2553-มี.ค. 2554) บริษัทก็มั่นใจเช่นกันว่าจะเติบโต โดยตั้งเป้ารายได้ไว้ 6,500 ล้านบาท สำหรับรายได้หลักของบริษัทยังคงมาจากกลุ่มเอชเอ 55% รองลงมาคือ ไอที 30% และ 15% เป็นกลุ่มเอวี
นายอลงกรณ์ ชูจิตร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าปีที่ผ่านมาแม้จะมีสินค้าบางตัวที่หดตัว เช่น เครื่องปรับอากาศ, ซีอาร์ที ทีวี,กล้องดิจิทัล และเครื่องเสียง แต่ก็ยังมีสินค้าอีกหลายๆ กลุ่มช่วยขับเคลื่อนตลาด เช่น แอลซีดี ทีวี, เครื่องซักผ้า ตู้เย็น และเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก
สำหรับแอลจีสินค้าที่โดดเด่นและช่วยขับเคลื่อนคือ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น แอลซีดี และแอลอีดี ทีวี โดยภาพรวมที่ผ่านมาเติบโต 16-17% หรือคิดเป็นรายได้ 1.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ในปีนี้บริษัทยังมั่นใจว่าจะสามารถเติบโตได้อย่างน้อย 20% เนื่องจากสินค้าหลักอีกตัวหนึ่งที่ช่วยไดร์ฟตลาด คือ เครื่องปรับอากาศ หลังจากที่ภาษีสรรพสามิตเหลือ 0% จะส่งผลให้ตลาดเครื่องปรับอากาศในปี 2553 นี้ กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากที่ซัมเมอร์ที่ผ่านมาตลาดหดตัวกว่า 10%
"ปีนี้เรามั่นใจว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น ดูจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐที่มีการลงทุนระบบสาธารณูปโภค รวมทั้งโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งโครงการต่างๆ เหล่านี้จะมีผลในระยะยาว และจากการที่ซัพพลายเออร์มีออเดอร์เพิ่มขึ้น มีการเพิ่มกำลังผลิต เราจึงมั่นใจว่าปีนี้เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น และส่งผลต่อภาพรวมในอุตสาหกรรมดีขึ้นเช่นกัน" ผู้บริหารกล่าว
krungthepturakij

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ข่าวกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง,วัสดุและอสังหาริมทรัพย์53

14/01/53
ยอดโอนคอนโดฯ 11 เดือนปี 52 ทะลุ 4.7 หมื่นยูนิต
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ศูนย์ข้อมูลฯ เผยผลสำรวจยอดโอนกรรมสิทธิ์ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 5 จังหวัด รอบ 11 เดือนแรกของปี 52 รวม 1.38 แสนยูนิต คอนโดฯ ทะลุ 4.7 หมื่นหน่วย
เปิดเผยข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล 5 จังหวัด ในรอบ 11 เดือนแรกของปีนี้ พบว่ามีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท ทั้งที่อยู่อาศัย ที่ดินเปล่า และอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย รวมกันประมาณ 189,300 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาแบ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย รวมกันประมาณ 138,500 หน่วย โดยในจำนวนนี้ เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดคอนโดมิเนียมมากที่สุดประมาณ 47,400 หน่วย โดยแบ่งเป็นอาคารชุดที่โอนจากนิติบุคคล (คาดว่าเป็นอาคารชุดใหม่) 28,700 หน่วย และอาคารชุดที่โอนจากบุคคลธรรมดา (คาดว่าเป็นอาคารชุดมือสอง) 18,700 หน่วย รองลงมาเป็นทาวน์เฮาส์ 44,600 หน่วย และบ้านเดี่ยวประมาณ 28,600 หน่วย อาคารพาณิชย์ 13,500 หน่วย และบ้านแฝดประมาณ 4,100 หน่วย ส่วนอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยนั้น พบว่ามีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเปล่ามากถึง 43,800 แปลง

จังหวัดกรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่มีสถิติจำนวนแปลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ของที่อยู่อาศัยมากที่สุด ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 60 ของที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด โดยเฉพาะห้องชุดคอนโดมิเนียม ซึ่งมีสถิติการโอนคิดเป็นถึงร้อยละ 78 ของจำนวนห้องชุดที่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมดในกทม.และปริมณฑล และมีพื้นที่ของห้องชุดที่มีการโอนกรรมสิทธิ์คิดเป็นร้อยละ 82

มูลค่าการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท ทั้งที่อยู่อาศัย ที่ดินเปล่า และอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย รวมกันประมาณ 478,000 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4 จากช่วงเวลาเดียวกัน

อสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย มีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์รวมกันประมาณ 288,500 ล้านบาท โดยกรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่มีมูลค่าการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยสูงที่สุด ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 69 ของที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด เป็นมูลค่าการโอนบ้านเดี่ยวสูงที่สุดประมาณ 97,600 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 34 ของที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธ์ทั้งหมด รองลงมาเป็นมูลค่าการโอนห้องชุด ประมาณ 87,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 30 ของที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธ์ทั้งหมด ทาวน์เฮาส์มีมูลค่าประมาณ 58,400 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 20 ของที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธ์ทั้งหมด

สำหรับห้องชุดคอนโดมิเนียมที่มีการโอนกรรมสิทธิ์จากนิติบุคคล คาดว่าเป็นคอนโดมิเนียมใหม่จำนวน 28,700 หน่วยนั้น มีมูลค่าการโอนรวมกันประมาณ 68,700 ล้านบาท ดังนั้น คิดเป็นราคาเฉลี่ยต่อหน่วย 2.39 ล้านบาท ในเชิงเปรียบเทียบกัน จำนวนห้องชุดคอนโดมิเนียมที่มีการโอนกรรมสิทธิ์จากบุคคลธรรมดา ซึ่งคาดว่าเป็นคอนโดมิเนียมมือสองจำนวน 16,800 หน่วยนั้น มีมูลค่าการโอน 18,300 ล้านบาท หรือประมาณ 983,000 บาทต่อหน่วย

สำหรับอสังหาริมทรัพย์อื่นที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยนั้น มีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์รวมกันประมาณ 189,500 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นมูลค่าการโอนที่ดินเปล่ามากถึง 140,700 ล้านบาท
krunthepturakij
*********
14/01/53
สมาคมรับสร้างบ้านตั้งเป้าปี53แตะ1.2หมื่นล้าน
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

สมาคมฯรับสร้างบ้านเปิดแนวรุกปี 53 ตั้งเป้ากระตุ้นตลาดโต 10% ประเดิมไตรมาสแรกจัดงาน Home Builder Focus 2010 ตั้งเป้ายอดขาย 500 ล้านบาท
นายวิบูล จันทรดิลกรัตน์ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า ปี 2553 สมาคมฯ ได้วางนโยบายครอบคลุม 4 เรี่องหลักๆ ประกอบไปด้วย ด้านการสร้างมูลค่าตลาดรวมธุรกิจรับสร้างบ้าน นโยบาย ด้านผู้บริโภค นโยบายด้านสมาชิก และ นโยบายด้านความรับผิดชอบขององค์กรธุรกิจต่อสังคม (CSR : Corporate Social Responsibility)

สำหรับเป้าหมายในส่วนของการเติบโตของมูลค่าตลาดรวมธุรกิจรับสร้างบ้านคาดว่าจะสามารถแตะระดับ 12,000 ล้านบาท หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 9-10% ในปี 2553 จากมูลค่าตลาดรวมในปี 2552 ที่ประมาณ 11,000 ล้านบาท

โดยมูลค่าตลาดรวมที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ ประการแรก การเติบโตของตลาดรับสร้างบ้านที่เพิ่มขึ้นผ่านการทำกิจกรรม และประชาสัมพันธ์ของสมาคมฯ ซึ่งส่งผลให้ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรวมตัวกันจัดงานรับสร้างบ้าน และ งาน Home Builder Focus ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคได้รู้จักกับบริษัทรับสร้างบ้านมากยิ่งขึ้น ประการที่สอง ราคาบ้านเฉลี่ยที่ผู้บริโภคนิยมซื้อที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นโดยเพิ่มจาก 4.2 ล้านบาทในปี 2551 มาเป็น 4.7 ล้านบาทในปี 2552 ขณะที่ในปี 2553 คาดว่าราคาเฉลี่ยของบ้านที่เป็นที่นิยมของผู้บริโภคก็น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

สำหรับนโยบายด้านผู้บริโภค โดยสมาคมฯ จะให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ในการร่วมร่างสัญญามาตรฐานเพื่อสร้างความเป็นธรรมและป้องกันการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคจากบริษัทรับสร้างบ้านที่ขาดจริยธรรม

นอกจากนี้ยังเน้นการสื่อสารกับผู้บริโภคอย่างตรงไปตรงมากับกลุ่มผู้บริโภค โดยเฉพาะการให้ข้อมูลข่าวสารและความรู้เกี่ยวกับธุรกิจรับสร้างบ้าน โดยสมาคมฯมีแผนงานที่จะพัฒนาเว็บไซต์ www.hba-th.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของสมาคมฯ ให้มีความทันสมัยมากขึ้น และยังมีแนวทางที่จะใช้เว็บไซต์เป็นที่เสาะหา และเก็บรวบรวมข้อมูลความต้องการของผู้บริโภคเพื่อที่จะนำมาพัฒนาสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการต่อไป

