วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ข่าวต่างประเทศ53

14/01/53
เฟดทำกำไรพุ่งทำสถิติในปี 2552

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รายงานผลกำไร 5.21 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2552 ซึ่งพุ่งขึ้น 47% จากปีก่อน ซึ่งกำไรจำนวนมากดังกล่าวเปิดทางให้เฟดสามารถจ่ายเงินให้กับ

กระทรวงการคลังได้ 4.61 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นจำนวนเงินมากที่สุดที่เฟดจ่ายให้กับกระทรวงการคลังนับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคารในปีพ.ศ.2457 โดยตัวเลขที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์นี้มีสาเหตุหลักมาจากความพยายามของเฟดที่จะให้การสนับสนุนระบบการเงินตลอดช่วงวิกฤตการเงิน

ทั้งนี้ เฟดหารายได้ด้วยตัวเองจากการดำเนินงานต่างๆ และคืนกำไรกลับไปให้แก่กระทรวงการคลัง

นอกจากนี้ กำไรบางส่วนของเฟดยังมาจากดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลและหลักทรัพย์ที่อิงกับสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งรวมถึงหลักทรัพย์ของแฟนนีเม และ เฟรดดีแมค

รายงานระบุด้วยว่า โครงการเงินกู้ฉุกเฉินต่างๆซึ่งริเริ่มจัดตั้งโดยธนาคารกลางในช่วงวิกฤตการเงินเมื่อปีที่แล้ว มีส่วนช่วยเพิ่มงบดุลบัญชีให้เฟดได้มากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์

*******
มูดีส์ เตือนญี่ปุ่น หลังตั้ง รองนายกฯควบตำแหน่งรมว.คลัง

มูดีส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส เตือนว่า การที่รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจแต่งตั้งนายนาโอโตะ คัง เป็นรัฐมนตรีคลังคนใหม่แทนนายฮิโรฮิสะ ฟูจิอิ อาจทำให้เกิดกระแสความวิตกกังวลเพิ่มขึ้นเรื่องความน่าเชื่อถือในเรื่องวินัยด้านการคลัง รวมถึงการควบคุมตัวเลขหนี้สาธารณะ โดยขณะนี้หนี้สินสาธารณะของญี่ปุ่นติดอันดับสูงสุดของโลก

ความคิดเห็นของมูดีส์ สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ และมอร์แกน สแตนลีย์ ที่กล่าวว่า นายคังไม่มีเป้าหมายชัดเจนที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาในภาคการเงินของญี่ปุ่น ไม่มีจุดยืนที่ชัดเจนในการพยุงเศรษฐกิจและควบคุมหนี้สาธารณะ

อย่างไรก็ดีแนวโน้มความน่าเชื่อถือระยะกลางของญี่ปุ่นขึ้นอยู่กับว่าอัตราการขยายตัว และขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถลดยอดขาดดุลและลดหนี้สาธารณะได้มากน้อยแค่ไหน

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า ตัวเลขหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นจะพุ่งขึ้นเป็น 246% ของตัวเลข GDP ในปี 2557 เมื่อเทียบกับสหรัฐที่ระดับ 108% และเยอรมนีที่ระดับ 89%
money wake up**********
14/01/53
ตัวเลขเศรษฐกิจหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนทั่วโลกพุ่งต่อ

ผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนทั่วโลกที่จัดทำโดยสำนักข่าว Bloomberg ปรับตัวดีขึ้นในเดือนนี้ หลังจากที่เห็นสถานการณ์ที่ดีขึ้นทั้งในภาคการผลิตและบริการ ทำให้หลายคนมั่นใจมากขึ้นสำหรับทิศทางเศรษฐกิจต่อจากนี้

The Bloomberg Professional Global Confidence Index ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 66.6 ในเดือนมกราคม เพิ่มจาก 58.9 ในเดือนธันวาคม และทำสถิติเป็นตัวเลขที่สูงสุดนับตั้งแต่มีการจัดทำดัชนีนี้ขึ้นมาเมื่อสองปีก่อน

ตัวเลขตลอด 6 เดือนล่าสุดโชว์มุมมองว่าเศรษฐกิจกำลังขยายตัว ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่มีรายงานทางเศรษฐกิจสำคัญๆ ทยอยประกาศออกมา และถ้าไล่เลียงกันไปตามภูมิภาคแล้ว เริ่มจากที่สหรัฐฯ สภาวะการจ้างงานเดือนพฤศจิกายนก็เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสองปี ขณะภาคการผลิตก็แสดงทิศทางการขยายตัวในเดือนธันวาคม ด้วยอัตราการเพิ่มที่สูงสุดในรอบกว่าสามปี แม้ว่าอัตราการว่างงานจะยังยืนอยู่ที่แถวๆ 10% แต่ก็ยังไม่ปิดโอกาสที่ตัวเลขจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น

ส่วนที่ยุโรป ผู้ตอบแบบสำรวจรู้สึกมั่นใจมากขึ้นเป็นเดือนที่สองแล้วว่า เศรษฐกิจจะฟื้นตัวต่อ ซึ่งสามารถสะท้อนได้จากดัชนีภาคการผลิตและบริการที่ยังขยับดีขึ้นต่อเนื่อง แถมทางธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังได้แสดงท่าทีที่จะถอนมาตรการอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อเห็นว่าทุกอย่างกำลังไปในทิศทางบวก

ปิดท้ายที่เอเชีย ที่ดัชนีความเชื่อมั่นปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 76.2 มาเป็น 79.8 ซึ่งก็ไม่เป็นที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด ถ้าดูจากอัตราการเติบโตของผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และความแข็งแกร่งของการใช้จ่ายบริโภคในประเทศในช่วงที่ผ่านมา

และกับคำถามที่ว่าเศรษฐกิจเอเชียดีหรือไม่ดีจริงนั้น ก็น่าจะชัดเจนมากขึ้น เมื่อล่าสุดธนาคารกลางจีนได้สั่งให้ธนาคารในประเทศปรับเพิ่มระดับเงินสำรองไปเมื่อวันก่อน เพื่อหวังชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ หลังจากปรากฏการณ์สินเชื่อที่บูมสุดขีดได้สร้างความกังวลในเรื่องแนวโน้มเงินเฟ้อ และฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์ ขณะที่ดัชนีชี้สภาวะการผลิตล่าสุด ที่รวบรวมโดย HSBC Holdings และ Markit Economics ขยายตัวแรงที่สุดในรอบ 5 ปี
money wake up*********
13/01/53
ผลสำรวจ RICS ชี้ราคาบ้านอังกฤษร่วงผิดคาดในเดือนธ.ค.

ขณะที่นักลงทุนกำลังรอดูตัวเลขเศรษฐกิจและผลประกอบการเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนในช่วงต่อไป แต่หลายคนก็ยังไม่ลืมที่จะหันกลับมามองที่ตลาดบ้าน ในฐานะตัวแปรสำคัญอย่างหนึ่งที่จะกำหนดแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต

ล่าสุด ผลสำรวจราคาบ้านที่อังกฤษสะท้อนถึงการแผ่วลงของดีมานด์ในเดือนธันวาคม เมื่อข้อมูลในส่วนที่แสดงถึงความต้องการหาซื้อบ้านใหม่ออกมาลดลง

ผลสำรวจของ Royal Institution of Chartered Surveyors (RICS) ชี้ว่า สัดส่วนของจำนวนเอเยนต์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่บอกว่าราคาเพิ่มขึ้น มีมากกว่าจำนวนคนที่บอกว่าราคาลดลงอยู่ 30% ซึ่งน้อยลงจาก 35% ในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ก่อนหน้านี้ว่า สัดส่วนดังกล่าวจะอยู่ที่ 37%

รายงานนี้อาจถูกมองว่า ตลาดบ้านในอังกฤษที่เคยเป็นนความหวังสำหรับการฟื้นตัว กำลังกลับมาอ่อนแรงลงอีกครั้ง หลังจากที่ในช่วงวิกฤติมูลค่าบ้านได้ร่วงลงไปถึง 20% นอกจากนี้ รายงานล่าสุดก็ยังสอดคล้องกับมุมมองของบริษัท Halifax ที่เป็นสาขาธุรกิจของ Lloyds Banking Group ที่คาดว่า แนวโน้มราคาบ้านของอังกฤษในปีนี้น่าจะยังยืนอยู่ที่ระดับเดิมต่อไป

และที่สำคัญสำหรับการจับตาดูราคาบ้านจากนี้ ก็คือ การเร่งทำคะแนนของนายกรัฐมนตรี Gordon Brown ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนมิถุนายนที่จะถึง ซึ่งทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับนโยบายทั้งหลายว่าจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาได้มากขนาดไหน

นักเศรษฐศาสตร์ของ BNP Paribas พูดถึงรายงานตลาดบ้านล่าสุดด้วยว่า ผลของความต้องการที่อั้นมาในช่วงวิกฤติและมาช่วยผลักดันให้ราคาขยับเพิ่มขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ กำลังเริ่มหมดแรงลงแล้ว และนี่คือสัญญาณเตือนภัยอันแรกๆ ที่กำลังจะบอกว่า ตลาดบ้านมีโอกาสที่จะร่วงลงอีกครั้ง

ความกังวลดังกล่าวยังไปเหมือนกับมุมมองของผู้บริหารธนาคารกลาง ที่ก่อนหน้านี้มีคนของ BOE เคยแสดงความรู้สึกแปลกใจในตัวเลขราคาบ้านที่ฟื้นขึ้น ขณะที่บริษัทวิจัย Hometrack ในลอนดอนคาดการณ์ว่า ราคาบ้านในอังกฤษมีแนวโน้มที่จะลดลงในปีนี้ ซึ่งเป็นไปตามสภาวะการว่างงานที่เพิ่มขึ้นและความกังวลที่รัฐบาลจะจำกัดการใช้จ่าย และยิ่งไปกดดันความต้องการในตลาดลงอีก
**********
12/01/53
เกาหลีใต้ยกเลิกแผนย้ายหน่วยงานราชการไป “เซจอง”

รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศยกเลิกแผนย้ายกระทรวงและหน่วยงานราชการบางส่วนไปยังเมืองเซจอง ในจังหวัดชงชองใต้ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโซลราว 150 กิโลเมตร และตัดสินใจว่าจะพัฒนาเมืองดังกล่าวให้เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจและวิทยาศาสตร์แทน

แผนย้ายหน่วยงานราชการไปยังเมืองเซจองเป็นความคิดของอดีตประธานาธิบดีโรห์ มู ฮยอน เนื่องจากเขาต้องการให้การพัฒนาภูมิภาคต่างๆ เป็นไปอย่างสมดุล หลังจากที่มีการวิพากย์วิจารณ์ว่าการพัฒนาเศรษฐกิจไปรวมอยู่ที่กรุงโซลเพียงแห่งเดียว

อย่างไรก็ตาม นายลี เมียง บัค ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน แสดงความไม่เห็นด้วยกับแผนดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าการย้ายหน่วยงานราชการจะทำให้การบริหารไร้ประสิทธิภาพ พร้อมสั่งให้มีการร่างแผนขึ้นมาใหม่

แผนการใหม่ตั้งเป้าว่าจะพัฒนาเมืองเซจองให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การศึกษา และวิทยาศาสตร์ ด้วยจำนวนประชากร 500,000 คน และการลงทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนมูลค่ารวม 16.5 ล้านล้านวอน (1.46 หมื่นล้านดอลลาร์)

อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ว่ารัฐสภาจะอนุมัติแผนที่ร่างขึ้นใหม่หรือไม่ เนื่องจากมีสมาชิกสภานิติบัญญัติประมาณ 60 คนที่ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกแผนเดิม

ทั้งนี้ หลังการประกาศยกเลิกแผนเดิม พรรคฝ่ายค้านเกาหลีใต้ออกมาขู่ว่าจะทำการประท้วงอย่างรุนแรงต่อการตัดสินใจของรัฐบาล

********
12/01/53
ประกอบการธุรกิจการเงินของอังกฤษหวั่นรายได้ Q1 ร่วง

เพียงแค่สัปดาห์ที่สองของปีก็มีรายงานทางเศรษฐกิจที่เป็นสัญญาณบวกทยอยออกมาเรื่อยๆ แม้ในบางครั้งอาจต้องเจอกับแรงสะดุดได้บ้าง ล่าสุดต้องจับตาดูที่ยุโรป เมื่อมีรายงานผลสำรวจที่บ่งชี้ถึงความมั่นใจของผู้ประกอบการในธุรกิจการเงินออกมาแย่ลงกว่าเดิม อย่างน้อยเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งเหตุผลหลักคงหนีไม่พ้นการเปลี่ยนแปลงมุมมองในเรื่องการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

สหพันธ์อุตสาหกรรมแห่งสหราชอาณาจักร (Confederation of British Industry) ในฐานะกลุ่ม lobbyist รายใหญ่ที่สุดของประเทศ เผยผลสำรวจออกมาว่า ผู้ให้บริการทางการเงินที่คาดว่าธุรกิจจะหดตัวลงในไตรมาสแรก มีจำนวนที่มากกว่าผู้ที่บอกว่าจะดีขึ้นอยู่ถึง 13% ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ของ CBI ยังได้ตอกย้ำถึงมุมมองในแง่ลบนี้อีกว่า ไม่มีสัญญาณใดๆ ที่บ่งบอกถึงการขยับขึ้นของความสามารถในการทำกำไรในช่วง 3 เดือนข้างหน้านี้

ทั้งหมดก็สอดคล้องกับ ความเห็นของผู้บริหารธนาคารกลางอังกฤษ ที่ก่อนหน้านี้ระบุว่า ประเทศอังกฤษกำลังเผชิญกับเส้นทางที่มุ่งหน้าออกจากความถดถอย ในแบบที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและความไม่คงเส้นคงวาอยู่มาก

สำหรับปัจจัยที่ขัดแข้งขัดขาการก้าวออกจากสภาวะธุรกิจตกต่ำ ก็รวมไปถึงความไม่แน่ใจถึงแนวโน้มความต้องการสินค้า ภาวะการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นทุกขณะ และรวมถึงการคุมเข้มผ่านกฏหมายที่เพิ่มระดับการกำกับดูแลขึ้น

อย่างไรก็ดี มีข้อดีอย่างน้อยหนึ่งข้อ ที่ผลสำรวจนี้ระบุไว้ ก็คือ บริษัทส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่าตลาดการเงินจะไม่ย่ำแย่ลงไปมากกว่านี้อีกแล้ว