นายวิบูล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้สมาคมฯ จะเพิ่มจำนวนสมาชิกขึ้น เพื่อสร้างมาตรฐานของการให้บริการรับสร้างบ้าน ขณะเดียวกันจะให้การส่งเสริมกับสมาชิกที่สมัครใจจะพัฒนาองค์กรตามรูปแบบของระบบมาตรฐาน ISO รวมถึงการสนับสนุนให้สมาชิกมีการจดลิขสิทธิ์แบบบ้าน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาด้านการออกแบบให้มากขึ้น

ส่วนนโยบายที่เกี่ยวกับด้านการตอบแทนสู่สังคม หรือ CSR ปัจจุบันสมาคมฯ มีกิจกรรมหลัก 2 ส่วนคือ การให้การสนับสนุนกิจกรรมของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และการให้ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนในสาขา วิชาการก่อสร้างโดยเป็นโครงการร่วมกับวิทยาลัยเทคนิคดอนเมืองซึ่งในปี 2553 ทั้งสองกิจกรรมก็จะยังคงดำเนินนโยบายต่อไป และจะเพิ่มกิจกรรมเพื่อสังคมอีกหนึ่งกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับด้านสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของการจัดกิจกรรมดังกล่าว

สำหรับในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2553 สมาคมฯ จะเน้นในเรื่องของนโยบายการเร่งสร้างมูลค่าตลาดรวม และนโยบายในเชิงของผู้บริโภค ผ่านการจัดงาน Home Builder Focus 2010 ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 26-28 กุมภาพันธ์ 2553 ณ ห้องบางกอกคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว โดยภายในงานจะเป็นการรวมตัวของบริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำ พร้อมด้วยสถาบันการเงินที่จะมาให้สินเชื่อในอัตราพิเศษ โดยสมาคมฯ คาดว่าภายในงานดังกล่าวจะสามารถสร้างยอดขายได้ประมาณ 500 ล้านบาท
krungthepturakij
************
08/01/53
INDUSTRY UPDATE
พัฒนาที่อยู่อาศัย (Housing) by asp
ขอต่ออายุมาตรการ ถึงสิ้นปี 2553 ... ถ้าสำเร็จ Profit Margin จะยังสูงต่อไป

** สมาคมอาคารชุดไทย เตรียมยื่นขอต่ออายุมาตรการถึงสิ้นปี 2553
** ปี 2553 ดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับขึ้น ขณะที่การแข่งขันเข้มข้น
** ผลประกอบการดี ราคาถูก AP, SC, และ SPALI ซื้อลงทุนระยะยาว
** สมาคมอาคารชุดไทย เตรียมยื่นขอต่ออายุมาตรการถึงสิ้นปี 2553
สมาคมอาคารชุดไทย เตรียมยื่นหนังสือถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อ
เสนอขอให้ต่ออายุมาตรการภาษีกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่จะหมดอายุใน
วันที่ 28 มีนาคม 2553 ซึ่งประกอบด้วยการลดภาษีธุรกิจเฉพาะจาก 3.3% เหลือ
0.1%, ค่าธรรมเนียมการโอนฯ และจดจำนองจาก 2% และ 1% เหลือ 0.01% โด
จะเสนอขอยื่ดอายุออกไปจนถึง 31 ธันวาคม 2553 ทั้งนี้ให้เหตุผลสนับสนุนว่า
หากไม่ต่ออายุมาตรการออกไป ราคาบ้านอาจปรับขึ้นไป 5-8% ซึ่งเป็นผลมาจาก
สิทธิประโยชน์จากมาตรการที่หายไปและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ในความเห็นของ
ฝ่ายวิจัย เห็นว่ามาตรการที่จะหมดอายุ 28 มีนาคม 2553 โดยหลักแล้วผู้ที่ได้รับ
ประโยชน์อย่างเต็มที่ได้แก่ ผู้ประกอบการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของภาษี
ธุรกิจเฉพาะ 3.3% ซึ่งโดยปกติเป็นภาระของฝ่ายผู้ประกอบการ ส่วนที่ผู้ซื้อได้รับ
ได้แก่ เรื่องของค่าธรรมเนียมการโอนฯ ซึ่งเป็นภาระของฝ่ายผู้ซื้อ และผู้ขายคนละ
ครึ่ง และค่าธรรมเยมจดจำนอง 1% ของเงินกู้ สำหรับในส่วนของการกระตุ้น
กำลังซื้อ หากพิจารณาจากยอดจดทะเบียนบ้านใหม่ในงวด 10M52 พบว่ามีการ
ขยายตัว 3.9% YoY ซึ่งหากเข้าไปดูในรายละเอียดพบว่าส่วนที่เติบโตสูงที่สุด
ได้แก่ คอนโดฯ เติบโต 31% ขณะที่บ้านเดี่ยวและทาวเฮ้าส์หดตัว 15% และ 8%
ตามลำดับ ซึ่งฝ่ายวิจัยเห็นว่าการที่ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อคอนโดฯ มาตรการกระตุ้น
เรื่องภาษีธุรกิจเฉพาะ และค่าธรรมเนียมต่างๆ มีผลไม่มากนัก อย่างไรก็ตามหาก
มีการต่ออายุมาตรการจริง ก็จะทำให้ Profit Margin ของผู้ประกอบการสูงกว่า
ประมาณการที่ฝ่ายวิจัยนำเสนอ เนื่องจากประมาณการดังกล่าวอยู่บน
สมมุติฐานว่าไม่มีการต่ออายุมาตรการ
** ปี 2553 ดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับขึ้น ขณะที่การแข่งขันเข้มข้น
ภาพรวมผลประกอบการปี 2553 ฝ่ายวิจัยประเมินว่าโดยภาพรวมยังมีแนวโน้ม
เติบโตต่อเนื่อง ทั้งนี้ประเมินจาก Backlog ของผู้ประกอบการที่ยังอยู่ในระดับสูง
(ดูกราฟด้านหลังประกอบ) แต่อย่างไรก็ตามการลงทุนในหุ้นอสังหาฯ ยังมีความ
เสี่ยงที่ต้องระวังอยู่ 2 ประการคือ การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น เนื่องจากพบว่า
ผู้ประกอบการมีแนวโน้มที่จะเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดย
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ รวบรวมตั้วเลขแผนเปิดตัวโครงการใหม่ของ
ผู้ประกอบการรายใหญ่ 8 แห่ง พบว่าจะมีมูลค่าโครงการสูงถึง 1.27 แสนล้าน
บาท และจากข้อมูลในงบการเงินของ 29 บริษัทในกลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัยพบว่ามี
รายการสินค้าคงเหลือสูงถึง 1.56 แสนล้านบาท (เป็นตัวเลขรวมทั้งที่ขายแล้วรอ
โอนฯ และยังไม่ขาย) ปัจจัยเสียงอีกประเด็นสำหรับราคาหุ้นอสังหาฯ ได้แก่
ทิศทางอัตราดอกเบี่ยที่ปรับขึ้น เพราะถึงแม้กระทบต่อกำลัง.ซื้อไม่มาก แต่น่าจะ
กระทบต่อ Sentiment ราคาหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ
**ผลประกอบการดีราคาถูก AP, SC และ SPALI ซื้อลงทุนระยะยาว
หุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย ราคาหุ้นมีการปรับตัวขึ้นไปมากแล้วจน
แทบไม่เหลือ Upside จาก Fair Value ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำให้สลับมาลงทุนในหุ้น
ขนาดกลาง-เล็ก ซึ่งมีหลายตัวที่ราคายังต่ำ และมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ซึ่ง
Top Pick ได้แก่ AP (FV @B7.59), SC (FV@B 14.78) และ SPALI (FV@B8.87)
asp view
**********
06/01/52
8 บิ๊กอสังหาฯ โหมลงทุนปีนี้รวมกว่า 1.27 แสนล.
บิ๊กอสังหาฯ โหมลงทุนใหม่ต่อปีเสือ พบ 8 รายใหญ่กระหน่ำผุดโปรเจครวมมูลค่ากว่า 1.27 แสนล้านบาทรับกำลังซื้อกับมารอบใหม่
ผู้ประกอบการรายใหญ่หวังกินรวบทุกระดับราคา-สินค้า เพิ่มสัดส่วนเก็บลูกค้า ควบแผนขยายการลงทุนสู่ต่างจังหวัด ตลาดคอนโดฯยังเฟื่องส่งผลกลุ่มทุนจากอุตสาหกรรมอื่นๆต่อยอดกำไรธุรกิจด้วยการโยกเงินลงอสังหาฯ

"กรุงเทพธุรกิจ" สำรวจและสอบถามแผนการลงทุนของผู้ประกอบอสังหาริมทรัพย์ในปี 2553 "ปีเสือ" เฉพาะรายใหญ่ 8 รายที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกอบด้วย พฤกษาฯ, ศุภาลัย ,แอล.พี.เอ็นฯ ,แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์, เอเซี่ยน พร้อพเพอร์ตี้ (เอพี), เอสซี แอสเสท และควอลิตี้ เฮ้าส์ พบแต่ละรายเตรียมพร้อมที่จะเปิดตัวโครงการใหม่รวมมูลค่าไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาทด้วยเพราะหวังรับกำลังซื้อที่คาดว่าจะกลับมาคึกคัก

โดยสินค้าที่เปิดขายใหม่จะมีทุกประเภท ทั้งคอนโด บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ บ้านแฝด หลายรายเริ่มคิดที่จะขยายฐานตลาดสู่ต่างจังหวัดจากที่ไม่เคยลงทุนผ่านการลงทุนโดยตรงหรือผ่านบริษัทในเครือ ด้วยเพราะเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ขยายฐานลูกค้า หลังจากที่แนวโน้มตลาดในกรุงเทพฯ มีขนาดเล็กลง โดยบริษัท แอลพีเอ็น ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ที่ตั้งเป้ายอดรายได้ปี 2553 ไว้ 1 หมื่นล้านบาท เตรียมเปิดโครงการใหม่ประมาณ 10 โครงการรวมมูลค่าโครงการร่วม 1.5 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันก็ขยายฐานการลงทุนสู่ต่างจังหวัดครั้งแรกปักหลักที่จ.ชลบุรี ด้วยการรขึ้นคอนโดมิเนียมตากอากาศย่านพัทยาเหนือ

ส่วนบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ที่ตั้งเป้ายอดขายทั้งปีไว้ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท ขณะที่รายได้ทั้งปีตั้งไว้ที่ 1 หมื่นล้านบาท มีแผนเปิดโครงการใหม่กว่า 10 โครงการรวมมูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด โดยต่างจังหวัดนั้นได้ขยายสู่จ.เชียงใหม่ เป็นครั้งแรกโดยได้ซื้อที่ดิน 60 ไร่ ทำโครงการบ้านจัดสรร 300 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท เนื่องจากมองว่าเป็นทำเลที่มีศักยภาพ มีความสมบูรณ์ มีดีมานด์ขนาดใหญ่เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดต่างจังหวัดที่ศุภาลัยเคยลงทุนมาแล้ว เช่น ขอนแก่น ภูเก็ต และหาดใหญ่ แม้จะเป็นผู้เล่นรายใหม่ในทำเล แต่ความแข็งแกร่งของแบรนด์น่าจะได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี

ขณะที่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ตั้งเป้าโครงการใหม่ 48 -50โครงการ มูลค่ากว่า3 หมื่นฃ้านบาท กระจายทั้งกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ต่างจังหวัด และ ต่างประเทศ ด้านบริษัทเอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ฯเปิดตัวโครงการใหม่ 20 โครงการวมมูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้านบาท โดยปัจจุบันมีที่ดินที่พร้อมทยอยเปิดตัวแล้วรวมมูลค่าเกือบ 1.6 หมื่นล้านบาท เป็นบ้านเดี่ยว 6 โครงการ,ทาวน์เฮ้าส์ 4 โครงการและคอนโดอีก 1 โครงการแต่คาดว่าทั้งปีน่าจะเปิดคอนโดใหม่ได้รวม 4 โครงการ

บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) จะเปิด 13 โครงการ มูลค่า 1.56 หมื่นล้านบาท ด้านบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เตรียมเปิดโครงการ 10 โครงการ มูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท และบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ลงทุน 12-13 โครงการ มูลค่า 9 พันล้านบาทถึง 1 หมื่นล้านบาท ฯลฯ

โฟกัสทุกตลาดเสริมรายได้-กระจายเสี่ยง

หากพิจารณาถึงความเคลื่อนไหวในการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2553 เป็นการตอกย้ำว่าตลาดเป็นของผู้เล่นรายใหญ่จริงๆ กล่าวคือ ทุกรายหันลงมาเล่นตลาดทุกระดับราคา มีการขึ้นโครงการทั้งแนวสูง แนวราบ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มแอล.พี.เอ็น.ฯ เดิมเน้นตลาดคอนโดมิเนียม แต่ปีนี้ก็ขยายฐานสู่ตลาดแนวราบผ่านบริษัทในเครือ คือ บริษัท พรสันติ จำกัด ส่วนเอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ปีนี้ปรับแผนหันมาให้น้ำหนักกับโครงการแนวราบ เพราะในช่วงปี 2552 ได้ลุยโครงการแนวสูงไว้ค่อนข้างมาก

ขณะที่แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เห็นสัดส่วนตลาดที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ประกอบกับเพื่อเพิ่มโอกาสในธุรกิจ ก็จะหันมาพัฒนาโครงการแนวสูงเพิ่มขึ้น เพื่อเสริมที่อยู่อาศัยแนวราบ โดยแลนด์ฯ มีแผนเปิดตัวคอนโดใหม่อีก 4-5 โครงการ

นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวให้ความคิดเห็นว่า โดยส่วนตัวไม่กังวลปัญหาโอเวอร์ซัพพลาย โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม เพราะหากพิจารณาถึงอัตราการเข้าพักอาศัยจากโครงการที่บริษัทเปิดขายและส่งมอบห้องชุดให้ลูกค้ามีการเข้าอยู่อาศัยกว่า 80-90% ทุกโครงการ

แต่ทั้งนี้ การลงทุนในโครงการใหม่ๆ นั้นผู้ประกอบการจะต้องมีความระมัดระวัง และต้องศึกษาตลาดให้ดี โครงการที่จะเกิดใหม่ในปี 2553-2554 หากผู้ประกอบการไม่คาดการณ์ตลาดให้ดีก็อาจจะเกิดปัญหาโอเวอร์ซัพพลายได้อนาคต เพราะกว่าโครงการจะสร้างเสร็จและส่งมอบก็ใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปีขึ้นอยู่กับขนาดของโครงการ

ส่วนการแข่งขันของตลาดคอนโดฯ น่าจะรุนแรง แต่ก็ขึ้นกับทำเล และยังมั่นใจในทำเลสุขุมวิทยังไปได้ดี แต่จะแข่งกันหนักเรื่องการซื้อที่ดิน

นายอนุพงษ์ กล่าวอีกว่า แม้ตลาดอสังหาฯ จะมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่วงการแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะจะถูกสกัดโดยสถาบันการเงิน ทำให้โอกาสเป็นของผู้ประกอบการรายใหญ่

ข้อมูลเพิ่มเติม

ประมาณการแผนลงทุน 8 บิ๊กอสังหาฯ ในปี 2553 รวมมูลค่ากว่า 1 แสนล.

@ บมจ.แอลพีเอ็น เปิดใหม่ 10 โครงการ มูลค่า 1.5 หมื่นล.

@ บมจ.ศุภาลัย เปิดใหม่กว่า 10 มูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล.

@ บมจ.พฤกษาฯเปิดใหม่กว่า 48 -50โครงการ มูลค่ากว่า3 หมื่นล.

@ บมจ.เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ฯเปิดใหม่ 20 โครงการวมมูลค่าเกือบ 2 หมื่นล.

@ บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ เปิดใหม่ 13 โครงการ มูลค่า 1.56 หมื่นล.

@ บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เปิดใหม่ 10 โครงการ มูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท

@ บมจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดใหม่ 14 โครงการมูลค่ากว่า 1หมื่นล.

@ บมจ.เอสซี แอสเสทฯ เปิดใหม่ 12-13 โครงการ มูลค่าเกือบ 1 หมื่นล.
krungthepturakij**********
04/01/53
ตลาดคอนโดฯแสนยูนิตแข่งดุปีเสือ ยักษ์อสังหาฯ-ทุนใหม่-ต่างชาติสั่งลุย เชื่อดีมานด์สูงยันไม่เกิดฟองสบู่

คอนโดฯฮอตข้ามปี เผยดีมานด์ในตลาดยังมีสูงต่อเนื่องตลอดปีเสือ ยักษ์อสังหาฯ-ทุนหน้าใหม่-ต่างชาติ แห่ลงทุนผุดโปรเจ็กต์ใหม่เพิ่ม ส่งผลซัพพลายทะลัก ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯระบุมียอดสะสมกว่า 1 แสนยูนิต สั่งจับตากลุ่มซื้อเพื่อลงทุน-พวกเก็งกำไร หวั่นจุดชนวนห้องชุด ล้นตลาด ด้านบิ๊กแบรนด์ "เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้-พฤกษา เรียลเอสเตท-แอล.พี.เอ็น.ฯ" ยอมรับปี"53 แข่งเดือด เพราะต้องวัดดวงเศรษฐกิจ-กำลังซื้อโตตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ ประสานเสียงการันตีไม่เกิดปัญหาฟองสบู่แน่

หลายปีติดต่อกันที่คอนโดฯกลายเป็นที่อยู่อาศัยยอดฮิตเพราะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคนี้ได้ดีกว่าที่อยู่อาศัยประเภทอื่น ๆ ทั้งแง่การใช้ชีวิตประจำวัน หรือไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่ส่วนใหญ่ เป็นคนรุ่นใหม่ ระดับราคาขายที่ไม่สูงเกินไป ตลอดจนทำเลที่ตั้งโครงการที่อยู่ในเมืองหรือแนวรถไฟฟ้า สะดวกสบายในการเดินทาง ห้องชุดในโครงการคอนโดฯจึงเป็น ทางเลือกใหม่ของการอยู่อาศัย และดูเหมือนจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ

ส่งผลให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะบริษัทพัฒนาที่ดินรายใหญ่ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มทุนใหญ่จากธุรกิจอื่นที่ขยายไลน์มาสู่อสังหาฯ รวมทั้งกลุ่มทุนต่างชาติที่จับมือเป็นพันธมิตรกับทุนไทย ต่างหันมารุกลงทุนคอนโดฯกันอย่างคึกคัก

จนทำให้หลายฝ่ายเริ่มเป็นห่วงว่า การแห่ลงทุนพัฒนาคอนโดฯพร้อม ๆ กันจำนวนมากอาจส่งผลให้เกิดปัญหาโอเวอร์ซัพพลายตามมา สะท้อนได้จากพฤติกรรมการซื้อห้องชุดช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ที่นอกจากจะซื้อเพื่อการอยู่อาศัยและลงทุนด้วยการถือครองระยะยาวแทนการฝากเงินกับสถาบันการเงินที่ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำ หรือเพื่อปล่อยเช่าแล้ว นับวันกลุ่มที่ซื้อเพื่อเก็งกำไรก็ยิ่งมีเพิ่มขึ้น

ซัพพลายพุ่ง 1.07 แสนยูนิต

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยผลสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยในกรุงเทพ มหานคร (กทม.) และปริมณฑลช่วงครึ่งหลังปี 2552 ว่า ณ กลางเดือนพฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมามีคอนโดฯเปิดตัวใหม่ 46 โครงการ รวม 14,806 ยูนิต ในจำนวนนี้เป็นโครงการของบริษัทพัฒนาที่ดินในตลาดหลักทรัพย์ฯ 27 โครงการ บริษัทนอกตลาด 19 โครงการ แยกเป็นจำนวนหน่วยของบริษัทพัฒนา ที่ดินในตลาดหลักทรัพย์ฯ 5,687 ยูนิต หรือ 38% บริษัทนอกตลาด 9,119 ยูนิต หรือ 62% โดยผู้ประกอบการที่มีจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่มากสุด 5 อันดับ คือ แอล.พี.เอ็น.ฯ 2 โครงการ 3,720 ยูนิต เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ 4 โครงการ 1,530 ยูนิต ศุภาลัย 2 โครงการ 1,370 ยูนิต นารายณ์พร็อพเพอร์ตี้ 2 โครงการ 1,050 ยูนิต พฤกษาเรียลเอสเตท 3 โครงการ 785 ยูนิต

กลุ่มทุนใหม่-ต่างชาติแจมตลาด

ไม่รวมโครงการใหม่ที่พัฒนาโดยกลุ่มทุนใหญ่และตระกูลดังทั้งที่อยู่ในวงการอสังหาฯและธุรกิจอื่น อาทิ VOQUE Condominium ของบริษัท เคพีแอสเซ็ท จำกัด ซึ่งเปิดตัวช่วงต้นเดือนธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา เดอะ โคสท์ แบงคอก คอนโดมิเนียม ของบริษัท บีเคเค แกรนด์ เอสเตท ในกลุ่มบีเคเคกรุ๊ปของตระกูล ลิขิตพฤกษ์ ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนซ์ นิสสัน และไครสเลอร์ ตรงข้ามไบเทค บางนา โครงการมหานคร โครงการร่วม ทุนระหว่างบริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ของตระกูลเตชะไกรศรี กับบริษัท อินดัสเทรียล บิลดิ้งส์ คอร์ปอเรชั่น (ไอบีซี) จำกัด (มหาชน) บริษัทพัฒนาอสังหาฯที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อิสราเอล ในเครือฟิช แมน กรุ๊ป ที่จะพัฒนาแบบมิกซ์ยูส ประกอบด้วยพื้นที่ส่วนโรงแรมบูติคหรู คอนโดฯระดับลักเซอรี่ ราคาเริ่มต้น 30 ล้านบาท/ยูนิต และศูนย์การค้าแบบไลฟ์สไตล์ มูลค่าโครงการรวม 1.8 หมื่นล้านบาท

แย่งเค้กแนวรถไฟฟ้า-แอร์พอร์ตลิงก์

ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯระบุว่า พิจารณาเป็นรายทำเลพบว่า รัชดาฯ-ลาดพร้าว มี คอนโดฯเปิดขายใหม่ครึ่งหลังปี 2552 สูงสุด 4,541 ยูนิต บางพลัด-ตลิ่งชัน 2,862 ยูนิต เพลินจิต-พญาไท 1,938 ยูนิต สุขุมวิทตอนปลาย 1,430 ยูนิต คลองสาน 1,024 ยูนิต สุขุมวิทตอนต้น 919 ยูนิต และสีลม-สาทร 849 ยูนิต ฯลฯ

เทียบกับ ณ ครึ่งแรกปี 2552 มีคอนโดฯสะสมอยู่ในตลาดทั้งหมด 248 โครงการ 107,749 ยูนิต แยกเป็น กทม. 81,770 ยูนิต นนทบุรี 19,713 ยูนิต สมุทรปราการ 2,165 ยูนิต และนครปฐม 1,056 ยูนิต ไม่รวมคอนโดฯบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ (กคช.)

โดยการพัฒนาส่วนใหญ่จะเน้นเกาะแนวรถไฟฟ้าหรืออยู่ใกล้เส้นทางรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดิน อาทิ แนวรถไฟฟ้าใต้ดินย่านรัชดาภิเษก อโศก เพชรบุรี ลาดพร้าว ฯลฯ แนวรถไฟฟ้าบีทีเอส เช่น สุขุมวิท สาทร เพลินจิต สีลม พหลโยธิน รวมทั้งทำเลตากสิน บางนา สำโรง ซึ่งเป็นทำเลส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่น่าจับตามองอีกทำเลหนึ่ง คือ ทำเลแนว รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์

เก็งกำไรห้องชุด 1-2 ล้าน 20%

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า จากกระแสบูมอย่างต่อเนื่องของตลาด คอนโดฯ ก่อนหน้านี้นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ได้แสดงความเป็นห่วงว่า การที่ผู้ประกอบการแห่เข้ามาลงทุนจำนวนมากอาจจะทำให้เกิดปัญหาโอเวอร์ซัพพลายได้ ขณะเดียวกันจากการสำรวจพบว่าหลังเศรษฐกิจและการเมืองคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น กลุ่มผู้มีเงินเย็นและนักลงทุนหันมาซื้อคอนโดฯระดับราคา 1-2 ล้านบาท เพื่อลงทุนในระยะยาวหรือปล่อยเช่ามากขึ้น โดยพบว่ามีถึง 10-20% ของห้องชุดที่ขายออกไปทั้งหมด เนื่องจากกลุ่มนี้จะเป็นคู่แข่งของตลาดอพาร์ตเมนต์ให้เช่าโดยตรง เพราะจากการสำรวจพบว่าปัจจุบันมีห้องเช่าใน อพาร์ตเมนต์ไม่น้อยกว่า 7 แสนยูนิต

จดทะเบียนแซงบ้านเดี่ยว-ทาวน์เฮาส์

ขณะเดียวกันนายสัมมาได้รายงานสถิติยอดจดทะเบียนโอนที่อยู่อาศัยช่วง 3 ไตรมาสแรกปี 2552 โดยระบุว่า มียอดโอนอสังหาฯทุกประเภทรวมกัน 146,300 ยูนิต ในจำนวนนี้เป็นที่อยู่อาศัยใหม่และมือสอง 107,600 ยูนิต แบ่งเป็นคอนโดฯ 38,200 ยูนิต หรือ 36% รองลงไปเป็นทาวน์เฮาส์ 32,900 ยูนิต หรือ 31% บ้านเดี่ยว 22,600 ยูนิต หรือ 21% อาคารพาณิชย์ 10,400 ยูนิต หรือ 10% ที่เหลือเป็นประเภทอื่น ๆ

ส่วนที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ใน กทม.และ 5 จังหวัดปริมณฑลช่วง 3 ไตรมาสแรกปี 2552 มีทั้งสิ้น 64,300 ยูนิต เป็นห้องชุดในคอนโดฯ 32,800 ยูนิต หรือ 51% (รวมบ้านเอื้ออาทร 12,000 ยูนิต) ที่อยู่อาศัยแนวราบ 31,500 ยูนิต ถือเป็นปีแรกที่จำนวนหน่วยห้องชุดสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่มีมากกว่าที่อยู่อาศัยแนวราบสร้างเสร็จจดทะเบียน

ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาฯระบุว่า ในส่วนของที่อยู่อาศัยแนวราบสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 22,300 ยูนิต หรือ 34.6% ของหน่วยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ทั้งหมด ทาวน์เฮาส์ 6,000 ยูนิต หรือ 9.3% อาคารพาณิชย์ 2,200 ยูนิต หรือ 3.4% และบ้านแฝด 1,000 ยูนิต หรือ 1.5% สำหรับยอดที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนทั้งปี 2552 ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯประมาณการไว้ที่ 85,000 ยูนิต เทียบกับ ปี 2551 จำนวน 83,000 ยูนิต สรุปแล้ว คอนโดฯยังได้รับความนิยมจากผู้ซื้อมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงแห่เข้ามาลงทุนจนหลายฝ่ายเริ่มเป็นห่วง แม้เวลานี้การดูดซับของกำลังซื้อในตลาดคอนโดฯยังอยู่ในระดับที่ดี ยกเว้นบางทำเลที่ยอดขายอาจจะอืดบ้างแต่ยังห่างไกลคำว่าฟองสบู่อสังหาฯ

บิ๊กอสังหาฯยันไม่โอเวอร์ซัพพลาย

ขณะที่ในมุมมองของผู้ประกอบการอสังหาฯ โดยเฉพาะบิ๊กแบรนด์ในตลาดหลักทรัพย์ฯต่างมั่นใจว่า ปี 2553 ยังเป็นปีที่ตลาดคอนโดฯมาแรง และแม้จะมีผู้เล่นเข้ามาแจมเค้กมากขึ้นก็มั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาโอเวอร์ซัพพลายซ้ำรอยวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 แน่ สาเหตุเพราะดีเวลอปเปอร์ทุกบริษัทต่างระมัดระวังในการลงทุน ที่สำคัญปัจจุบันสัดส่วนหนี้สินต่อทุนของบริษัท อสังหาฯในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่อยู่ในระดับที่ต่ำ

นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ ยอมรับว่า ปี 2553 ผู้ประกอบการจะเปิดตัวโครงการใหม่เยอะมาก เพราะมองว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น และจีดีพีจะเติบโตที่ 3-4% ส่งผลให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้นด้วย

"เปิดตัวกันมากขนาดนี้ ความเสี่ยงอยู่ตรงไหน ผมมองว่า ถ้าตลาดไม่โตเท่าที่คาดการณ์ไว้ การแข่งขันก็จะหนักกว่าปี 2552 เยอะมาก แต่คงไม่เลวร้ายเหมือนปี 2540 เพราะแม้จะมีโครงการออกมาเยอะแต่จำนวนที่สร้างจะออกมาไม่เยอะ จะมีการพัฒนาเป็นเฟส ๆ"

เช่นเดียวกับความเห็นของนายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ บมจ.พฤกษาเรียล เอสเตท และนายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเม้นท์ มองว่าปี 2553 ตลาดคอนโดฯจะแข่งขันกันรุนแรงขึ้น โดยผู้ประกอบการแต่ละรายจะต้องสร้างจุดขายให้แตกต่าง และลอนช์โปรดักต์ให้ตรงความต้องการของผู้บริโภค ที่สำคัญภายใต้สถานการณ์ตลาดปัจจุบันไม่ห่วงว่าโอเวอร์ซัพพลายจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะตลาดคอนโดฯ เพราะพฤติกรรมการอยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงไป ปี 2553 จะเป็นอีกปีหนึ่งที่คอนโดฯยังได้รับความนิยม
prachachat
**********
04/01/53
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ปี 2553 รุ่ง หรือ ร่วง

โดย บรรยง วิเศษมงลชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด

หากมีคนถามว่าปี 2553 ที่จะถึงนี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยจะดีกว่าปี 2552 หรือไม่ ถ้าให้ตอบตามความรู้สึกของคนทั่ว ๆ ไป ก็อาจบอกได้ว่าไม่ค่อยดีเท่าที่ควร แต่ก็ไม่มีใครฟันธงได้ว่าที่ไม่ดีนั้นเพราะอะไร เพื่อให้การตอบคำถามนี้มีเหตุผลยิ่งขึ้น เราลองมาดูปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์กันดีกว่า

ปัจจัยที่มีผลต่อการเติบโตของภาคอสังหาริมทรัพย์

รายละเอียด
2551
2552
2553

(ประมาณการ)

ปัจจัยภายใน

การขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (ร้อยละต่อปี)
ปริมาณการส่งออกและบริการ (ร้อยละต่อปี)
เงินเฟ้อทั่วไป (ร้อยละต่อปี)
การว่างงาน (ร้อยละของกำลังแรงงานรวม)
อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (ณ สิ้นปี)
การลงทุนภาคเอกชน (ร้อยละต่อปี)
การลงทุนภาครัฐ (ร้อยละต่อปี)


2.6

5.4

5.5

1.4

2.75

3.2

-4.8


-3.0

-14.8

-0.8

1.8

1.25

-13.7

5.3


3.3-3.5

5.6

2.5

1.3

1.5

6.6

8.2

ปัจจัยภายนอก

การขยายตัวของเศรษฐกิจโลก (ร้อยละต่อปี)
การขยายตัวของเศรษฐกิจอเมริกา (ร้อยละต่อปี)
ราคาน้ำมัน (ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล)


2.7

0.4

95.0


-1.5

-3.2

61.2


2.8

1.0

80.0


หมายเหตุ : เศรษฐกิจโลก หมายถึง เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่สำคัญของประเทศไทย ได้แก่ สหภาพยุโรป, สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, จีน, สิงคโปร์, มาเลเซีย, ฮ่องกง, ทวีปออสเตรเลีย, อินโดนีเซีย, เวียดนาม, เกาหลีใต้, ฟิลิปปินส์, อินเดีย และไต้หวัน


ปัจจัยต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก พอสรุปได้ ดังนี้

คาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2553 จะดีกว่าปี 2552 ค่อนข้างชัดเจน
การลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนปี 2553 ดีขึ้นกว่าปี 2552 ค่อนข้างมากเช่นกัน อีกทั้งการส่งออกก็มีแนวโน้มที่ดีกว่าปี 2552
อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ที่ระดับ 1.50% เท่านั้น และยังคงอยู่ในระดับต่ำเช่นนี้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งเพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในขณะนี้
เศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเริ่มฟื้นตัว แม้จะมีปัจจัยลบในเรื่องของราคาน้ำมัน ที่มีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นถึง 80 เหรียญต่อบาร์เรลในปี 2553 แต่ก็เป็นไปตามการคาดการณ์ของประเทศต่าง ๆ อยู่แล้ว

ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2553 จึงมีทิศทางที่ดีกว่าปี 2552 ด้วยเหตุผลว่ามีปัจจัยบวกหลาย ๆ ปัจจัย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเริ่มต้นของปีที่ผ่านมาแล้ว นับว่าปี 2553 ดีกว่ากันมาก อีกทั้งโดยพื้นฐานของสังคมชาวเอเชียยังถือว่า การมี “ที่อยู่อาศัย” เป็นหนึ่งในปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ รวมทั้งยังบ่งบอกถึงความสำเร็จและความภาคภูมิใจในชีวิต ทุกคนจึงต้องการมีบ้านเป็นของตนเอง และไม่น่าแปลกใจเลยว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ของเอเชียจะ “บูม” มากกว่าตลาดอื่น ๆ


จากเหตุผลทั้งหมดคงพอจะฟันธงได้ว่า ปี 2553 ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยดีกว่าปี 2552 อย่างชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามยังประมาทไม่ได้!! เพราะสิ่งที่ไม่คาดคิดอาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ อีกทั้ง ตามข้อมูลที่ได้รับ พบว่าการซื้อ-ขายคอนโดมิเนียมในปัจจุบันก็เริ่มที่จะมีการเก็งกำไรกันบ้างแล้ว แม้จะไม่มากมายนัก ซึ่งก็หวังว่า วงการอสังหาริมทรัพย์ของเราจะช่วยกันดูแล อย่าปล่อยให้มีการเก็งกำไรจนส่งผลเสียหายในภาพรวม เพราะตลาดอสังหาฯ ปีหน้าที่หวังว่าจะ “รุ่ง” อาจจะกลายเป็น “ร่วง” ได้เช่นกัน
stock wave
*********
30/12/52
คอนโด ยังรุ่ง-บิ๊กอสังหาฯ ลุยเมืองท่องเที่ยว
โดย : ปรียา เทศนอก
ก่อนที่จะก้าวสู่ปีเสือ 2553 ขอสะท้อนภาพธุรกิจในปี 2552 พบว่า คอนโด ยังเป็นสินค้าดาวรุ่ง และบรรดาบิ๊กอสังหาฯ เล็งเป้าปีหน้ารุกเมืองท่องเที่ยว
ทำเลที่ฮอตก็คือทำเลตามแนวตะเข็บรถไฟฟ้าสายปัจจุบัน ปี 2553 สินค้าคอนโด ก็จะยังบูมต่อ ส่วนที่ยู่อาศัยแนวราบแม้ในปี 2552 แรงจะแผ่วแต่เมื่อมีการพัฒนาโครงข่ายขนส่งมวลชนครบทุกสาย บ้านจัดสรรรอบนอกกทม.จะต้องได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ในกรณีนี้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่คร่ำหวอดในวงการได้ตบเท้าไล่เก็บ ที่ดินผุดโครงการดักหน้าเรียบ.... ภาพการเปิดตัวโครงการ และขายจะคึกคักในปี 2553 เป็นต้นไป

ส่วนอสังหาฯ ในหัวเมืองท่องเที่ยวหลักๆทั้งหัวหิน พัทยา ภูเก็ต และสมุย ต้องยอมรับว่า นอกจากจะโดนพิษเศรษฐกิจโลกแล้วย้ำกระหน่ำซ้ำเติมด้วยปัญหาการเมืองภายใน ต้องขอบอกว่าหัวเมืองหลักๆ เหล่านี้แย่ไปตามๆ กัน เหงาทั้งคนซื้อ และคนลงทุน ที่ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ จะพอมีความเคลื่อนไหวด้านการซื้อขายอยู่บ้างก็เห็นจะเป็นที่หัวหิน แต่บรรยากาศการซื้อ การขายนั้นเกือบ 100% เป็นกลุ่มลูกค้าคนไทย

ปี 2553 คนในวงการอสังหาฯ ต่างหวังว่าหัวเมืองใหญ่เหล่านี้จะกลับมามีบรรยากาศคึกคัก ทั้งการลงทุน การซื้อ ขายอีกครั้ง ส่วนที่ว่าต่างชาติจะกลับเข้ามาอีกหรือไม่ ประเด็นใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจคือ การเมือง หากวุ่นวายไม่รู้จบก็ ซึมต่อ ..