ผลสำรวจของ CBI พบว่า เทรดเดอร์ของบริษัทหลักทรัพย์คาดแนวโน้มการหดตัวลงมากในส่วนของกำไรในไตรมาสแรกของปี 2553 นี้ เนื่องจากการซื้อขายหุ้นในพอร์ทของตนเริ่มทำรายได้ให้น้อยลง ซึ่งตรงนี้ก็สอดคล้องกับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มองว่า ไตรมาสที่กำลังจะถึงน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากในการทำเงิน แม้ในระยะกลางทุกอย่างน่าจะมีแนวโน้มดีขึ้น ก่อนที่สถานการณ์เลวร้ายต่างๆ จะหมดไปในที่สุด

ความหนักใจของบรรดาเทรดเดอร์หลักทรัพย์สะท้อนได้จากผลสำรวจที่แสดงให้เห็นว่า จำนวนเทรดเดอร์ที่คาดว่ารายได้จากการลงทุนและซื้อขายหลักทรัพย์จะลดลงในไตรมาสนี้ ปรับขึ้นไปอยู่ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นเหมือนกับความกังวลที่ตลาดหุ้นอาจจะไม่ได้ดีดังหวัง ยังมีความเป็นไปได้สูง


ไฮเนเกนซื้อกิจการเบียร์จาก Femsa

ไฮเนเกนบริษัทผู้ผลิตเบียร์สัญชาติเนเธอร์แลนด์ ตัดสินใจซื้อกิจการเบียร์ของโฟเมนโต เอโคโนมีโค เม็กซิกาโน เอสเอบี หรือเฟมซา (Femsa) เพื่อช่วยในการขยายตลาดเข้าไปในตลาดลาตินอเมริกาได้มากขึ้น

ไฮเนเกนจะซื้อกิจการของเฟมซาผ่านทางการซื้อขายหุ้นมูลค่า 5,300 ล้านยูโร หรือ 7,700 ล้านดอลลาร์ โดยเฟมซาผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่อันดับ 2 ของเม็กซิโกจะได้ถือหุ้นในไฮเนเกน 20% จากการซื้อหุ้นครั้งนี้

ทั้งนี้ เฟมซามียอดขายในปี 2008 ที่ 2,880 ล้านดอลลาร์ โดยยอดขายประมาณ 2,160 ล้านดอลลาร์มาจากตลาดเม็กซิโก ส่วนที่เหลือเป็นยอดขายในตลาดบราซิล

ส่วนยอดขายทั่วโลกของเฟมซาในปี 2552 คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์ และ ประมาณ 3,600 ล้านดอลลาร์มาจากผลิตภัณฑ์เบียร์

ข่าวดังกล่าวก็ส่งผลให้ราคาหุ้นของไฮเนเกนปรับขึ้นทันที 6.2% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา

การซื้อกิจการในครั้งนี้จะทำให้ไฮเนเกนสามารถเจาะเข้าไปในตลาดเบียร์เม็กซิโกซึ่งมีขนาดใหญ่และเป็นตลาดที่สามารถสร้างกำไรได้เป็นอันดับสี่ของโลกและทำให้ไฮเนเกนลดการพึ่งพิงตลาดยุโรปลงได้

ไฮเนเกนคาดว่าการซื้อกิจการครั้งนี้ จะทำให้บริษัทประสบความสำเร็จด้านกลยุทธ์ภายในปี 2556 และยังจะช่วยเพิ่มกำไรต่อหุ้นให้กับบริษัทหลังจากระยะเวลา 2 ปีผ่านไป
money wake up
***********
11/01/53
ประธานาธิบดีอาร์เจนตินาสั่งปลดประธานธนาคารกลาง

ประธานาธิบดีคริสตินา เฟอร์นานเดซ ของอาร์เจนตินามีคำสั่งปลดนายมาร์ติน เรดราโด ประธานธนาคารกลางอาร์เจนตินาออกจากตำแหน่ง โดยอ้างเหตุผลด้านการประพฤติผิดระเบียบและละเว้นการปฎิบัติหน้าที่

หลังจากที่นายเรดราโดประธานธนาคารกลาง ปฏิเสธที่จะโอนเงินในทุนสำรองระหว่างประเทศ 6,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าสู่กองทุนชำระหนี้ต่างประเทศของรัฐบาล

ด้านโฆษกของนายเรดราโด กล่าวว่า ประธานธนาคารกลางยอมที่จะทำตามคำสั่งของประธานาธิบดีก็ได้ แต่จะไม่ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งความเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้จุดชนวนให้เกิดการต่อสู้ทางกฎหมายขึ้น

ขณะเดียวกัน ทนายความหลายรายกล่าวว่า คำสั่งดังกล่าวของประธานาธิบดีอาร์เจนตินาอาจเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือกฎหมาย

เนื่องจากจริงๆ แล้ว สภาคองเกรสเป็นผู้เดียวที่มีอำนาจตามกฎหมายในการสั่งปลดประธานธนาคารกลางออกจากตำแหน่ง

ทั้งนี้ อาร์เจนตินามีหนี้ต่างประเทศที่ครบกำหนดชำระคืนจำนวน 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้ ขณะที่ดุลบัญชีงบประมาณยังขาดดุลอยู่ 2-7 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่า การสั่งปลดนายเรดราโด แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งเรื่องการจัดสรรเงินทุนชำระหนี้ระหว่างธนาคารกลางกับรัฐบาลอาร์เจนตินา ซึ่งนับเป็นสัญญาณบ่งชี้ที่เลวร้ายในการกระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศมากขึ้น


เวเนซุเอลาลดค่าเงินในรอบ 5 ปี

ประธานาธิบดีฮิวโก ชาเวซ ของเวเนซุเอลา สั่งลดค่าเงินโบลิวาร์เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เมื่อปี 2548 เป็นต้นมา โดยใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา 2 ระบบ

ระบบดังกล่าว จะดีต่อต่อภาคธุรกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ โดยภาคสาธารณสุขนำเข้าอาหาร เครื่องจักรกล หนังสือ เทคโนโลยี รวมทั้งการนำเข้าภาครัฐและการส่งเงินกลับประเทศจะได้ประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยนใหม่ ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้นจะใช้กับสินค้าประเภทอุตสาหกรรมรถยนต์ โทรคมนาคม ยาสูบ เครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์ ปิโตรเคมี และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ภายใต้อัตราแลกเปลี่ยนใหม่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ จะเท่ากับ 2.6 โบลิวาร์ ลดลงจากเดิมซึ่ง 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 2.1 โบลิวาร์ ส่วนสินค้านำเข้าที่ไม่จำเป็นจะใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 4.3 โบลิวาร์

เวเนซุเอลาดำดิ่งสู่ภาวะถดถอยเมื่อปีที่แล้วนับเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี เนื่องจากราคาน้ำมันและการผลิตร่วงลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงถึงร้อยละ 25


JAL เตรียมยื่นล้มละลาย 19 ม.ค.

สายการบินเจแปน แอร์ไลนส์ เตรียมยื่นเรื่องขอล้มละลายในวันที่ 19 ม.ค.นี้ ภายใต้แผนปรับโครงสร้างที่รัฐบาลสนับสนุน เช่น การลดตำแหน่งงาน 13,000 ตำแหน่ง

รัฐบาลญี่ปุ่นเห็นชอบทางเลือกให้ เจแปน แอร์ไลนส์ ยื่นขอล้มละลายต่อศาล ซึ่งเป็นข้อเสนอของหน่วยงานกำกับดูแลการฟื้นฟูกิจการของ JAL ที่รัฐให้การสนับสนุน ภายใต้แผนปรับโครงสร้าง JAL จะลดตำแหน่งงาน 13,000 ตำแหน่ง ในช่วง 3 ปีข้างหน้า และจะยกเลิกเส้นทางการบินเกือบ 50 เส้นทางทั้งใน และต่างประเทศ

นอกจากนี้ หน่วยงานกำกับดูแลการฟื้นฟูกิจการของ JAL จะขอให้ธนาคารยกหนี้ 350,000 ล้านเยน (ราว 126,000 ล้านบาท) เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้สินของเจเอแอล

JAL มีภาระหนี้สินสูงถึง 4,290 ล้านเยน หรือ (4,600 ล้านดอลลาร์) ที่ผูกพันอยู่กันเจ้าหนี้รายใหญ่ในกลุ่มแบงก์ญี่ปุ่น 4 ราย ซึ่งของยอดการขาดทุนมหาศาลเกิดมาจากสภาพธุรกิจการบินที่ย่ำแย่ทั่วโลก และต้นทุนเงินสนับสนุนให้กับผู้เกษียณอายุจำนานมาก ก่อนหน้านี้ทาง JAL ได้ยื่นข้อเสนอให้ ผู้เกษียณอายุกว่า 9,000 คนยอมรับการปรับลดเงินช่วยเหลือลง 30% ซึ่งในวันอังคารที่จะถึงนี้ จะเป็นวันสุดท้ายของการให้คำตอบ
money wake up*********
11/01/53
การว่างงานสหรัฐฯ – ยุโรปยังวิกฤติ

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่าอัตราว่างงานเดือนธันวาคมยังอยู่ที่ระดับ 10% ซึ่งยังคงใกล้เคียงกับระดับของเดือนตุลาคมที่ 10.1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2526

ขณะที่ตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรร่วงหนักเกินคาดถึง 85,000 อัตรา จากที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะทรงตัวหรือลดลงเพียงเล็กน้อย โดยภาคส่วนที่มีการปลดพนักงานมากที่สุดคือภาคการก่อสร้าง การผลิต และการค้าส่ง

สำหรับทั้งปี 2552 อัตราจ้างงานในสหรัฐร่วงลงถึง 4.16 ล้านอัตรา ซึ่งถือว่ามากที่สุดในรอบ 65 ปี ขณะที่อัตราว่างงานรายเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 9.3% ซึ่งถือว่าสูงสุดในรอบ 27 ปี

อัตราว่างงานใน 16 ประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร ปรับตัวสูงขึ้นแตะ 10% ในเดือนพ.ย.2552 ถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.2541 หรือก่อนที่จะมีการใช้เงินยูโรเป็นครั้งแรกในปี 2542

สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) รายงานว่า อัตราว่างงานเดือนพ.ย.ไต่ขึ้นมา 0.1% จากเดือนต.ค. โดยในบรรดาประเทศสมาชิกยูโรโซนนั้น สเปนมีอัตราว่างงานสูงที่สุดที่ระดับ 19.4% ส่วนอัตราว่างงานต่ำสุดในยูโรโซนอยู่ที่เนเธอร์แลนด์ที่ระดับ 3.9%

ขณะที่อัตราว่างงานในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศ หรือนับรวมถึงประเทศที่ไม่ใช้เงินยูโร อาทิ อังกฤษ และ สวีเดน ขยับขึ้น 0.1% เช่นกัน มาอยู่ที่ 9.5% ในเดือนพ.ย.
money wake up
**********
08/01/53
นิวเอดจ์ คาดราคายางโลกพุ่งสูงสุดในรอบ 30 ปี

บริษัท นิวเอดจ์ เจแปน อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ของญี่ปุ่น คาดการณ์ว่า ราคายางในตลาดโลกจะพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 30 ปีภายในเดือนมี.ค.นี้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นซึ่งทำให้ความต้องการ หรือ ดีมานด์ในสินค้าโภคภัณฑ์จำพวกยางเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และคาดว่าดีมานด์ที่เพิ่มจะส่งผลให้ซัพพลายหดตัวลง ซึ่งจะยิ่งหนุนราคายางทะยานขึ้น

นักวิเคราะห์ของนิวเอดจ์ เจแปนคาดว่า สัญญายางล่วงหน้าที่ตลาด TOCOM มีแนวโน้มพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดที่เคยทำไว้เมื่อปี 2552 ที่ระดับ 356.9 เยน/ก.ก. (3,868 ดอลลาร์/เมตริกตัน) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี

ส่วนในปี 2552 สัญญายางในตลาดโลกทะยานขึ้นกว่า 2 เท่า ซึ่งต่างจากปี 2551 ที่ราคายางดิ่งลงไปรุนแรงถึง 56% โดยดัชนี Reuters/Jefferies CRB Index ทะยานขึ้น 23% ในปี 2552 ทำสถิติพุ่งขึ้นแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2522

เนื่องจากดีมานด์วัตถุดิบในประเทศจีนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ คาดว่าการพุ่งขึ้นของราคายางในตลาดโลกจะเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มผู้ผลิตยางในประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย แต่จะทำให้ต้นทุนบริษัทผลิตยางรถยนต์พุ่งสูงขึ้น รวมถึงบริษัท บริดจ์สโตน คอร์ป

นักวิเคราะห์คาดว่า ยอดขายรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นในประเทศจีนจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่หนุนราคายางพุ่งสูงขึ้น โดยสมาคมผู้ผลิตยานยนต์ของจีนรายงานว่า ยอดขายรถยนต์โดยสารเดือนพ.ย.ของจีนทะยานขึ้น 98% แตะที่ 1.04 ล้านคัน ซึ่งเป็นสถิติที่พุ่งขึ้นแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 5 ปี นอกจากนี้ นักวิเคราะห์คาดว่ายอดขายรถยนต์ปี 2552 ของจีนจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 13 ล้านดอลลาร์


ค้าปลีกหนุนหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก หลังยอดขายปลายปีดีเกินคาด

ดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ ปิดบวกและสามารถยืนอยู่แถวระดับสูงสุดในรอบ 15 เดือนต่อไปได้ แม้ในช่วงต้นของการซื้อขายจะปรับตัวลงตามตลาดอื่นๆ จากการที่ธนาคารกลางจีนออกขายพันธบัตรระยะสั้นด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 20 สัปดาห์ และบอกเหตุผลว่าต้องการควบคุมไม่ให้สินเชื่อในประเทศขยายตัวในอัตราที่สูงจนเกินไป และอยากจะรักษาระดับราคาสินค้าไม่ให้เร่งตัวขึ้นมากในปีนี้