แต่อย่างไรก็ดี บรรยากาศที่จะเห็นในปีนี้ ก็คือ การเคลื่อนทัพของบิ๊กอสังหาฯจากส่วนกลาง ได้ขยายฐานตลาดสู่หัวเมืองท่องเที่ยวหลัก ซึ่งก็รวมถึงภาคเหนือ เชียงใหม่ ส่วนหนึ่งเพราะสร้างโอกาสธุรกิจ หลังจากที่พบว่า ขนาดของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกทม.แคบลงๆ
กรุงเทพธุรกิจ**********
30/12/52
เกาะติดอสังหาฯดิ้นหนี หลุมดำ เศรษฐกิจ และ กฎหมาย
โดย : ปรียา เทศนอก
นับถอยหลังลั่นระฆังส่งท้ายปี วัว 2552 ...เป็นปีที่ทำให้วงการอสังหาฯต้องออกแรงดิ้นหนี หลุมดำ ฝ่าวงล้อมวิกฤติทั้งจากเศรษฐกิจ การเมือง
และอุบัติเหตที่เกิดจากกระบวนการทำงานที่ (ผิด) พลาดไปหน่อย เมื่อสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ(สวล.) เข้ามาจัดระเบียบ "ดัดหลังพวกซิกแซ็ก" แบบไม่มีข้อยกเว้น!!! ปัญหาที่ว่า...นี้คงมียาวข้ามปี 2553 เป็นที่คาดการณ์กันว่า สวล.จะต้องเข้มสุดๆ ด้วยการวางแนวปฎิบัติเช่นเดี่ยวกับ 65 โครงการมาบตาพุด

ปัญหาก่อสร้างผิดกฎหมายควบคุมอาคาร ไม่ผ่านกฎหมายสิ่งแวดล้อม ที่พูดกันตามจริงนั้นล้วนมีเกือบทุกโครงการ ประเภทคอนโดมิเนียม โดนหมด ต่างกันเพียงแค่ "มาก -น้อย " บางโครงการยื่นสวล.ไปแล้วไม่ผ่านก็ต้องมาปรับแบบ แก้แบบใหม่ บางโครงการไม่รู้ไปทำอีท่าไหน ก่อสร้างจนเสร็จ ถึงเวลาโอนให้ลูกค้าไม่ได้ต้อง "ทุบ" ต้อง "รื้อ" ใหม่ให้ถูกต้อง

ตัวอย่างเช่น กลุ่มแสนสิริ ที่ต้องเร่งกู้ภาพลักษณ์หลัง สินค้าคอนโดภายใต้แบรนด์ "พลัส" สะดุด ปมปัญหานี้ แสนสิริสั่งลดบทบาทการเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ทันทีเหลือเพียง ดำเนินธุรกิจเซอร์วิส แมเนจเมนท์เพียงอย่างเดียว...

ด้าน บมจ.ปริญสิริ เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มีปัญหาคล้ายกับพลัส ที่ขณะนี้ได้สางปมปัญหาไปได้เกือบ 100% ในปี 2553 ที่จะถึงนี้คงเห็นภาพลักษณ์ใหม่ หลังจากที่ได้ Re Branding โฉมใหม่ที่จะเปิดตัวในเร็วๆ นี้จะสื่อถึงความกระฉับกระเฉงต้องตาต้องใจกับ ลูกค้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนโลโก้ใหม่ คอนเซ็ปท์ของสินค้าในโครงการที่จะเน้นพื้นที่สีเขียวมากขึ้นกว่ากฎหมายกำหนด

ปัญหาที่ติดขัดกฎระเบียบที่ต้องแก้ ..หรือ ตีความกันนั้นใช่จะมีเพียงกฎหมายสวล.เท่านั้น แต่หากรวมถึง การเข้ามาทำงานด้านการออกแบบอาคารของสถาปนิกต่างชาติ ที่ระหว่างที่รอเปิดเสรีตามข้อตกลงเอฟทีเอ จะมีผลในปี 2558 หรืออีก 5 ปีข้างน้านั้น ระหว่างนี้ก็มีบางอาคารที่ถูกจับตามองพร้อมกับทำการตรวจสอบข้อมูล หลังจากที่สภาสถาปนิก พิจารณาแล้วเบื้องต้นว่า (อาจ) เข้าข่ายใช้สถาปนิกต่างชาติเป็นผู้ออกแบบอาคาร "มหานคร" อาคารที่สูงที่สุดในน่านฟ้ากรุงเทพฯ ที่เจ้าของโครงการ บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด พร้อมที่จะผลักดันให้โครงการเป็นแลนด์มาร์คของประเทศไทย โชว์ศักยภาพเหนือประเทศคู่แข่ง

ขณะนี้ คณะกรรมการสภาสถาปนิก ได้มีมติให้แจ้งความกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี ท้องที่ที่เกิดเหตุ ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายเป็นผู้รับมอบอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ เพื่อดำเนินคดีกับผู้มีส่วนร่วมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด อันเป็นการกระทำฝ่าฝืนพระราชบัญญัติสถาปนิก พ.ศ.2543 ในโครงการมหานครทั้งหมด ต่อพนักงานสอบสวนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยถ้อยแถลงของสภาสถาปนิกระบุว่า มีผู้ต้องหาที่ต้องรับผิดชอบในฐานะนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ทั้งหมด 23 ราย

ทั้งนี้ สภาสถาปนิกได้ตรวจสอบจากระเบียบสภาสถาปนิกแล้ว ไม่พบว่า นายโอเล เซียเรน ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมจากสภาแต่อย่างใด การที่นายโอเล เซียเรน แสดงตนว่า เป็นผู้ออกแบบโครงการมหานคร จึงเป็นการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการกระทำฝ่าฝืน พระราชบัญญัติสถาปนิกฯ มาตรา 45 มีโทษตามมาตรา 71
ในกรณีนี้ แม้จะยังไม่สรุปผลออกมาชัดเจนว่า "ถูก" หรือ "ผิด" แต่ทางผู้บริหารเจ้าของโครงการ สรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซฯ ก็ออกโรงชี้แจงว่าการออกแบบครั้งนี้บริษัทได้ใช้สถาปนิกอินเฮ้าส์

นั่นเป็นตัวอย่างปัญหาที่เกิดจากตัวบทกฎหมายที่ผู้ประกอบการเจ้าของโครงการ ต้องคิดแก้เกมไว้ ... แต่หากหันกลับมาดูผลกระทบธุรกิจอสังหาฯ ต่อวิกฤติเศรษฐกิจโลก ปัญหาการเมืองภายในประเทศแล้ว ขอบอกว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2552 ค่อนซึม จะคึกคักหน่อยก็ในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปี ในขณะที่ปี 2553 พบว่าผู้ประกอบการต่างก็กังวลปัญหาการเมืองว่าจะเป็นตัวฉุดธุรกิจ
กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวกลุ่มขนส่งและโลจิสติก53

13/01/53
รับเหมาตีปีกโครงการใหญ่เข้าคิวประมูลปีนี้ 5 แสนล.บิ๊กแบรนด์ตีตั๋วจองล่วงหน้า

คมนาคมเทกระจาดประมูลบิ๊กโปรเจ็กต์ปี53 เผยงานใหญ่รอเข้าคิวประมูลกว่า 5 แสนล้าน ทั้งรถไฟฟ้า 3 สาย 3 สี ระบบราง ร.ฟ.ท. โครงการไทยเข้มแข็ง ถนนปลอดฝุ่น ทางด่วน ถนนเงินกู้ 4 เลน 7 สาย ท่าเรือปากบารา สะพานนนทบุรี 1 ฯลฯ บิ๊กแบรนด์ "ช.การช่าง-อิตาเลียนไทย-ซิโน-ไทย" ตีตั๋วจองล่วงหน้า !!

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมเปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปี 2553 กระทรวงคมนาคมมีแผนงานเตรียมประมูลมากเป็นพิเศษตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะเมกะโปรเจ็กต์ทั้งโครงการใช้งบประมาณภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 หรือ SP2 โครงการเงินกู้ และโครงการใหม่จากงบประมาณประจำปี 2553 คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 5 แสนล้านบาท (ดูตารางประกอบ)
@ รถไฟฟ้า 3 สาย 1.82 แสนล้าน
ตัวอย่างเมกะโปรเจ็กต์ อาทิ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า 3 สาย มูลค่ารวม 182,118 ล้านบาท ได้แก่ สายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) วงเงิน 65,148 ล้านบาท สายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค) วงเงิน 52,257 ล้านบาท และสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ วงเงิน 28,111 ล้านบาท และหมอชิต-สะพานใหม่ วงเงิน 36,602 ล้านบาท
ล่าสุดการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เตรียมออกประกาศประกวดราคาก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินระหว่าง 20-28 มกราคมนี้ และให้ยื่นซองราคา 29 เมษายน โดยแบ่งงาน 5 สัญญา คือ 1-2 งานก่อสร้างใต้ดิน ช่วงหัวลำโพง-สนามไชย, ช่วงสนามไชย-ท่าพระ 3.งานโครงสร้างยกระดับ ช่วงเตาปูน-ท่าพระ จะมีส่วนก่อสร้างข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา 11 กิโลเมตรด้วย 4.งานโครงสร้างยกระดับช่วงท่าพระ-หลักสอง รวมศูนย์ซ่อมบำรุงและอาคารจอดรถที่หลักสอง และ 5.งานวางราง
สายสีเขียวจะตามมาเร็ว ๆ นี้ รฟม.กำลังออกประกาศ พ.ร.ฎ.เวนคืนที่ดิน บอร์ด รฟม.จะประชุมวันที่ 22 มกราคมนี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าและปรับราคาก่อสร้างใหม่ สายสีแดง การรถไฟฯจะประกาศขายแบบเดือนมีนาคมนี้ แบ่ง 3 สัญญา มี 1.งานโยธาและสถานีกลางบางซื่อ 25,200 ล้านบาท 2.งานโยธาจากสถานีบางซื่อ-รังสิต 18,200 ล้านบาท 3.งานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมตู้รถไฟฟ้า 26,800 ล้านบาท
@ ยกเครื่องการรถไฟฯ 1.53 แสนล้าน
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ยังมีงานระบบรางของการรถไฟฯผ่านการใช้งบฯอัดฉีดแผนการยกเครื่องการรถไฟฯ 5 ปี (2553-2557) วงเงิน 153,053 ล้านบาท ตามนโยบายของนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเมื่อ 29 ธันวาคมที่ผ่านมา ขณะนี้กำลังจัดลำดับความสำคัญโครงการ
กรอบแผนงานประกอบด้วย งานโยธา 51,124 ล้านบาท มีปรับปรุงทางระยะที่ 5 วงเงิน 8,508 ล้านบาท ปรับปรุงทางระยะที่ 6 วงเงิน 6,779 ล้านบาท ปรับปรุงทางรถไฟที่ไม่ปลอดภัย 23,670 ล้านบาท ปรับปรุงสะพาน 12,167 ล้านบาท งานอาณัติสัญญาณ 19,014 ล้านบาท มีโครงการไฟสี 11,358 ล้านบาท ติดตั้งระบบโครงข่ายโทรคมนาคม 2,200 ล้านบาท ติดตั้งเครื่องกั้นถนน 5,456 ล้านบาท
งานรถจักรและล้อเลื่อน 16,803 ล้านบาท มีการจัดซื้อหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้า 13 คัน (20 ตัน/เพลา) 2,145 ล้านบาท รถโดยสารรูปแบบชุด 6 ขบวน 4,736 ล้านบาท รถจักรดีเซลไฟฟ้าทดแทน GE 50 คัน 6,562 ล้านบาท ยกเครื่องรถจักร 56 คัน 3,360 ล้านบาท
โครงการรถไฟทางคู่ 5 สาย 767 กิโลเมตร 66,110 ล้านบาท มีสายลพบุรี-ปากน้ำโพ 7,860 ล้านบาท สายมาบกะเบา-นครราชสีมา 11,640 ล้านบาท สายนครราชสีมา-ขอนแก่น 13,010 ล้านบาท สายนครปฐม-หนองปลาดุก-หัวหิน 16,600 ล้านบาท สายประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร 17,000 ล้านบาท
"โครงการที่พร้อมประมูลก่อนมีจัดซื้อหัวรถจักร ปรับปรุงทางระยะที่ 5 และระยะที่ 6 ในเส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือ 586 กิโลเมตร เนื้องาน เช่น เปลี่ยนรางให้รับน้ำหนักขนาด 100 ปอนด์ เปลี่ยนไม้หมอน เป็นต้น"
@ สนามบิน-ทางด่วน-ท่าเรือจ่อคิว
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า โครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 ในส่วนของอาคารผู้โดยสารในประเทศทางด้านซ้าย วงเงิน 9,133 ล้านบาท พื้นที่ 80,000 ตารางเมตร โครงการสนามบินภูเก็ต 5,791 ล้านบาท โครงการเช่ารถเมล์ NGV จำนวน 4,000 คัน วงเงินกว่า 63,000 ล้านบาทของ ขสมก. อยู่ระหว่างตรวจสอบร่างทีโออาร์ การกำหนดราคากลาง คาดว่าจะเริ่มประกาศทีโออาร์ได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์หลัง ครม.อนุมัติแล้ว
ขณะที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กำลังผลักดันทางด่วนสายใหม่ "ศรีรัช-วงแหวนรอบนอก" 17 กิโลเมตร 26,762 ล้านบาท ด้านกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี (ขน.) มีโครงการท่าเรือปากบารา 8,633 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีโครงการใช้งบฯไทยเข้มแข็งปี 2553 ซึ่งไฮไลต์อยู่ที่กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ทั้ง 2 หน่วยงานมีเม็ดเงินลงทุนรวม 30,647 ล้านบาท ยังไม่รวมงบประมาณประจำปี 2553 ที่กระทรวงคมนาคมได้รับจัดสรร 76,933 ล้านบาท
@ ทางหลวง-ทางหลวงชนบทงบฯบวม
นายวีระ เรืองสุขศรีวงศ์ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) กล่าวว่า ปี 2553 นี้ ทล.มีงบฯไทยเข้มแข็ง 11,128 ล้านบาท อาทิ งานประสิทธิภาพทางหลวง บูรณะทางสายหลัก ซึ่งได้เปิดประมูลไปแล้วเมื่อตุลาคม 2552 ที่ผ่านมา คาดว่าภายในเดือนมกราคมนี้จะเซ็นสัญญาก่อสร้างได้หมด
งานประมูลยังรวมถึง ทล.ได้เงินกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) 10,290 ล้านบาท สำหรับก่อสร้างถนน 4 ช่องจราจร 7 สาย ระยะทางรวม 394 กิโลเมตร ได้แก่ สายพิษณุโลก-หล่มสัก สาย อ.สีคิ้ว-อ.หนองบัวโคก สาย อ.นางรอง-อ.ปราสาท สาย อ.สัตหีบ-อ.พนมสารคาม สาย อ.พนมสารคาม-สระแก้ว สายพังงา-กระบี่ตอน 3 และสาย อ.ระโนด-อ.สทิงพระ ทั้งหมดจะเริ่มประมูลกลางปีนี้ โดยกรมตัดแบ่งงานก่อสร้างเป็น 17 สัญญา สัญญาละ 500-800 ล้านบาท เพื่อให้งานก่อสร้างทำได้เร็วขึ้น
ส่วนงบประมาณปี 2553 ของ ทล.ปีนี้ได้น้อยลง เพราะส่วนใหญ่ไปอยู่ในงบฯไทยเข้มแข็ง เหลือกว่า 26,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นงบฯบำรุงทาง 10,006 ล้านบาท คาดว่าแบ่งการประมูลเป็น 100 สัญญา
นายวิชาญ คุณากูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) กล่าวว่า ขณะนี้ ทช.รองบฯไทยเข้มแข็งรอบที่ 2 เพื่อลงทุนโครงการถนนปลอดฝุ่น 4,100 กิโลเมตร วงเงิน 19,519 ล้านบาท สำหรับใช้ในปี 2553-2554 หากผ่านสภาจะเริ่มประมูลได้ในเดือนมีนาคมนี้
"มีอีก 2 โครงการใหญ่ คือ สะพานนนทบุรี 1 วงเงิน 3,900 ล้านบาท รอเซ็นสัญญาเงินกู้จากองค์การเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือไจก้า อีกโครงการเป็นถนนต่อเชื่อมถนนราชพฤกษ์-ถนนกาญจนาภิเษก (แนวตะวันออก-ตะวันออก) อยู่ในงบฯไทยเข้มแข็ง วงเงิน 2,450 ล้านบาท น่าจะประมูลได้ปีนี้เช่นกัน"
@ ชี้บิ๊กรับเหมากินรวบ "รถไฟฟ้า"
แหล่งข่าวจากวงการรับเหมาก่อสร้างกล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการรับเหมารายใหญ่ รายกลางและรายเล็ก บริษัทที่ปรึกษามีความเคลื่อนไหวคึกคักมาก หลังรัฐบาลจะเปิดประมูลงานใหญ่และเล็กในปีนี้ อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตว่าเมกะโปรเจ็กต์รถไฟฟ้า 3 สาย มีแนวโน้มว่ารับเหมารายใหญ่ตีตราจองไว้หมดแล้ว คาดว่าไม่น่าจะพ้นกลุ่มบิ๊กทรีของวงการคือ อิตาเลียนไทย ช.การช่าง และซิโน-ไทย
"ผู้รับเหมารายกลางและเล็กไม่มีกำลังมากพอทั้งผลงานและรายได้ที่จะเป็นแกนนำยื่นประมูลได้ ไม่ว่ารับเหมาชั้น 1 จากกรมทางหลวงที่พยายามจะเข้ามา เช่น ยูนิค วิจิตรภัณฑ์ กรุงธน ชัยนันท์ เนาวรัตน์ คริสเตียนี เป็นต้น เป็นได้แค่ผู้ร่วมทุนลำดับที่ 2 และ 3 เท่านั้น ซึ่งต้องไปจับขั้วกับบิ๊กแบรนด์ 3 รายนี้"
@ เมกะเพลเยอร์คึกคักแข่งประมูล
นายพลพัฒ กรรณสูต กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) และนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ปีนี้ตลาดรับเหมาก่อสร้างคึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากมีการเปิดประมูลก่อสร้างออกมาจำนวนมาก มากกว่าในช่วงปีที่แล้ว ทั้งโครงการขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็ก มีทั้งที่ใช้เงินกู้ งบฯไทยเข้มแข็ง อาจจะเป็นเพราะในช่วงที่ผ่านมามีการอั้นมานาน
แหล่งข่าวจากบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทสนใจเข้าร่วมประมูลเฉพาะโครงการขนาดใหญ่และขนาดกลาง ส่วนโครงการขนาดเล็กวงเงิน 2-3 ล้านบาท บริษัทคงจะไม่สนใจเข้าร่วมประมูลด้วยเนื่องจากไม่คุ้ม
นายวัลลภ รุ่งกิจวรเสถียร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทสนใจประมูลงานรถไฟฟ้าทุกสายทั้งสีแดง สีน้ำเงิน ส่วนจะร่วมกับใครบ้างยังตอบไม่ได้ต้องดูทีโออาร์ก่อน แต่โครงการไหนที่คิดว่าบริษัทสามารถดำเนินการได้จะยื่นเดี่ยวเหมือนสายสีม่วง
นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เฉพาะในส่วนของ ช.การช่างนั้น การตอกเข็มเริ่มก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งบริษัทประมูลได้สัญญาก่อสร้างช่วงที่ 1 จะเริ่มดำเนินการในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ตั้งแต่ช่วงเตาปูน-แคราย
"การประมูลรถไฟฟ้าอีกหลายสาย เราพร้อมที่จะเข้าร่วม รวมถึงหากจะมีการเจรจากันเพื่อให้เกิดประโยชน์ในเรื่องค่าโดยสารซึ่งจะเป็นผลดีต่อประชาชน บริษัทก็ยินดี เราเชื่อว่ารัฐบาลจะผลักดันงบประมาณลงไปสู่การดำเนินการได้มากขึ้น" นายปลิวกล่าว
prachachat**********
30/12/52
TTAŽหุ้นท็อปสุดกลุ่มเดินเรือ