ขณะเดียวกัน นักลงทุนก็กำลังจับตาความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางต่างๆ อย่างใกล้ชิด หลังจากในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา แบงก์ชาติ อย่างเช่น ของออสเตรเลีย เวียดนาม นอร์เวย์ และอิสราเอล ปรับขึ้นดอกเบี้ยไปเรียบร้อยแล้ว และมีความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะทำตามในปีนี้

และถ้าดูจากสัญญาในตลาดฟิวเจอร์ส จะพบว่า นักลงทุนคาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ยเฟดจะปรับเพิ่มขึ้นในการประชุมเดือนกันยายน

ล่าสุด หน่วยงานกำกับดูแล ที่รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็ออกมาเตือนธนาคารต่างๆ ในประเทศว่า ให้เตรียมรับมือกับสภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น รวมทั้งให้ดำเนินการเพิ่มทุนหากจำเป็น

อย่างไรก็ดี เมื่อคืนนี้บรรยากาศการลงทุนกลับได้แรงหนุนจากข่าวดีสำหรับยอดขายของธุรกิจค้าปลีกในช่วงปลายปี นำโดย Sears Holding ที่รายงานยอดขาย รวมทั้งออกคาดการณ์กำไรที่เหนือความคาดหมายของนักวิเคราะห์ จนราคาหุ้นของเชนดีพารท์เมนท์สโตร์เจ้าใหญ่ที่สุดของอเมริกาแห่งนี้ พุ่งแตะจุดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2551

ส่วนหนึ่งของยอดขายของ Sears ที่พุ่งขึ้นในเดือนธันวาคมมาจาก Kmart ในส่วนแผนกของเล่น เสื้อผ้า และของใช้เกี่ยวกับบ้าน ส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่เบอร์สอง อย่างห้าง Macy’s ก็รายงานยอดขายที่เพิ่มขึ้น 1% ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เล็กน้อย ขณะที่บริษัทบอกว่า กำไรในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว อาจจะทำได้สูงถึง 1.18 เหรียญต่อหุ้น หากไม่รวมต้นทุนการปรับโครงสร้างธุรกิจ เมื่อเทียบกับตัวเลขที่เคยคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ราว 1 เหรียญ


ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจยุโรปพุ่งแตะจุดสูงสุดในยุคหลัง Lehman

ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปพุ่งสูงขึ้นในเดือนธันวาคม จนแตะระดับสูงสุดที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่เกิดเหตุสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ อย่าง Lehman Brothers Holdings ต้องเหลือเพียงแค่ชื่อทิ้งไว้เป็นตำนาน

ตัวเลขล่าสุดถือเป็นสัญญาณที่สร้างความมั่นใจให้เพิ่มมากขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งว่า เศรษฐกิจจะค่อยๆ สะสมความแข็งแกร่งในปีนี้

คณะกรรมาธิการยุโรป หรือ European Commission เปิดเผย sentiment index ที่สำรวจจากบรรดาผู้บริหารและผู้บริโภคใน 16 ประเทศสมาชิก โดยตัวเลขขยับขึ้นมาที่ระดับ 91.3 จาก 88.8 ในเดือนพฤศจิกายน และยังมากกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ นอกจากจะทำลายสถิติสูงสุดที่เคยทำไว้เมื่อครั้ง Lehman Brothers ประกาศล้มละลาย

ตัวเลขความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นยังตอกย้ำถึงมุมมองในเรื่องเศรษฐกิจ ที่หลายคนยังต้องลุ้นให้มีการเร่งสะสมแรงเอาไว้ก่อนที่จะมีอะไรทำให้เกิดความพลิกผัน จนเศรษฐกิจอาจกลับมาร่วงลงสู่จุดตกต่ำอีกครั้งในอนาคต

นักลงทุนได้รับข่าวดีในแบบเดียวกัน เมื่อมีรายงานที่เกี่ยวข้องกับ real sector ในส่วนของดัชนีชี้วัดอุตสาหกรรมการผลิตและบริการในเดือนธันวาคม ที่ขยายตัวได้เป็นเดือนที่ 5 ซึ่งก็สอดคล้องกับอีกหนึ่งเครื่องชี้ที่แสดงถึงการปรับเพิ่มขึ้นของความเชื่อมั่นนักลงทุน และถ้าเจาะลงไปดูเฉพาะที่ประเทศเยอรมนีแล้ว จะพบว่าความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนธันวาคม ก็ปรับตัวขึ้นไปยืนอยู่ ณ ระดับสูงสุดในรอบ 17 เดือนเลยทีเดียว

สำหรับสถานการณ์ตลาดบ้านที่ประเทศอังกฤษ ผู้ประกอบการของที่นี่ก็คงจะโล่งใจขึ้นได้บ้าง เมื่อบริษัทที่เป็นธุรกิจลูกของ Lloyds Banking Group อย่าง Halifax เปิดเผยดัชนีราคาบ้านที่เพิ่มขึ้นในเดือนธันวาคม และถือเป็นการเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 6 แล้ว ด้วยสาเหตุที่มีผู้มองว่าเป็นเพราะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำช่วยกระตุ้นความต้องการในตลาดให้เพิ่มขึ้น ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ของ Halifax เองก็มีมุมมองราคาบ้านในปีนี้ ว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงจากปีที่แล้วมากนัก ซึ่งแนวโน้มตลาดก็จะขึ้นอยู่กับว่าสภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร และจำนวนซัพพลายที่ปล่อยออกมาขายมีมากน้อยแค่ไหน


ผู้ว่าแบงก์ชาติทั่วโลกเตรียมประชุมที่สวิตเซอร์แลนด์

ผู้ว่าการธนาคารกลางทั่วโลกเตรียมเข้าร่วมประชุมกับตัวแทนสถาบันการเงินที่กรุงบาเซิล สวิตเซอร์แลนด์ ในสัปดาห์นี้ เพื่อหารือถึงการกำหนดมาตรการกำกับดูแล ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการกำกับดูแลด้านการธนาคารของธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (Bank for International Settlements หรือ BIS)

รัฐมนตรีคลังและธนาคารกลางทั่วโลกได้ส่งสัญญาณถึงความต้องการลดการทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงของกลุ่มสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้นำจากกลุ่มประเทศ G-20 และกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วได้ให้คำมั่นในระหว่างการประชุมเมื่อเดือนก.ย.ว่าจะปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆให้ดีขึ้นภายในปีนี้ เพื่อให้ธนาคารได้บริหารจัดการเม็ดเงินทุนที่มีคุณภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ ผู้ว่าการธนาคารกลางได้ประชุม BIS กันปีละ 6 ครั้ง ซึ่งต่างฝ่ายต่างเรียกร้องให้ธนาคารกลางถือครองทุนสำรองในฐานะที่เป็นสมาชิกและเป็นผู้ดำเนินการวิจัย

หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์สรายงานว่า BIS ได้เชิญให้ธนาคารต่างๆเข้าร่วมประชุมโดยอ้างถึงความวิตกกังวลว่า สถาบันการเงินเริ่มกลับมาดำเนินธุรกิจที่มีความเสี่ยง เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นก่อนช่วงวิกฤตการเงินทั่วโลกในปี 2550

ทั้งนี้ ผู้ว่าการธนาคารกลางอิตาลี ซึ่งเป็นผู้นำคณะกรรมาธิการกำหนดเสถียรภาพด้านการเงินเตรียมที่จะรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการเพิ่มความเข้มงวดด้านการกำกับดูแลก่อนที่การประชุมจี-20 ครั้งต่อไปจะเปิดฉากขึ้นในเดือนมิ.ย.
money wake up
**********
07/01/53
เกาหลีใต้กระตุ้นเอกชนลงทุนฟื้นเศรษฐกิจ

Posted on Thursday, January 07, 2010
ประธานาธิบดีลี เมียง บัค ของเกาหลีใต้ได้เรียกร้องให้ภาคเอกชนเพิ่มการลงทุนให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากช่วงผ่านมาภาคเอกชนหลายแห่งยังไม่ได้เริ่มลงทุนในโครงการใหญ่ๆ ซึ่งการแสดงความเห็นของประธานาธิบดีมีขึ้น หลังจากที่รัฐบาลได้ออกรายงานการประชุมเศรษฐกิจเร่งด่วนในปีที่ผ่านมา โดยได้ให้คำมั่นว่าจะขยายนโยบายการเงินและใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบอื่นๆต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อรักษาระดับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีลี เมียง บัค บอกว่า เกาหลีใต้ยังคงอยู่ในข่ายที่ต้องได้รับการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2554 และคาดว่าจะมีการจัดประชุม เพื่อกำหนดทางออกของปัญหารวมถึงการสร้างงานมากขึ้น

เศรษฐกิจเกาหลีใต้เผชิญกับมรสุมจากวิกฤตการเงินโลกอย่างหนักในปีที่ผ่านมา เนื่องจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกขาดปัจจัยกระตุ้นการขยายตัว แต่เมื่อเร็วๆนี้ เกาหลีใต้เริ่มมีความหวังว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วเกินคาดเมื่อพิจารณาจากปัจจัยชี้นำเศรษฐกิจที่เคลื่อนไหวในเชิงบวก
money news update
***********
07/01/53
สิงคโปร์เตรียมปรับมาตรฐานพัฒนาตลาดทุน

Posted on Thursday, January 07, 2010
ตลาดหุ้นสิงคโปร์เตรียมปรับมาตรฐานการคัดเลือกบริษัทที่เข้าจดทะเบียนซื้อขายในกระดานหลัก และปรับมาตรการการซื้อขายหุ้น ซึ่งรวมถึงการขึ้นราคาขั้นต่ำสำหรับการเสนอขายหุ้นครั้งแรก (IPO) โดยจะนำมาบังคับใช้ในไตรมาส 4/52 เพื่อให้เกิดความแตกต่างของหุ้นระหว่างบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนซื้อขายในกระดานหลัก กับบริษัทที่จดทะเบียนซื้อขายในกระดานรอง โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาสถานะของสิงคโปร์ ในฐานะที่เป็นตัวเลือกด้านตลาดทุนและเสนอแนวทางที่ชัดเจนด้านการซื้อขายหุ้นให้กับบริษัทต่างๆ

ทั้งนี้ บริษัทที่จดทะเบียนซื้อขายบนกระดานหลักในตลาดหุ้นสิงคโปร์จะมีข้อได้เปรียบในระยะยาว มากกว่าบริษัทที่ซื้อขายในกระดานรอง ขณะที่บนกระดานรองจะมีบริษัทที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ภายใต้มาตรการกำกับดูแลของผู้ให้การสนับสนุน

สำหรับข้อเสนอครั้งนี้มีขึ้น หลังจากที่ตลาดหุ้นสิงคโปร์ได้ประเมินเกณฑ์มาตรฐานการซื้อขายหุ้นที่ใช้กับกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งพบว่าบริษัทต่างๆที่จดทะเบียน ซื้อขายในตลาดหุ้นเหล่านี้อยู่ในข่ายที่เหนือเกณฑ์มาตรฐาน
money news update
**********
07/01/53
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอังกฤษร่วงหนักสุดในรอบกว่า 1 ปี

เนชั่นไวด์ บิลดิ้ง โซไซตี้ เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอังกฤษเดือนธ.ค. 2552 ร่วงหนักสุดในรอบกว่า 1 ปี โดยลดลง 5 จุด มาอยู่ที่ 69 จุด เนื่องจากมีการคาดการณ์เรื่องเศรษฐกิจถดถอย

มาร์ติน กาบาวเออร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเนชั่นไวด์ กล่าวว่า ผู้บริโภคอาจจะระมัดระวัง และคงจะมีการลดการคาดการณ์เรื่องแนวโน้มของผู้บริโภคในปีนี้ เนื่องจากมีการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆลง

ตัวเลขความเชื่อมั่นดังกล่าวอาจจะเป็นสัญญาณของการจับจ่ายใช้สอยที่ลดลง เนื่องจากผู้บริโภคเตรียมพร้อมรับมือกับการจ่ายภาษีที่สูงขึ้น เนื่องจากรัฐบาลต้องการควบคุมภาวะขาดดุลงบประมาณที่สูงเป็นประวัติการณ์

ทางด้านนายกอร์ดอน บราวน์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษก็กำลังพยายามที่จะฟื้นเศรษฐกิจ และดึงคะแนนเสียงสนับสนุนในกลุ่มประชาชนก่อนที่จะถึงศึกเลือกตั้งในเดือนมิ.ย.นี้


GMAC หวั่นปี 52 จะขาดทุนกว่าหมื่นล้านเหรียญ

จีแมค อิงค์ (GMAC Inc.) บริษัทปล่อยสินเชื่อรถยนต์และอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของสหรัฐส่อเค้าขาดทุนกว่าหมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2552

หลังผู้กู้เงินจำนองบ้านผิดนัดชำระหนี้เพิ่มมากขึ้น โดยล่าสุดบริษัทคาดว่าตัวเลขขาดทุนในไตรมาส 4 ของปีที่แล้วจะอยู่ที่ 5 พันล้านดอลลาร์ โดยบริษัทอาจมีตัวเลขขาดทุนรายปีและรายไตรมาสหนักสุดเป็นประวัติการณ์ในฐานะที่บริษัทเป็นผู้ปล่อยกู้หลักของเจนเนอรัล มอเตอร์ และไครสเลอร์ กรุ๊ป

พร้อมคาดว่าอัตราการผิดนัดชำระหนี้จะพุ่งขึ้นสูงสุดในปีหน้า และราคาบ้านอาจเคลื่อนไหวลงสู่จุดต่ำสุดและพร้อมจะดีดตัวขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี 2554

ทั้งนี้ บริษัทได้รับเงินช่วยเหลือจากกระทรวงคลังสหรัฐจำนวน 3,790 ล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยการอัดฉีดเงินทุนระลอก 2 ของสหรัฐ ทำให้วงเงินที่รัฐบาลสหรัฐช่วยเหลือจีแมคเพิ่มขึ้นเป็น 13,500 ล้านดอลลาร์และยังส่งผลให้รัฐบาลกลายเป็นผู้ถือหุ้นในจีแมค 56%

จากการอัดฉีดเงินช่วยเหลือครั้งล่าสุดทำให้จีแมคมีเงินทุน 2,700 ล้านดอลลาร์สำหรับปล่อยกู้ให้กับบริษัท Residential Capital ซึ่งมีสินทรัพย์จำนองที่พร้อมเสนอขายมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม จีแมคต้องพิจารณาทางเลือกหลายๆด้านสำหรับบริษัทดังกล่าว รวมถึงการยื่นพิทักษ์ทรัพย์ล้มละลาย และคาดว่าอาจต้องขายสินทรัพย์จำนองบางส่วนของ Residential Capital ออกไป

ขณะเดียวกันมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิสมองว่า การอัดฉีดเงินทุนครั้งล่าสุดและการปรับลดโครงสร้างยังไม่เพียงพอที่จะสร้างเสถียรภาพให้กับ Residential Capital รวมถึงไม่สามารถเป็นหลักประกันได้ว่าบริษัทจะสามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้
money wake up**********
07/01/53
แรงซื้อโภคภัณฑ์หนุนดัชนีหุ้น ขณะ IMF แย้มเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปยังถูกพยุงจากแรงซื้อในหุ้นกลุ่มโภคภัณฑ์ ที่ได้รับผลบวกจากราคาพลังงานและวัตถุดิบอุตสาหกรรม ขณะที่รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในรอบล่าสุด หรือเมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ระบุว่า มีคณะกรรมการบางคนกำลังพิจารณามาตรการอัดฉีดเพิ่มเติม ซึ่งก็กลายเป็นที่ถกเถียงกันเนื่องจากมีบางคนแสดงความเป็นห่วงว่าการขยายเวลาซื้อสินทรัพย์ รวมถึงการเพิ่มปริมาณการซื้อ อาจจะทำให้เศรษฐกิจยิ่งแย่ลงกว่าเดิม

นอกจากนี้ ในที่ประชุมเฟดยังมีความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องแนวโน้มเงินเฟ้อ ว่าจะเร่งตัวหรือกลับมาร่วงลงในช่วงหลังจากนี้ ซึ่งก็เกิดขึ้นเพราะมุมมองที่ไม่เหมือนกันในเรื่องเศรษฐกิจ ระหว่างความเชื่อที่ว่าอัตราการผลิตส่วนเกินจะไปส่งผลกดดันให้สภาวะราคาปรับตัวลง ขณะที่อีกฝ่ายยังเชื่อว่าผลจากการอัดฉีดสภาพคล่องอย่างหนักของเฟดจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น

สำหรับแนวโน้มการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกจากระบบนั้น ในรายงานการประชุมของเฟดระบุว่า ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนมีความเห็นตรงกันที่ต้องการให้นโยบายการเงินควรจะต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งในแง่ร้ายหรือดีก็ตาม โดยมองว่าเฟดควรจะต้องสื่อสารออกมาอย่างชัดเจน รวมไปถึงการประกาศเจตนาในการถอนมาตรการกระตุ้นที่ทำผ่านนโยบายการเงินภายในเวลาและสถานการณ์ที่เหมาะสมต่อไป

ราคาหุ้นและ commodity ยังวิ่งในทิศทางบวกต่อเนื่อง สอดคล้องกับข่าวที่ผู้บริหารของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ออกมาเปิดเผยว่า อาจจะปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในรายงานฉบับล่าสุดที่จะออกมาภายในเดือนนี้ หลังจากเห็นสถานการณ์ที่ดีขึ้นทั้งในฟากของประเทศที่มีรายได้สูง ลงมาถึงประเทศที่ยากจน

นาย Jonh Lipsky ที่นั่งเป็นเบอร์สองในองค์กรการเงินโลกนี้ บอกว่า เขามองเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งมาจากทางด้านประเทศตลาดเกิดใหม่ ขณะที่เครื่องชี้เศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วก็ได้ให้มุมมองทางด้านบวก แม้ว่าจะต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษก็ตาม


กรีซเผชิญแรงกดดันด้านเครดิต - EU รุดตรวจสถานะการคลัง

รัฐบาลกรีซ ซึ่งกำลังวางแผนลดยอดขาดดุลงบประมาณที่พุ่งขึ้นสูงสุดในในบรรดาชาติสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) กำลังเผชิญกับบททดสอบความน่าเชื่อถือเป็นครั้งแรก เมื่อเจ้าหน้าที่อียูเดินทางมายังกรุงเอเธนส์เพื่อตรวจสอบตัวเลขรายรับจากการจัดเก็บภาษีและงบประมาณการใช้จ่ายของรัฐบาล

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของกรีซร่วงลงอย่างหนักในเดือนธ.ค. เนื่องจากยอดขาดดุลงบประมาณของกรีซที่พุ่งขึ้นรุนแรง ส่งผลให้นักลงทุนคาดการณ์ว่า สถานะทางการคลังของกรีซจะย่ำแย่กว่าสเปน ไอร์แลนด์ และประเทศอื่นๆในยุโรป ซึ่งแม้ว่านายจอร์จ ปาปันเดรอู นายกรัฐมนตรีกรีซให้คำมั่นสัญญาว่าจะลดยอดขาดดุลงบประมาณให้ต่ำกว่าเพดาน 3% ของอียูให้ได้ภายในปี 2554 แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ไม่ได้เชื่อเช่นนั้น

นักวิเคราะห์จากฟอร์ติส โกลบอล มาร์เก็ตส์ กล่าวว่า การปรับลดยอดขาดดุลงบประมาณถือเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับกรีซ เพราะทุกครั้งที่รัฐบาลพยายามลดงบประมาณการใช้จ่ายก็จะเกิดการจลาจลและประชาชนก็แห่กันออกมาชุมนุมประท้วงตามท้องถนน ทำให้รัฐบาลกรีซเดินทางมาถึงทางตันเพราะหากไม่เร่งลดยอดขาดดุลงบประมาณ ก็จะยิ่งทำให้สถานะทางการคลังภายในประเทศย่ำแย่ลง

เอมิเลีย ตอร์เรส โฆษกหญิงของ EU กล่าวว่า คณะกรรมาธิการยุโรปจะยังไม่ออกแถลงการณ์ก่อนที่กรีซจะเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับแผนการลดยอดขาดดุลงบประมาณในปลายเดือนนี้ ส่วนการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่อียูและกรีซนั้นถือเป็นการเจรจาในระดับเทคนิค

ยอดขาดดุลงบประมาณที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของกรีซส่งผลให้ S&P ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของกรีซลงหนึ่งขั้น สู่ระดับ BBB+ จากเดิมที่ระดับ A- และเตือนว่าจะลดอันดับเครดิตลงอีกหากรัฐบาลไม่สามารถลดยอดขาดดุลงบประมาณ ขณะที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับลดอันดับเครดิตของกรีซลงสู่ระดับ BBB+ เช่นกัน ส่วนมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ลดอันดับเครดิตของกรีซลงหนึ่งขั้นสู่ระดับ A2 จากเดิมที่ A1


S&P จ่อลดอันดับความน่าเชื่อถือของไอซ์แลนด์

สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) จัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไอซ์แลนด์ให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่อาจถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลงสู่สถานะ "ขยะ"

หลังจากที่เมื่อวันก่อน ประธานาธิบดีโอลาฟูร์ กริมสัน ไม่ยอมลงนามในร่างกฎหมายชดใช้เงินมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการชดใช้เงินให้กับชาวอังกฤษและชาวดัตช์ที่สูญเสียเงินฝากของตนในธนาคารของไอซ์แลนด์ที่ล้มละลาย

S&P ให้เครดิตพินิจ แนวโน้ม "ลบ" แก่ตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศของไอซ์แลนด์ที่ BBB- /A-3 และสกุลเงินในประเทศที่ BBB+/A-2

ทั้งนี้ การประกาศจุดยืนของประธานาธิบดีไอซ์แลนด์เมื่อวานนี้ทำให้ไอซ์แลนด์อาจถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงอีก หลังจากที่ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งถูก ฟิทช์ เรตติ้งส์ ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือสู่ระดับ BB+ ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับความน่าลงทุนหนึ่งขั้น ขณะที่ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ก็จัดอันดับตราสารหนี้ของไอซ์แลนด์ไว้ที่ Baa3 ซึ่งเหนือกว่าระดับ "ขยะ" เพียงขั้นเดียว
money wake up***********
06/01/53
นักลงทุนหวั่น “สัมพันธ์สหรัฐ-จีน” ฉุดการลงทุนปี 53

ยูเรเซีย กรุ๊ป เผยรายงานปัจจัยเสี่ยงสำหรับนักลงทุนทั่วโลกประจำปี 2553 จำนวน 10 อันดับ ในชื่อ ''Top Risks for 2010'' โดยปัจจัยเสี่ยงอันดับที่ 1 ได้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐ อันดับที่ 2 คือ อิหร่าน อันดับ 3 ได้แก่ ความหลากหลายทางการเงินของยุโรป ขณะที่ญี่ปุ่นติดอันดับที่ 5

รายงานชี้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐติดอันดับ 1 เพราะอัตราว่างงานสหรัฐยังอยู่ในระดับสูงและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของจีนจะยิ่งทวีความตึงเครียดในปีนี้ และสำหรับจีนเองนั้น การเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจกับสหรัฐดูเหมือนว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวจะมีความดึงดูดใจน้อยกว่าช่วง 2-3 ปีที่แล้ว

ในขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐจะมีขึ้นในเดือนพ.ย. คาดว่า จะมีการใช้การเมืองกดดันนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น

รวมถึงเรื่องความตึงเครียดด้านนโยบายการลงทุนทั้งในสหรัฐและจีน การวิจารณ์อย่างรุนแรงของจีนเมื่อประธานาธิบดีโอบามาผลักดันเรื่องเพดานการค้าเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา ความตึงเครียดทางการค้าที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเรื่องเหล็ก และประเด็นต่างๆที่เกี่ยวกับความปลอดภัยบนระบบอินเทอร์เน็ต

สำหรับประเด็นเรื่องอิหร่านกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ 2 นั้น เพราะในรายงานระบุว่า อิหร่านดูเหมือนสัตว์ที่ถูกต้อนจนมุมและบาดเจ็บมากขึ้น ปีนี้จึงดูเหมือนว่า จะมีการลงมือทำอะไรสักอย่างออกมา

ขณะที่ยุโรปซึ่งรั้งปัจจัยเสี่ยงอันดับที่ 3 นั้น เนื่องจากยังไม่เห็นว่ามีความชัดเจนในเรื่องความแตกต่างระหว่างตลาดเกิดใหม่และตลาดที่อิ่มตัวแล้วในเขตเศรษฐกิจที่ใช้สกุลเงินยูโรในปีนี้

สำหรับอันดับที่ 5 นั้น รายงานระบุว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นถือเป็นการปรับโฉมหน้าญี่ปุ่น โดยมีการคาดการณ์ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายยูคิโอะ ฮาโตยามะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นจะอยู่ไม่ครบปีในปีนี้

เนื่องจากนโยบายของรัฐที่ไม่ได้เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับความต้องการของธุรกิจขนาดใหญ่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางการเงิน และทำให้เกิดความกังวลว่า ญี่ปุ่นอาจจะต้องเผชิญกับภาวะถดถอยอีกครั้งในปีนี้

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ติดอันดับอีก 6 อันดับ ได้แก่ กฎระเบียบด้านการเงินของสหรัฐ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ บราซิล อินเดียและปากีสถาน ยุโรปตะวันออก และตุรกี


เยอรมนีเผยว่างงานลดลง หลังส่งออกฟื้น

สถานการณ์ในตลาดแรงงานของเยอรมนีปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น หลังรัฐบาลใช้มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจซึ่งช่วยหนุนเศรษฐกิจของประเทศให้ฟื้นตัวจากภาวะถดถอย

ขณะที่ยอดส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวสดใส ทำให้ล่าสุดตัวเลขว่างงานของเยอรมนีปรับตัวลดลงเหนือความคาดหมายในเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา

กระทรวงแรงงานของเยอรมนีรายงานว่า จำนวนคนตกงานในเดือนธ.ค.ปรับตัวลดลง 3,000 ราย เหลือ 3.42 ล้านราย ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าอาจจะเพิ่มขึ้นราว 5,000 ราย นอกจากนี้ ตัวเลขผู้ว่างงานยังทำสถิติลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ขณะที่อัตราว่างงานยังทรงตัวที่ระดับ 8.1%

ด้านนักวิเคราะห์ชื่อดังมองว่า ตลาดแรงงานเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรปนั้นเริ่มฟื้นตัวขึ้นแล้ว จากอานิสงส์ของยอดสั่งซื้อสินค้าที่กระเตื้องขึ้นในภาคอุตสาหกรรมการผลิตบางประเภท

ขณะเดียวกัน เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบที่เพิ่มขึ้นอันเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลยังมีส่วนช่วยกระตุ้นตลาดแรงงานด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ เศรษฐกิจเยอรมนีขยายตัว 0.7% ในไตรมาส 3 หลังจากที่สามารถหลุดพ้นจากภาวะถดถอยได้ในไตรมาส 2

ขณะที่ยอดส่งออกของเยอรมนีเริ่มขยายตัวในเดือนต.ค. ท่ามกลางภาวะที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว โดยรัฐบาลทั่วโลกต่างอัดฉีดเงินหลายพันล้านดอลลาร์ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจยุโรปเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปีนี้
money wake up
***********
06/01/53
Dow Jones ติดลบ หลังตลาดบ้านมือสองร่วง ขณะคำสั่งซื้อภาคโรงงานบวก

นักลงทุนตลาดวอลล์สตรีทถือโอกาสขายหุ้นทำกำไร หลังรายงานสภาวะตลาดบ้านสร้างความน่าผิดหวัง โดยในครั้งนี้เป็นการเปิดเผยจำนวนสัญญาจะซื้อจะขายบ้านมือสอง ที่ออกมาร่วงลงมากกว่าตลาดคาดในเดือนพฤศจิกายน ด้วยเหตุผลที่ผู้ซื้ออาจตัดสินใจรอการต่ออายุมาตรการจูงใจทางภาษีจากรัฐสำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรกในขณะนั้น จนทำให้จำนวนสัญญาดังกล่าวออกมาร่วงลงถึง 16% หลังจากที่เคยเพิ่มขึ้นเกือบ 4% ในเดือนตุลาคม และถือเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 10 เดือนอีกด้วย