เซียนเผยดัชนีค่าระวางเรือปี 2553 เคลื่อนไหวระดับ 2,500-3,000 จุดด้านซัพพลายเพิ่มขึ้นจากปีนี้อย่างแน่นอนสอดคล้องกับดีมานด์ที่ดีขึ้นต่อเนื่อง โดดเด่น Top Pick สุดในกลุ่มยกให้ TTA คาดรายได้ปี 2553 อยู่ที่ 24,407 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,256 ล้านบาท แจกเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.67 บาท ราคาเป้าหมายสูงถึง 34.75 บาทรองลงมาหุ้น JUTHA เล็กพริขี้หนู คาดรายได้ 523 ล้านบาท กำไรสุทธิ 27 ล้านบาทจ่ายปันผลหุ้นละ 0.10 บาทราคาเป้าหมาย 6.30 บาท
นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทย กล่าวว่า คาดว่าดัชนีค่าระวางเรือ(BDI)ปี 2553 คาดจะใกล้เคียงกับปี2552หรืออยู่ระดับ 3,000-3,500 จุดขณะที่คาดว่าปริมาณเรือ(Supply)ในปีหน้าจะเพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะไปหายเนื่องจากอู่ต่อเรือไม่สามารถต่อเรื่อได้เป็นผลมาจากปัญหาทางด้านการเงินอย่างไรก็ตามจาการที่รัฐบาลของประเทศที่ดำเนินธุรกิจต่อเรือได้เข้ามาช่วยเหลือส่งผลให้ Supply กลับมาขณะที่ความต้องการ(Demand)ไม่น่าห่วงคาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆจากภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นทำให้ดัชนีค่าระวางเรือไม่แตกต่างจากปีนี้มากนัก
สำหรับหุ้นในกลุ่มเดินเรือแนะนำ บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน)TTA ราคาเป้าหมาย 28.60 บาท สำหรับธุรกิจเรือสินค้าแห้งเทกองของ TTA นั้นผู้บริหารวางกลยุทธ์ที่ค่อนข้าง Conservative ในธุรกิจนี้โดยเตรียมที่จะปลดระวางเรือที่มีอายุมากกว่า 10 ปีในปี 2553 ซึ่งมีอยู่ราว 10 ลำ (จากในปัจจุบัน35 ลำ) อย่างไรก็ตาม TTA ได้มีการสั่งซื้อเรือ(มือสอง) ไว้จำนวน 5 ลำและจะทยอยส่งมอบในช่วงปี 2553-2555
ราคาน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มทรงตัวสูงกว่า 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้บริษัทสำรวจใต้ทะเลมีแรงจูงใจมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลบวกต่อแนวโน้มการใช้บริการธุรกิจวิศวกรรมใต้น้ำของ TTA และการใช้บริการเรือขุดเจาะ ซึ่งในปี 2553 บริษัทได้มีการซื้อเรือสำหรับให้บริการวิศวกรรมใต้น้ำเพิ่มจำนวน3 ลำ (จากปัจจุบัน 5 ลำ) ซึ่งจะส่งมอบในปี2553
ส่วนเรือขุดเจาะนั้นในปัจจุบัน TTA มีอยู่จำนวน 2 ลำ และจากการที่หมดสัญญาการให้บริการไป 1 ลำ และอยู่ระหว่างการต่อสัญญา โดยรวมคาดอัตราการให้บริการ (Utilization Rate) ของธุรกิจวิศวกรรมใต้น้ำจะอยู่ที่ระดับประมาณ 70%(ปี 2552 เท่ากับ 52.6%) และคาด Utilization Rate ของธุรกิจเรือขุดเจาะจะลดลงเหลือประมาณ 80% (ปี 2552 เท่ากับ 94.9%)
สำหรับหากการทำเสนอซื้อหุ้น UMS เสร็จสิ้น โดย TTA จะถือหุ้น UMS ราว 90% ประเมินกำไรสุทธิในอีก 3 ปีข้างหน้าของ UMS จะเติบโตไม่ต่ำกว่าปีละ 5% จากความต้องการใช้ถ่านหินที่อยู่ในระดับสูง จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกประเมินแนวโน้มกำไรสุทธิของ TTA ในปี 2553 จะเพิ่มขึ้นราว 52.4% เมื่อเปรียบเทียบกับปีนี้
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป(ประเทศไทย)จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า คาดว่าอัตราค่าระวางเรือแบบเทกองของ TTA ในปี 2553 จะอยู่ที่ 12,000 บาทต่อลำจากปีนี้ที่อยู่ระดับ 11,000 บาทต่อลำ ส่วนPSL อัตราค่าระวางเรือแบบเทกองในปี 2553อยู่ที่ 14,000 บาทต่อลำ ส่วนปีนี้อยู่ในระดับเดียวกัน และอัตราค่าระวางเรือแบบเทกองของ JUTHA ในปี 2553 อยู่ที่ 6,694 บาทต่อลำจากปีนี้ที่อยู่ 6,086 บาทต่อลำ ส่วน RCL อัตราค่าระวางเรือแบบตู้คอนเทนเนอร์ปี 2553 อยู่ที่ 185 บาทต่อตู้จากปีนี้ที่อยู่ 177 บาทต่อตู้
ขณะที่หุ้นแนะนำ Top Pick สุดในกลุ่มเดินเรือคือ TTA คาดว่าปี 2553 จะมีรายได้จำนวน 24,407 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,256 ล้านบาท คาดบริษัทจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.67 บาท ราคาเป้าหมาย 34.75 บาทรองลงมาคือ JUTHA คาดรายได้ปี 2553 อยู่ที่ 523 ล้านบาท กำไรสุทธิ 27 ล้านบาท คาดบริษัทจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.10 บาท ราคาเป้าหมาย 6.30 บาท
www.thunhoon.com