และที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นก็คือ แนวโน้มจากนี้ที่ตลาดบ้านอาจยังแวดล้อมด้วยความเสี่ยงต่อไป เมื่อมาตรการจูงใจทางภาษีที่ถูกต่ออายุมาแล้วครั้งหนึ่งจะสิ้นสุดลงในปีนี้ ขณะเดียวกับที่อัตราการว่างงานยังอยู่ใกล้เคียงกับระดับสูงสุดในรอบ 26 ปี และยังไม่รวมถึงสถานการณ์ด้านการเงินของผู้บริโภคที่ยังเป็นตัวขัดขวางยอดขายบ้าน หลังจากที่ครั้งหนึ่งเคยมีผู้หวังว่าตลาดบ้านจะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในรอบนี้

อย่างไรก็ดี เมื่อคืนที่ผ่านมากลับมีอีกหนึ่งรายงานที่โผล่มาช่วยให้นักลงทุนใจชื้นขึ้นได้บ้าง เมื่อกระทรวงพาณิชย์รายงานยอดคำสั่งซื้อภาคอุตสาหกรรม ขยับขึ้นมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ ซึ่งเหตุผลหลักๆ ก็มาจากการเพิ่มของออเดอร์สินค้าที่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในภาคธุรกิจ จนทำให้ยอดบุ๊คกิ้งโดยรวมเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 7 ในรอบ 8 เดือนล่าสุด

นอกจากนี้ ภาพรวมของตลาดรถยนต์ในเดือนธันวาคมส่งสัญญาณว่าธุรกิจเริ่มที่จะทรงตัวได้ หลัง Ford Motor, Toyota Motor และ Honda Motor ต่างรายงานยอดขายที่เพิ่มขึ้น และดีกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ สำหรับมุมมองแนวโน้มอุตสาหกรรมรถสหรัฐฯ ในปีนี้ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Center for Automotive Research มองว่า ยอดขายทั้งปี 2010 อาจจะเพิ่มขึ้นถึง 19% มาอยู่ที่ 12.4 ล้านคัน จากความต้องการรถใหม่และสภาวะสินเชื่อผู้บริโภคที่กำลังมีทิศทางดีขึ้น เช่นเดียวกับ มุมมองของผู้ผลิตรถเองที่คิดว่าในปีนี้ยอดขายน่าจะกลับมาสดใส เมื่อดูจากความเห็นของบริษัท Chrysler ที่คาดว่ายอดขายของทั้งอุตสาหกรรมจะอยู่ที่ 10.8 ล้านคัน ขณะ Ford คาดว่าตัวเลขจะอยู่ที่ 12.3 ล้านคัน

กลับมาดูที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่แม้ว่าจะมีแรงขายหุ้นทำกำไร แต่หุ้นส่วนใหญ่กลับยังบวกขึ้นได้ในช่วงปิดตลาด ส่งผลให้ S&P 500 สามารถยืนหยัดอยู่ได้แถวระดับสูงสุดในรอบ 15 เดือน นำโดย หุ้นกลุ่มแบงก์ ที่บวกขึ้นมาเป็นวันที่ 9 ไปจนถึงหุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมัน


จับตาหุ้น IPO อาจถ่วงดัชนีหุ้นตลาดเกิดใหม่ร่วงปีนี้

ในขณะที่ทุกอย่างกำลังดูดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจหรือแนวโน้มราคาหุ้น ทางด้านกูรูนักลงทุนชื่อดัง อย่าง Mark Mobius ก็ออกโรงเตือนนักลงทุนในประเทศตลาดเกิดใหม่ว่า หุ้นเข้าเทรดใหม่หรือหุ้น IPO ในกลุ่มประเทศเหล่านี้กำลังจะกลายเป็นตัวดึงดูดเม็ดเงินอย่างมาก แทนที่จะเป็นบริษัทในประเทศอุตสาหกรรมเหมือนอย่างที่เคยเป็น

สถานการณ์นี้ Mobius มองว่า อาจจะทำให้ดัชนีหุ้นของ Emerging markets ร่วงลงได้ถึง 20% เลยทีเดียว

ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลจากฝ่ายงานที่ดูแลเรื่องหลักทรัพย์ของ Barclays ในนิวยอร์ก ชี้ให้เห็นว่า สภาวะเศรษฐกิจที่เร่งตัวของประเทศจีน อินเดีย และบราซิล ช่วยทำให้ดีล IPO เพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุด ด้วยจำนวนการออกขายหุ้นใหม่ถีบตัวขึ้นถึงเกือบ 2 เท่า มาอยู่ที่ 200,000 ล้านเหรียญ ขณะที่ทางด้านประเทศโปแลนด์เพียงที่เดียวก็มีผู้คาดการณ์ว่า บริษัทที่เป็นรัฐวิสาหกิจอาจจะออกหุ้นขายที่มีมูลค่าสูงกว่า 10,000 ล้านเหรียญ

และนอกจากเรื่องการออกหุ้นใหม่ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแล้ว ปัจจัยกดดันยังอยู่ที่เรื่องมูลค่าหุ้นในตลาดที่ทำการซื้อขายอยู่ ณ ระดับราคาสูงสุด เมื่อเทียบกับผลกำไรของตัวเองหากย้อนหลังไปจนถึงปี 2543 หลังจากที่ดัชนี Emerging market กระโดดขึ้นมาราว 75% นอกจากเรื่องที่บริษัทต่างๆ ในประเทศเหล่านี้ระดมทุนผ่านการออกหุ้นใหม่ที่สูงถึง 77,000 ล้านเหรียญ

ตามข้อมูลของ Bloomberg ที่รวบรวมไว้ แสดงให้เห็นว่า การออกหุ้นใหม่ในประเทศกำลังพัฒนามีมูลค่าที่แซงหน้าประเทศที่พัฒนาแล้วไปถึงกว่า 160% และเป็นครั้งแรกที่ประเทศอุตสาหกรรมดึงดูดเม็ดเงินจากการทำ IPO น้อยกว่า

Mark Mobius ในฐานะผู้บริหารกองทุนยักษ์ใหญ่ Templeton Asset Management บอกว่า ถ้ายิ่งดูขนาดของจำนวนการออกหุ้นใหม่เหล่านี้ ก็ยิ่งน่าเป็นห่วงถึงเรื่องซัพพลายที่กำลังจ่อเข้าตลาดอยู่อย่างมหาศาล แม้ว่าราคาหุ้น IPO บางตัวจะดูสมเหตุสมผลก็ตาม ซึ่งเขาเองก็คาดว่าน่าจะมีปัจจัยที่เป็นอุปสรรคจนฉุดตลาดร่วงลงได้บ้าง

ถ้าดูเฉพาะในส่วนของตลาดจีน ก็มีการประเมินโดยบริษัท Ernst & Young และ Bloomberg ว่า ในปีนี้มูลค่าหุ้น IPO ที่ตลาดเซี่ยงไฮ้อาจจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า มาอยู่ที่ 380,000 ล้านหยวน หรือราว 56,000 ล้านเหรียญ ขณะที่ตลาดหุ้นฮ่องกง ตัวเลขอาจจะอยู่ที่ 370,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 48,000 ล้านเหรียญ ซึ่งถ้าหากรวมกันทั้งสองตลาด ตัวเลขก็จะพุ่งสูงกว่ามูลค่าหุ้น IPO ในสหรัฐฯ ที่มีนักวิเคราะห์ประเมินไว้ว่า น่าจะอยู่แถวๆ 40,000-50,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้
money wake up
*********
05/01/53
เกาหลีใต้สามารถคุมเงินเฟ้อได้ตามเป้าปี 2549 - 2552

ธนาคารกลางเกาหลีใต้เปิดเผยว่า เกาหลีใต้สามารถคุมเงินเฟ้อได้ตามเป้าหมายระยะกลางระหว่างปี 2549 - 2552 แม้ว่าราคาน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยนจะมีความผันผวนก็ตาม

ดัชนีราคาผู้บริโภคของเกาหลีใต้ขยายตัวโดยเฉลี่ย 3.3% ในปี 2549-2552 ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายเงินเฟ้อที่กำหนดไว้ที่ 2.5-3.5%

เมื่อเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว ธนาคารกลางเกาหลีใต้ได้ขยายช่วงเป้าหมายเงินเฟ้อปี 2553-2555 ไว้ที่ 2-4% และชี้ว่า จะพยายามความควบคุมภาวะผันผวนทางเศรษฐกิจด้วยวิธีการที่มีความยืดหยุ่น

ด้านนักวิเคราะห์กล่าวว่า เป้าหมายเงินเฟ้อที่มีการขยายออกไปนั้น จะเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางสามารถใช้นโยบายที่ยืดหยุ่นได้

*******
05/01/53
GM ตีปีกหลังยอดขายตลาดจีนพุ่ง 67% ในปี 2552

หลังจากรอดพ้นสภาวะล้มละลายมาได้ไม่นาน General Motors ก็ประเดิมบอกข่าวดีด้วยยอดขายรถยนต์ในตลาดจีนของทั้งปี 2009 ว่าทำได้กว่า 1.83 ล้านคัน หรือถีบตัวขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 67% ซึ่งปรากฏการณ์นี้ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของตลาดเอเชียที่มีต่อบริษัท

ผู้ผลิตรถจาก Detroit รายนี้ รายงานด้วยว่า ส่วนแบ่งตลาดของตนในจีนขยับขึ้นมาอีก 1.3% ไปอยู่ที่ 13.4% และรั้งตำแหน่งค่ายรถจากต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดในประเทศที่มีจำนวนประชากรมหาศาลนี้

ภายหลังจากที่ยักษ์ใหญ่แห่งวงการรถสามารถสลัดหลุดออกมาได้จากแผนล้มละลายเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา GM ก็ได้เร่งการลงทุนขนานใหญ่ที่ประเทศจีน ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจของที่นี่กำลังขยายตัวและได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นภาครัฐ จนได้ชื่อว่าเป็นตลาดรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แซงหน้าสหรัฐฯ ไปได้เรียบร้อยแล้ว และในเวลาเดียวกัน ที่ประเทศบ้านเกิด บริษัทที่มีรัฐบาลอเมริกันเข้าไปเป็นผู้ดูแลบริหารงานแทนนั้น ก็ได้ทำการปิดโรงงานไปหลายแห่งเพื่อรับมือกับความต้องการที่หดหายลง ถึงขนาดที่นักวิเคราะห์บางรายพูดออกมาว่า ตลาดรถจีนได้ช่วยชีวิต GM ไว้ แม้อัตราการเติบโตในปีนี้ อาจไม่แรงเทียบเท่ากับปี 2552 แต่ที่แน่ๆ ก็คือดีมานด์ที่แข็งแกร่งในตลาดนี้จะยังคงอยู่

สำหรับบริษัท Shanghai General Motors ที่ GM เป็นหุ้นส่วนอยู่กับบริษัท SAIC Motor เปิดเผยยอดขายรถที่สูงถึง 727,620 คันในปีที่แล้ว หรือเพิ่มขึ้น 63% จากปี 2551 ขณะยอดขายของบริษัท SAIC-GM-Wuling Automobile ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถมินิแวนรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ก็รายงานยอดขายที่สูงถึง 1.1 ล้านคัน หรือเพิ่มขึ้นถึง 64% โดยตัวเลขยอดขายในส่วนนี้คิดเป็นสัดส่วนถึงราว 60% สำหรับยอดขายรวมทั้งหมดของ GM ในจีนเลยทีเดียว จากการที่ราคาขายเฉลี่ยต่อคันของรถประเภทนี้เริ่มต้นแค่เพียง 4,000 เหรียญเท่านั้น

ตอนนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดรถจีนเป็นที่ดึงดูดใจต่อผู้ผลิตจากตะวันตกและเพื่อนบ้านในเอเชียด้วยกันให้เข้ามาขยายการลงทุน นำทีมโดย Ford Motor, Volkswagen และ Hyundai Motor ซึ่งทางด้าน Ford ก็กำลังอัดฉัดเงินทุนกว่า 490 ล้านเหรียญสำหรับโรงงานแห่งที่ 3 ในจีน

ขณะที่ Volkswagen มีแผนที่จะลงทุน 4,000 ล้านยูโร หรือราว 5,700 ล้านเหรียญในประเทศนี้ภายในปี 2554 ส่วนผู้ผลิตจากกรุงโซล อย่าง Hyundai ก็มีแผนที่จะเปิดตัวโรงงานแห่งที่ 3 ที่บริษัทหวังว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศได้ถึง 50% ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 900,000 คันต่อปี ภายในปี 2554


PIMCO ลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐและอังกฤษ

แปซิฟิก อินเวสเมนท์ แมเนจเมนท์ (PIMCO) ซึ่งเป็นบริษัทจัดการกองทุนพันธบัตรรายใหญ่สุดของโลก ลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐและอังกฤษ หลังจากทั้งสองประเทศมีอัตราการกู้ยืมสูงสุดเป็นประวัติการณ์

พอล แมคคัลลีย์ คณะกรรมการบอร์ดและผู้จัดการพอร์ทของพิมโค กล่าวว่า PIMCO เพิ่มความระมัดระวังในการถือครองพันธบัตร โดยได้ตัดสินใจลดการถือพันธบัตรและตราสารที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยรองรับ (MBS) นอกจากนี้ PIMCO ยังลดการถือครองหลักทรัพย์ที่เป็นเครื่องมือการลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ

เมอร์ริล ลินช์ คาดการณ์ว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรในสหรัฐและอังกฤษจะสูงขึ้นในปีนี้ หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐร่วงลง 3.7% ในปี 2552 ซึ่งเป็นสถิติที่ร่วงลงหนักสุดในรอบกว่า 30 ปี ขณะที่ยอดขายพันบัตรของสรหัฐร่วงลงหนักสุดนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1930

กองทุนพิมโค โททัล รีเทิร์น ฟันด์ ของบิล กรอส ได้ลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และสามารถกระตุ้นเงินสดหมุนเวียนได้มากที่สุดนับตั้งแต่การล้มละลายของเลห์แมน บราเธอร์สในปี 2551 โดยกองทุน PIMCO มีผลตอบแทนสูงถึง 13.8% ในปีที่แล้ว ซึ่งสูงมากกว่าคู่แข่งรายอื่นๆถึงครึ่งหนึ่ง ส่งผลให้พิมโค โททัล รีเทิร์น ก้าวขึ้นเป็นกองทุนรายใหญ่สุดในประวัติศาสตร์กองทุนโลก ด้วยทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงถึง 2.025 แสนล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 17 ธ.ค.2552
money wake up
***********
05/01/52
หุ้น-โภคภัณฑ์ร้อน ประเดิมปีเสือดุ

เพียงแค่วันทำการแรกของปี ตลาดหุ้นโลกก็บวกสดใส รวมถึงราคาน้ำมันที่ขึ้นไปยืนอยู่เหนือ 80 เหรียญต่อบาร์เรลเรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักได้ส่งผลให้ราคาทองคำบวกขึ้นแรงที่สุดในรอบกว่า 2 เดือน ส่วนราคาทองแดงก็แรลลี่ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 16 เดือนเช่นกัน จากปัจจัยการหยุดงานประท้วงของแรงงานในเหมืองที่ประเทศชิลี

จริงๆ แล้วความร้อนแรงของตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ปะทุขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อวานนี้ เมื่อดัชนี MSCI Asia Pacific บวกขึ้นได้กว่า 1% หลังจากเห็นตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่ดัชนีชี้สภาวะการผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้นด้วยสถิติสูงสุดหากนับย้อนไปจนถึงเดือนเมษายน ปี 2004 ก่อนที่จะตามมาด้วยตัวเลขทางฝั่งสหรัฐฯ ที่ดัชนีภาคโรงงาน (ISM factory index) ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบมากกว่า 3 ปี

แรงซื้อที่ตลาดสหรัฐฯ เมื่อคืนนี้มีเข้ายังหุ้นกลุ่มพลังงาน นำโดย Exxon Mobil และ Chevron ขณะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีก็มาแรงไม่แพ้กัน เมื่อมีนักวิเคราะห์ปรับเพิ่มคำแนะนำในหุ้นผู้ผลิตชิพคอมพิวเตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลก อย่าง Intel ด้วยการเก็งว่า ความต้องการเครื่อง PC จะเดินหน้าขยายตัวต่อ

ส่วนที่ยุโรป ดัชนี Dow Jones Stoxx 600 ก็บวกได้ 1.5% ในวันทำการแรกของปี 2553 ด้วยคำสั่งซื้อของนักลงทุนที่กระจายเข้ามายังหุ้นทุกกลุ่ม หลังจากปีที่แล้วดัชนีทำสถิติบวกขึ้นมา 28% ซึ่งถือว่าดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2542 โดยหุ้นยักษ์ใหญ่ในวงการเหมือง อย่าง BHP Billiton ปรับตัวขึ้น 3.4% ที่ตลาดหุ้นลอนดอน

หลายคนยังติดตามความเคลื่อนไหวของบริษัททางด้านอุปโภคบริโภครายใหญ่ อย่าง Nestle ที่ราคาหุ้นขยับขึ้นกว่า 1% เมื่อคืนนี้ที่ตลาดหุ้นสวิส เมื่อบริษัท Novartis ตัดสินใจใช้สิทธิ option เพื่อซื้อหุ้นของบริษัท Alcon ที่เป็นผู้ทำผลิตภัณฑ์ดูแลดวงตารายใหญ่ที่สุดของโลก ในส่วนที่ Nestle ถืออยู่ ด้วยมูลค่ารวมเฉียด 40,000 ล้านเหรียญ ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิต Nescafe รายนี้ ยังประกาศแผนการซื้อหุ้นคืนในวงเงินรวม 10,000 ล้านฟรังก์สวิส หรือราว 9,650 ล้านเหรียญอีกด้วย
money wake up
**********
04/01/52
"เบอร์นันเก้" แง้มทิศทางดอกเบี้ย

เอเอฟพี รายงานว่า เบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ส่งสัญญาณถึงการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้น ในระหว่างการกล่าวปาฐกถาที่จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์อเมริกันที่เมืองแอตแลนต้า

โดยเขาระบุว่าการดำเนินนโยบายทางการเงินจะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ แต่ธนาคารกลางสหรัฐก็อาจเปิดกว้างต่อแนวทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

เบอร์นันเก้ กล่าวว่า ความพยายามทั้งหมดควรจะเป็นไปเพื่อเสริมระบบด้านกฎระเบียบ เพื่อป้องกันการกลับมาของวิกฤตเศรษฐกิจ และบรรเทาผลกระทบหากเกิดวิกฤตรอบใหม่ แต่หากการปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้น หรือยังไม่เพียงพอที่จะป้องกันอันตรายจากความเสี่ยงทางการเงิน เราก็ต้องเปิดกว้างที่จะใช้นโยบายทางการเงิน ในฐานะเครื่องมือเสริมเพื่อจัดการกับความเสี่ยงต่างๆ แต่ก็จะต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ

"การรักษาให้เกิดความยืดหยุ่นและเปิดใจกว้างจะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้การดำเนินนโยบายประสบความสำเร็จ"

ด้าน "โดนัลด์ คอห์น" รองประธานเฟด กล่าวว่า ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างต้นทุนและความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้นโยบายทางการเงิน เพื่อสู้กับฟองสบู่จากการเก็งกำไร ซึ่งจำเป็นต้องมีการพิจารณาใหม่ ด้วยใจที่เปิดกว้าง

เขาเตือนว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจจะส่งผลต่อกิจกรรมธุรกิจในเซ็กเตอร์ต่างๆ และส่วนใหญ่อาจไม่คุ้นเคยกับเรื่องการเก็งกำไร หากอัตราดอกเบี้ยที่สูงส่งผลให้การผลิตอ่อนแอ โดยไม่ได้บรรเทาการเก็งกำไรให้ลดลง เศรษฐกิจก็อาจจะยิ่งอ่อนแอ เมื่อฟองสบู่จากการเก็งกำไรแตก

********
04/01/53
เกาหลีใต้ตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยว 8.5 ล้านคนในปีนี้

เกาหลีใต้ตั้งเป้าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 8.5 ล้านคนในปีนี้ โดยเฉพาะจากจีนและญี่ปุ่น ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 7.8 ล้านคนที่ตั้งไว้ในปีที่แล้ว

กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ร่วมกับการท่องเที่ยวเกาหลี เปิดเผยว่า ในปี 2552 มีชาวต่างชาติประมาณ 7 ล้านคนเดินทางเยือนเกาหลีใต้ และในปีนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าจะต้อนรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลได้กำหนดให้ช่วงเวลา 3 ปีนี้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวเกาหลี หรือ "Visit Korea" โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการส่งเสริมอุตสาหกรรมการบริการของประเทศ

นอกจากนี้ กระทรวงฯและการท่องเที่ยวเกาหลียังเผยว่าอีกด้วยว่า จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้มากกว่า 10 ล้านคนในปี 2555


ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งญี่ปุ่นปล่อยกู้ JAL 1 แสนล้านเยน

รัฐบาลญี่ปุ่นเผยธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งญี่ปุ่น (Development Bank of Japan: DBJ) จะเพิ่มวงเงินสินเชื่อให้กับสายการบินเจแปน แอร์ไลน์ส (JAL) สูงถึง 2 แสนล้านเยน

ธนาคารได้ข้อสรุปในการขยายวงเงินกู้จำนวนดังกล่าวก่อนที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะเปิดทำการซื้อขายในวันจันทร์นี้ หลังจากที่ปิดทำการเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ โดยการขยายวงเงินกู้ครั้งนี้มีเป้าหมายที่จะยืดเวลาการให้ความช่วยเหลือสายการบิน JAL ที่กำลังประสบปัญหา ขณะที่มูลค่าหุ้นของบริษัทดิ่งลงอย่างหนัก

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ธนาคาร DBJ เห็นชอบกับข้อเรียกร้องของรัฐบาลที่ต้องการขยายวงเงินสินเชื่อตามที่ได้ลงนามไปเมื่อปลายเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่า สายการบิน JAL กำลังยื่นขอพิทักษ์ล้มละลาย

ช่วงที่ผ่านมามีข่าวว่า บริษัท Enterprise Turnaround Initiative Corp. of Japan ซึ่งรัฐบาลได้มอบหมายให้ดูแล JAL ได้เสนอให้มีการยื่นล้มละลาย แต่ทางรมว.คมนาคมญี่ปุ่นก็ได้ออกมาระบุว่า ทางเลือกดังกล่าวเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
money wake up
*********
04/01/53
รัสเซียเชื่อตลาดหุ้นพุ่งต่อในปี 2553

รัฐบาลรัสเซียคาดการณ์ว่า ทิศทางของตลาดหุ้นรัสเซียในปีนี้จะขยายตัวอย่างสดใสต่อเนื่องจากปีที่แล้ว

ขณะที่บรรดานักลงทุนก็เห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกันว่า บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นปีนี้จะเป็นไปอย่างคึกคัก

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนี RTS และ MICEX ตลาดหุ้นรัสเซียในปี 2552 ขยายตัวได้กว่า 120% โดยมีหุ้นกลุ่มธนาคารและการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นแกนนำ หลังจากตลาดหุ้นทั้งสองแห่งเคยดิ่งลงไปกว่า 70% ในปี 2551 จากพิษวิกฤตการเงินโลก

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นรัสเซียขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งในปีที่ผ่านมาคือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ได้อัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ภาคธนาคาร

ขณะเดียวกันทางการยังจัดสรรวงเงินค้ำประกันให้กับธนาคารรายใหญ่เพื่อใช้เป็นหลักประกันด้านเสถียรภาพของตลาดและการสร้างความมั่นใจด้านเงินฝากของประชาชน

นอกจากนี้ ธนาคารกลางรัสเซียได้เข้าแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราเพื่อสร้างเสถียรภาพต่อค่าในประเทศ ซึ่งช่วยหนุนให้ตลาดเงินดีดตัวขึ้น


GMAC รับเงินช่วยเหลือจากรัฐฯ 3.79 พันล้านดอลลาร์

จีแมค ไฟแนนเชียล เซอร์วิสเซส (GMAC) ซึ่งเป็นบริษัทปล่อยสินเชื่อรถยนต์และอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของสหรัฐได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐ จำนวน 3,790ล้านดอลลาร์

การให้ความช่วยเหลือครั้งนี้ จะทำให้รัฐบาลสหรัฐถือครองหุ้นในบริษัทมากขึ้น จาก 35.4% เป็น 56.3% ซึ่งจะทำให้รัฐบาลกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ GMAC

นาย ไมเคิล คาร์เพนเตอร์ CEO ของ GMAC ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การได้รับเงินช่วยเหลือรัฐบาลรอบนี้ ซึ่งเป็นรอบที่ 3 ทำให้บริษัท มีเวลามากขึ้นในการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับหน่วยงานที่ให้บริการด้านสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อว่า Residential Capital (ResCap)

ทั้งนี้ ผลการขาดทุนของ ResCap เป็นตัวกระตุ้นให้ GMAC นั้นต้องพิจารณาถึงกลยุทธ์ทางเลือก เช่น การขายส่วนงานดังกล่าว การปิดส่วนงานดังกล่าว หรือ แม้แต่กระทั่งการล้มละลาย

นักวิเคราะห์ได้ให้ความเห็นว่าทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับ GMAC ก็คือ การขายส่วนงานดังกล่าวให้กับนักลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งบริษัทลงทุน เบิร์กไชร์ แฮทธาเวย์ ของมหาเศรษฐีวอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็แสดงความสนใจที่จะเข้าซื้อเมื่อเดือนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี ResCap เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บริษัทแม่อย่าง GMAC ก้าวขึ้นไปเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อบ้านอันดับ 5 ของสหรัฐฯ (จากข้อมูลโดย Inside Mortgage Finance ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 กันยายน)

GMAC ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลไปแล้ว 13,500 ล้านดอลลาร์ หลังจากที่ธุรกิจบริการสินเชื่อบ้านในเครือขาดทุนอย่างหนัก ซึ่งรวมถึง ResCap และการรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลนั้นทำให้ GMAC สามารถปล่อยสินเชื่อบ้านไปได้ถึง 27,000 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ CEO ของ GMAC กล่าวว่า บริษัทยังเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของ General Motors และ Chrysler ที่ล้มละลายไป ดังนั้นการที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือ GMAC ก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลืออุตสาหกรรมยานยนต์ด้วย
money wake up
***********
04/01/53
ลุ้นตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ จ่อขยับขึ้น ต้อนรับปีเสือ

ประเดิมสัปดาห์แรกของปีเสือก็จะมีรายงานทางเศรษฐกิจหลายตัวที่จะออกมาสร้างความคึกคักหรือแม้แต่อาจจะสร้างความผิดหวังให้กับตลาด โดยเฉพาะเรื่องสภาวะการจ้างงานที่เป็นปัจจัยกดดันมาตลอดปี 2552

ล่าสุดนักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าตัวเลขของเดือนธันวาคมที่กำลังจะประกาศกันออกมาอาจบ่งชี้ถึงจุดสิ้นสุดของความถดถอยในตลาดแรงงานแล้ว เมื่อดูจากตัวเลขการจ้างงานที่น่าจะลดลงเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่สภาวะเศรษฐกิจถดถอยเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน ขณะอัตราการว่างงานอาจยังยืนอยู่แถวระดับ 10% ต่อไปหรือแม้แต่ขยับขึ้นได้เล็กน้อย

ความหวังของนักลงทุนสำหรับปีใหม่ ปี 2553 นี้ สิ่งหนึ่งอยู่ที่เรื่องการฟื้นตัวของความต้องการในตลาดโลกที่เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะทำให้บรรดาบริษัทอเมริกันต่างๆ หันกลับมาจ้างงานเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ต้องปลดพนักงานออกไปมากถึงกว่า 7 ล้านคนนับตั้งแต่เศรษฐกิจตกสู่ภาวะถดถอยในปี 2550

สัญญาณที่ดีน่าจะเริ่มต้นมาจากการผลิตภาคอุตสาหกรรม เมื่อนักวิเคราะห์เห็นการฟื้นตัวของคำสั่งซื้อและยอดขายในตลาดส่งออก รวมถึงระดับสินค้าคงค้างในสต็อกที่ลดลงมาก จนทำให้โบรกเกอร์ อย่าง JPMorgan Chase และ Credit Suisse ล่าสุดปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ของสหรัฐฯ ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีที่ผ่านมา ขึ้นเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงกว่า 4% หลังจากไตรมาส 3 เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวได้ 2.2% ด้วยตัวเลขที่เป็นบวกครั้งแรกในรอบมากกว่า 1 ปี

อย่างไรก็ดี ปี 2553 นี้ยังได้รับคำเตือนจากผู้บริหารธนาคารกลางถึงความเสี่ยงที่คงอยู่ โดยนาย Donald Kohn รองประธานเฟด บอกว่า ภาวะตึงตัวของสินเชื่อภาคธนาคาร บวกกับความระมัดระวังของภาคครัวเรือนและธุรกิจ อาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้จ่าย แม้ว่าตลาดการเงินจะมีอาการดีขึ้นแล้ว ซึ่งทำให้เขาเชื่อว่ากิจกรรมในภาคเศรษฐกิจน่าจะค่อยๆ ฟื้นตัว เช่นเดียวกับอัตราการว่างงานที่น่าจะลดลงไม่เร็วนัก

ผู้บริหารเฟดรายนี้ยังให้ความมั่นใจด้วยว่า ธนาคารกลางไม่มีนโยบายที่จะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำมากเช่นนี้ต่อไปเพียงเพื่อต้องการช่วยให้รัฐใช้จ่ายได้มากขึ้น แต่เฟดจะมุ่งดูที่การรักษาเสถียรภาพทางราคาและเศรษฐกิจเป็นหลัก ด้วยจุดมุ่งหมายต้องการให้มีการจ้างงานในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง


ชาวอเมริกันใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าน้อยลง

ผลสำรวจจากนิวยอร์กไทม์ส/สำนักข่าวซีบีเอสระบุว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าตามร้านค้าและสั่งซื้อสินค้าผ่านรูปแบบออนไลน์น้อยลง

นิวยอร์กไทม์สได้เปิดเผยผลการสำรวจในเว็บไซต์ซึ่งระบุว่า เกือบครึ่งหนึ่งของชาวอเมริกันใช้เวลาในการซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็นน้อยลง

ขณะที่บางรายมีชั่วโมงการทำงานเพิ่มมากขึ้น และมีชาวอเมริกันจำนวนมากใช้เวลาอยู่กับครอบครัว เพื่อนฝูงมากขึ้น รวมถึงการใช้เวลาในการทำสวน ทำอาหาร อ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ และทำงานอดิเรกอื่นๆมากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวยังเปิดเผยผลสำรวจการใช้เวลาจากทางกระทรวงแรงงานสหรัฐที่เปรียบเทียบกับข้อมูลในปี 2548 ว่า ในปี 2551 มีชาวอเมริกาใช้เวลาในการซื้อสินค้าน้อยลง และหันไปใช้เวลาในการทำอาหาร หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมขององค์กรต่างๆ รวมถึงกิจกรรมทางศาสนามากขึ้น ขณะที่ในปีที่ผ่านมามีผู้ออกมาชมภาพยนตร์เพิ่มขึ้น 5%

ขณะที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 26 ธ.ค.ร่วงลง 22,000 คน เหลือเพียง 432,000 คน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี บ่งชี้ว่าการฟื้นตัวของตลาดแรงงานจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่พยุงเศรษฐกิจสหรัฐให้ขยายตัวได้ดีในปี 2553

นอกจากนี้ ตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคซึ่งคิดเป็น 70% ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐ มีแนวโน้มสูงขึ้นเนื่องจากอัตราว่างงานปรับตัวลดลง

นักวิเคราะห์คาดว่า การพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นนิวยอร์กและรายได้ส่วนบุคคล จะช่วยกระตุ้นชาวอเมริกันให้จับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น และจะช่วยให้ภาคเอกชนเพิ่มปริมาณการซื้อสินค้าเข้าสู่สต็อกเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการในปีหน้า
money wake up
*********
04/01/53
ประธนาคารเฟดยืนยัน ดอกเบี้ยต่ำ ไม่ทำให้เกิดฟองสบู่อสังหาฯ

Posted on Monday, January 04, 2010
นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มั่นใจว่า อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ไม่ได้ก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน FED กำลังปรับปรุงระบบการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ และใช้มาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อปกป้องลูกค้าในตลาดการเงินและตลาดสินเชื่อเพื่อการซื้อบ้าน รวมทั้งได้เพิ่มนโยบายป้องกันความผันผวนในตลาดสินเชื่อเพื่อการซื้อบ้านและพยายามลดตัวเลขการสำรองหนี้สูญ ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้เป็นหนึ่งในแนวทางการสกัดกั้นภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์

เบอร์นันเก้ยังส่งสัญญาณว่า มีความเป็นไปได้ที่ FED จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในระบบการเงิน หากการเปลี่ยนแปลงกฎข้อบังคับใช้ไม่ได้ผล

นอกจากนี้ เบอร์นันเก้ยังตอบโต้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่านโยบายอัตราดอกเบี้ยของ FED ได้ก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาฯ ซึ่งนโยบายการเงินของ FED หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยในปี 2544 นั้น ถือเป็นนโยบายที่มีความเหมาะสมมากที่สุด และจากข้อมูลวิจัยของ FED พบว่า ราคาบ้านที่พุ่งสูงขึ้นแทบจะไม่ส่งผลกระทบต่อนโยบายการเงินหรือระบบเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐฯ
money news update
*********
30/12/52
อิควิตี้ฟันด์ลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่เพิ่มเป็น 3 เท่าในสัปดาห์ที่แล้ว

EPFR Global ซึ่งเป็นองค์กรที่ติดตามความเคลื่อนไหวของกองทุนทั่วโลก เผยว่า กองทุนรวมหุ้น หรือ Equity Funds เข้าลงทุนในตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ หรือ emerging markets ทั้งสิ้น 1,700 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 23 ธ.ค. ซึ่งพุ่งขึ้นเป็น 3 เท่าเมื่อเทียบกับรอบสัปดาห์ก่อนหน้านั้นที่ 571.4 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากอิควิตี้ฟันด์มีความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นเกิดใหม่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศส่งออก

ตัวเลขการลงทุนที่พุ่งขึ้นถึง 3 เท่าในรอบสัปดาห์ที่แล้วทำให้ยอดการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ในปีนี้พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 80,300 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2551 ที่ 48,000 ล้านดอลลาร์ โดยอิควิตี้ฟันด์ลงทุนในตลาดหุ้นจีนทั้งสิ้น 153 ล้านดอลลาร์ในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 23 ธ.ค.

ขณะที่ตัวเลขการลงทุนในกลุ่ม BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน) อยู่ที่ 451 ล้านดอลลาร์

ดัชนี MSCI Emerging Markets Index พุ่งขึ้น 73% ในปีนี้ ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรายปีที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาขยายตัวได้ดีในปีนี้เนื่องจากรัฐบาลในหลายประเทศ รวมถึงจีนและบราซิล ประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

กรรมการผู้จัดการของ EPFR คาดการณ์ว่า นักลงทุนจะอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ตลาดหุ้นเกิดใหม่มากขึ้นในปี 2553 เพราะเชื่อมั่นว่ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะมียอดส่งออกที่แข็งแกร่งขึ้น


แรงขายทำกำไรฉุด S&P ร่วง ขณะรายงานทางเศรษฐกิจออกมาดีตามคาด

นักลงทุนตลาดวอลล์สตรีทเทขายหุ้นทำกำไรในช่วงท้ายตลาด ขณะดัชนี S&P 500 ยังเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับสูงสุดของปี ซึ่งหลายคนก็ไม่แปลกใจที่ตลาดจะยังไม่ไปไหนไกลนักนับจากจุดนี้ในช่วงส่งท้ายปี 2552

แรงขายมีเข้ามาในหุ้นกลุ่มพลังงาน นำโดย Chevron และ Schlumberger แม้ว่าราคาน้ำมันจะขยับเพียงเล็กน้อย ขณะหุ้นในกลุ่มอื่น อย่าง Apple ราคาปรับตัวลง หลังพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ไปเมื่อวันก่อน ส่วนหุ้น Walt Disney และ General Electric กลับมีแรงซื้อสวนเข้ามาเมื่อคืนนี้

ตลาดได้แรงหนุนจากรายงานทางเศรษฐกิจ 2 เรื่อง ก็คือ ดัชนีราคาบ้านและความเชื่อมั่นผู้บริโภค ที่ทั้งคู่ต่างส่งสัญญาณการฟื้นตัว โดยดัชนีราคาบ้าน S&P/Case-Shiller ที่สำรวจใน 20 เมืองใหญ่ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 0.4% ในเดือนตุลาคมเมื่อเทียบกับเดือนกันยายน และลดลง 7.3% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งนับเป็นอัตราการลดลงที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2550

ข่าวดีในตลาดบ้านยังสอดคล้องกับอีกหนึ่งรายงานทางเศรษฐกิจที่ประกาศออกมาล่าสุด อย่าง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ the Conference Board โดยดัชนีขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 52.9 ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ก่อนหน้านี้

และแม้ผลสำรวจจะชี้ว่าผู้บริโภคยังคงกังวลในเรื่องสถานการณ์ของเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมถึงเรื่องแนวโน้มค่าจ้าง เมื่อดูจากอัตราการว่างงานที่สูงอยู่ในตอนนี้ แต่การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น รวมถึงราคาบ้าน ได้ช่วยผ่อนคลายความกังวลของคนอเมริกันลงได้บ้าง

รายงานที่รวบรวมโดยสำนักข่าว Bloomberg ที่แสดงถึงแชมป์ค่าธรรมเนียมการขายหุ้น IPO ในปีนี้ ซึ่งตกเป็นของ Goldman Sachs Group ด้วยค่าธรรมเนียมที่คว้าไปได้กว่า 191 ล้านเหรียญ จากทั้งหมด 923 ล้านเหรียญ ขณะที่ยักษ์ใหญ่ อย่าง Citigroup ทำได้แค่เพียง 68 ล้านเหรียญเท่านั้น จนส่งผลให้สถาบันการเงินจากนิวยอร์กรายนี้ร่วงลงหลุดอันดับ Top five ไปเรียบร้อยแล้ว จากรายได้ที่หดหายไปกว่า 50%
money wake up
********
29/12/52
ราคาอสังหาฯ อังกฤษจะลดลงในปี 53

โฮมแทร็ค บริษัทวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ของอังกฤษเปิดเผยว่า ราคาบ้านในอังกฤษจะปรับตัวลดลงในปีหน้า เนื่องจากอัตราว่างงานที่พุ่งสูงและความวิตกกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลจะกดดันให้ดีมานด์หรือความต้องการบ้านลดลง โดยโฮมแทร็คคาดการณ์ว่ามูลค่าบ้านในอังกฤษจะลดลง 1% ในปี 2553

หลังจากที่ราคาบ้านเดือนธันวาคมขยับขึ้น 0.1% จากเดือนที่แล้วแตะที่ 156,900 ปอนด์ (250,000 ดอลลาร์สหรัฐ)

ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทำให้คนอังกฤษตกงานกว่า 600,000 คน และจำนวนผู้ว่างงานก็อาจพุ่งสูงขึ้นอีกในช่วงที่เศรษฐกิจอังกฤษกำลังฟื้นตัว

ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์ และพรรคอนุรักษ์นิยมซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ก็กำลังพยายามหาทางควบคุมตัวเลขขาดดุลงบประมาณที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์


อาเซียน+3 และฮ่องกงจับมือใช้มาตรการริเริ่มเชียงใหม่

รัฐมนตรีกระทรวงการคลังและผู้ว่าธนาคารกลางอาเซียน+3 ซึ่งประกอบด้วยจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และผู้ว่าการธนาคารกลางฮ่องกงได้ลงนามมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่พหุภาคี (Chiang Mai Initiative Multilateralisation: CMIM) โดยจุดประสงค์สำคัญก็เพื่อเป็นการแก้ปัญหาสภาพคล่องทางการเงินในระยะสั้น

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ประเทศดังกล่าวได้บรรลุข้อตกลงกันเมื่อเดือนพ.ค.เรื่องจัดตั้งเครือข่ายสำรองเงินตราในภูมิภาคมูลค่า 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจัดหาสภาพคล่องฉุกเฉินให้กับประเทศต่างๆในช่วงที่เกิดวิกฤตการเงิน

ธนาคารกลางจีนเปิดเผยว่า เป้าหมายหลักของแผนริเริ่มเชียงใหม่ ก็คือ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องภาวะสมดุลของการชำระเงินและปัญหาสภาพคล่องระยะสั้นในภูมิภาค ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือทางการเงินระหว่างประเทศที่มีอยู่เดิม

จีนและญี่ปุ่นจะจัดหาเงินเข้าร่วมโครงการประเทศละ 38,400 ล้านดอลลาร์ ส่วนเกาหลีใต้จะจัดหางบ 19,200 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กลุ่มอาเซียนจะจัดหางบรวม 24,000 ล้านดอลลาร์


จีนชื่นชมฮ่องกงฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจโลก

นายกรัฐมนตรีเหวิน เจียเป่า ของจีน แสดงความหวังว่าฮ่องกงจะสามารถรักษาระดับการขยายตัวของเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องในปีหน้า พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมความพยายามของฮ่องกงในการผลักดันตนเองจนผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจโลกมาได้

นายเหวินกล่าวระหว่างการพบกับ โดนัลด์ ซาง ผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษฮ่องกงว่า "ในปีหน้ารัฐบาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกงควรมุ่งมั่นทำงานเพื่อรับมือกับวิกตการเงินโลกและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจต่อไป

โดนัลด์ ซางได้เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ในฮ่องกงและการทำงานของรัฐบาลฮ่องกงในรอบปีที่ผ่านมาให้ผู้นำจีนได้รับทราบ

นายเหวินกล่าวชื่นชมว่า "ในช่วงเวลาที่ยากลำบากฮ่องกงก็ยังสามารถใช้มาตรการต่างๆ จนทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพและหลุดพ้นจากภาวะถดถอยในที่สุด

นอกจากนั้นนายเหวินยังกระตุ้นให้รัฐบาลฮ่องกงแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ฝังรากลึกมานาน ปรับปรุงยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ วางแผนระยะยาวที่มีความครอบคลุม และพัฒนาจุดเด่นของตนเองเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

"รัฐบาลจีนจะยังคงให้การสนับสนุนฮ่องกงในการพัฒนาตนเองให้เป็นศูนย์กลางการเงินของโลกต่อไป" นายเหวินกล่าวทิ้งท้าย
money wake up
*********
29/12/52
นักวิเคราะห์คาดพันธบัตรเอกชนจ่อคึกรับดอกเบี้ยขาขึ้น

ตราสารหนี้ภาคเอกชนสหรัฐฯ ประเภทที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง (Junk Bond) มีแนวโน้มกลับมาคึกคักอีกครั้งตามสภาวะเศรษฐกิจ เมื่อมีข้อมูลระบุว่า การออกตราสารจากภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างน้อยๆ มาอยู่ที่ 1,360 ล้านเหรียญแล้วในตอนนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่นักลงทุนกำลังให้ความสนใจมากขึ้นกับตราสารหนี้ที่มีอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงที่สูงกว่าตราสารประเภท investment grade ทั้งหลาย

ถ้าดูการเปลี่ยนแปลงอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ประเภท Junk Bonds ในดัชนีที่จัดทำโดย Merrill Lynch จะพบว่า yield ล่าสุดได้ปรับตัวลงมาอยู่ที่ 9.2% หากเทียบกับ 9.7% เมื่อสิ้นเดือนที่แล้ว ซึ่งก็หมายถึงการที่ราคาพันธบัตรปรับตัวขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ประเภท investment grade ขยับเพิ่มจาก 4.6% มาเป็น 4.8% หรือหมายถึงภาวะราคาพันธบัตรปรับตัวลง

สาเหตุที่พันธบัตรที่เรียกกันว่า high-yield bond นี้ สามารถสร้างผลกำไรให้แก่นักลงทุนได้มากขึ้น ก็เป็นเพราะสถานการณ์ที่เริ่มสดใสในตลาดสินเชื่อ ที่สะท้อนผ่านแนวโน้มที่ดีขึ้นของตัวเลขการผิดนัดชำระหนี้ และเป็นเวลาเดียวกับที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณความแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ

นักวิเคราะห์จาก Bank of America Merrill Lynch ในนิวยอร์กคาดว่า Junk Bond มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าหลักทรัพย์ประเภท Investment Grade ในปีหน้า นั่นก็เพราะความที่เป็นตราสารที่สามารถสร้างเกราะให้กับนักลงทุนในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ขณะบริษัทผู้ที่ออกตราสารเองก็กำลังเพิ่มเครดิตให้กับตัวเองด้วยการปรับลดระดับหนี้ที่มีอยู่ลงในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเดินออกจากภาวะถดถอย และผลที่ตามมาก็คือ การลดลงของอัตราการผิดนัดชำระหนี้

นอกจากนั้น นักลงทุนเองก็กำลังมองหาตราสารที่ให้อัตราผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจ มากกว่าที่จะดูแต่ในเรื่องความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว

นักวิเคราะห์รายเดียวกันยังบอกด้วยว่า high-yield bond หรือ junk bond อาจสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 10% ในปีหน้า ขณะที่บรรดาหลักทรัพย์ประเภท investment grade อาจทำได้แค่เพียง 2-3% เท่านั้น


หุ้นสหรัฐปิดบวก แม้ถูกกดดันจากแผนก่อการร้าย

ปัจจัยบวกหนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ มาจากกระทรวงการคลังที่ประกาศไว้เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วว่า จะยอมให้สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ภาคอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ อย่าง Freddie Mac และ Fannie Mae ที่รัฐเข้ามาเป็นเจ้าของ ให้สามารถเข้าขอความช่วยเหลือทางด้านเงินทุนได้อย่างไม่จำกัดจำนวนภายในระยะเวลา 3 ปี จากเดิมที่ถูกจำกัดไว้ที่แห่งละ 200,000 ล้านเหรียญ

นักวิเคราะห์รายหนึ่งมองว่า จริงๆ แล้วทั้ง Fannie และ Freddie อาจไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินมากเกินกว่าระดับที่รัฐเคยกำหนดไว้เดิม แม้ในกรณีที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะไม่เป็นใจก็ตาม ซึ่งสาเหตุหลักที่รัฐบาลยอมเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขดังกล่าวก็น่าจะเป็นเพราะ ความต้องการในการช่วยเหลือตลาดบ้านที่จะมีความยืดหยุ่นในการใช้มาตรการที่เข้มข้นมากกว่าเดิม รวมถึงเรื่องการล้างหนี้เสียในระบบ

ข่าวดีดังกล่าวยังเป็นแรงหนุนให้กับหุ้นที่เข้ารับความช่วยเหลือมาจากรัฐราวๆ 180,000 ล้านเหรียญ อย่าง American International Group หรือ AIG ที่เริ่มมีการคาดการณ์ว่า รัฐบาลอาจจะใช้วิธีการเดียวกันกับบริษัท รวมถึงการถอนข้อจำกัดต่างๆ บนบัญชี

นอกจากปัจจัยดังกล่าวแล้ว แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นและตัวเลข GDP ที่แข็งแกร่งของประเทศจีนยังเป็นตัวผลักดันให้หุ้นกลุ่มโภคภัณฑ์ดีดตัวขึ้นแรงเมื่อคืนนี้ โดยเฉพาะสินค้าโลหะและน้ำมัน นำโดยหุ้น Exxon Mobil ที่บวกได้ 0.6% ขณะราคาน้ำมันตลาดนิวยอร์กขยับขึ้นอีกเกือบ 1% ไปอยู่ที่ 78.70 เหรียญต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ดี ตลาดยังเจอกับแรงขายในทันทีที่มีข่าวว่ากลุ่ม al-Queda ประกาศยอมรับว่าเป็นผู้วางแผนระเบิดเครื่องบินในวันคริสต์มาส จนทำให้ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ต้องสั่งให้ทบทวนกระบวนการรักษาความปลอดภัยทั้งหมด หลังจากที่พบชายชาวไนจีเรียสามารถผ่านขึ้นไปบนเครื่องของสายการบิน Northwest Flight 253 ที่กรุง Amsterdam มุ่งหน้า Detroit

นอกจากนี้ นักลงทุนยังมีความกังวลเมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศมาตรการถอนสภาพคล่องออกจากระบบธนาคาร ส่งผลให้หุ้นกลุ่มแบงก์ปรับตัวลง นำโดย Fifth Third Bancorp ที่ร่วงลง 2.5% และ Wells Fargo ลดลง 1.3%


ราคาอสังหาฯ อังกฤษจะลดลงในปี 53

โฮมแทร็ค บริษัทวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ของอังกฤษเปิดเผยว่า ราคาบ้านในอังกฤษจะปรับตัวลดลงในปีหน้า เนื่องจากอัตราว่างงานที่พุ่งสูงและความวิตกกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลจะกดดันให้ดีมานด์หรือความต้องการบ้านลดลง โดยโฮมแทร็คคาดการณ์ว่ามูลค่าบ้านในอังกฤษจะลดลง 1% ในปี 2553

หลังจากที่ราคาบ้านเดือนธันวาคมขยับขึ้น 0.1% จากเดือนที่แล้วแตะที่ 156,900 ปอนด์ (250,000 ดอลลาร์สหรัฐ)

ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทำให้คนอังกฤษตกงานกว่า 600,000 คน และจำนวนผู้ว่างงานก็อาจพุ่งสูงขึ้นอีกในช่วงที่เศรษฐกิจอังกฤษกำลังฟื้นตัว

ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์ และพรรคอนุรักษ์นิยมซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ก็กำลังพยายามหาทางควบคุมตัวเลขขาดดุลงบประมาณที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
money wake up
*********
29/12/52
ดาวโจนส์ปิดบวก ขานรับยอดค้าปลีกสหรัฐฯสดใส

Posted on Tuesday, December 29, 2009
นักวิเคราะห์จากบริษัท เฟดเดอเรทเต็ด คัฟเวอร์ อินเวสท์เมนท์ แอ๊ดไวเซอร์ส กล่าวว่า ตลาดหุ้นนิวยอร์กดีดตัวขึ้นขานรับรายงานของบริษัท สเปนดิงพัลซ์ ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยด้านธุรกิจค้าปลีกในเครือมาสเตอร์การ์ด แอดไวเซอร์ส ที่ระบุว่า บริษัทค้าปลีกในสหรัฐฯทำยอดขายพุ่งขึ้น 3.6% ในช่วงวันหยุดระหว่างวันที่ 1 พ.ย. - 24 ธ.ค. ซึ่งข้อมูลดังกล่าวช่วยหนุนราคาหุ้นกลุ่มค้าปลีกรายใหญ่พุ่งขึ้น รวมถึงหุ้นเมซีส์ อิงค์พุ่ง ขึ้น 1.1%

ข้อมูลของสเปนดิงพัลซ์สอดคล้องกับที่สมาคมผู้ค้าปลีกแห่งชาติของสหรัฐฯ (NRF) รายงานไว้ก่อนหน้านี้ว่า ยอดค้าปลีกในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เนื่องในวัน วันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving) ในสหรัฐฯ ดีดตัวขึ้น 0.5% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4.12 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปีที่แล้วที่ระดับ 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากห้างค้าปลีกปรับลดราคาสินค้าซึ่งช่วยดึงดูดประชาชนให้เข้าซื้อสินค้าอย่างคึกคัก

หุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มเหมืองแร่ทะยานขึ้น หลังจากราคาน้ำมันดิบ NYMEX พุ่งขึ้น 72 เซนต์ แตะที่ 78.77 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัวลง โดยเมื่อวานนี้ดัชนี ICE Futures U.S ร่วงลง 0.1%

ส่วนหุ้นสายการบินร่วงลงและส่งผลให้ตลาดหุ้นนิวยอร์กเคลื่อนตัวผันผวน หลังจากเกิดเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายพยายามจุดระเบิดบนเครื่องบินนอร์ธเวสต์ แอร์ไลน์สในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์หุ้นกลุ่มคมนาคมร่วงลง 0.6% โดยหุ้นเดลค้า แอร์ไลน์ส ซึ่งเป็นเจ้าของสายการบินนอร์ธเวสต์ แอร์ไลน์ส ดิ่งลง 4.1%

นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯในสัปดาห์นี้ โดยวันอังคาร สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/เคส ชิลเลอร์จะเปิดเผยราคาบ้านเดือนต.ค. และสำนักงานคอนเฟอร์เรนซ์ บอร์ด จะเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯเดือนธ.ค.

วันพุธ สมาคมผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อแห่งชาติ (NAPM) จะเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เขตชิคาโกเดือนธ.ค.และกระทรวงพลังงานจะเปิดเผยรายงานสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ และวันพฤหัสบดี กระทรวงแรงงานสหรัฐฯจะเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่สถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) จะเปิดเผยดัชนีภาวะธุรกิจปัจจุบันในนิวยอร์กเดือนธ.ค.
money news update

อุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี53

12/01/53
หุ้นกลุ่มปิโตรเทรดสนั่น เก็งน้ำมันพุ่ง-ควบรวมปตท.
ทันหุ้น
– กลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่นเทรดคึกคักยกก๊วนทั้ง PTTCH-PTTAR -TPC-TOP-SCC รับอานิสงส์จิตวิทยา 2 เด้ง หลังราคาน้ำมันดิบทยานยืนเหนือ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว เหตุดีมานด์จีนพุ่งสวนทางกำลังผลิตไนจีเรียวูบหายกว่า 2 หมื่นบาร์เรลต่อวัน ผสานกำลังข่าวควบรวม 4 บริษัทในเครือ ปตท.เดินหน้า นักวิเคราะห์สั่งลุย TPC-TOP ชูพื้นฐานแกร่ง
ผู้สื่อข่าวรายงาน ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น (11 ม.ค. 52) กลุ่มปิโตรเคมีปรับเพิ่มขึ้นยกแผง นำโดย บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) PTTCH ปิดที่ 83.75 บาท เพิ่มขึ้น 7.75 บาท บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน) PTTAR ปิดที่ 26.50บาท เพิ่มขึ้น 1 บาท
ขณะที่บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) TOP ปิดที่ 45.75 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท บริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) TPC ปิดที่ 18.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) SCC ปิดที่ 236 บาท เพิ่มขึ้น 9 บาท
นายกิติชาญ ศิริสุขอาชา ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า หุ้นกลุ่มปิโตรเคมีที่ปรับเพิ่มขึ้นแรง น่าจะมีปัจจัยบวกทางจิตวิทยาตามกลุ่มพลังงงาน และกลุ่มโรงกลั่น ภายหลังจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น
อนึ่ง สัญญาน้ำมันดิบ NYMEX ที่สิงคโปร์ในช่วงเที่ยงของวานนี้ (11 ม.ค. 52) พุ่งขึ้น 80 เซนต์ แตะที่ 83.55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากมีสัญญาณบ่งชี้ว่าดีมานด์น้ำมันดิบในจีนแข็งแกร่งขึ้น และจากข่าวกลุ่มกบฏโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันบริษัท เชฟรอน คอร์ป ในไนจีเรีย ส่งผลให้ปริมาณการผลิตน้ำมันของเชฟรอนลดลง 2 หมื่นบาร์เรลต่อวัน
ขณะที่ทางการจีน ระบุว่ายอดนำเข้าน้ำมันดิบเดือนธันวาคม 2552 พุ่งขึ้น 14% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น 56% ซึ่งข้อมูลการค้าที่แข็งแกร่งของจีน ส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวลกรณีตัวเลขการจ้างงานเดือนธันวาคมของสหรัฐที่ร่วงลง 8.5 หมื่นราย และอัตราว่างงานที่ยืนอยู่ที่ระดับ 10%
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้นไปแล้ว 20% ในเดือนธันวาคม เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นในหลายพื้นที่ของสหรัฐ ยุโรป และเอเชีย ได้กระตุ้นดีมานด์พลังงาน รวมถึงน้ำมันฮีทติ้งออยล์
นายกิตติชาญ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนั้นกลุ่มปิโตรเคมี และโรงกลั่นน่าจะมามีการเข้าเก็งกำไรประเด็นการควบรวมกิจการของ 4 บริษัทในเครือ ปตท.(PTT) ได้แก่ PTTCH, PTTAR, TOP และ IRPC ที่มีแนวโน้มจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาส 1/2553 นี้ด้วย
“กลุ่มปิโตรน่าจะได้ปัจจัยบวกจากการเข้ามาเก็งกำไรกลุ่มพลังงาน จากข่าวการควบรวมบริษัทลูก PTT และยังมีประเด็นกรณีมาบตาพุด แต่ PTTAR, TOP น่าจะได้ปัจจัยหนุนจากแนวโน้มค่าการกลั่นที่ยังทรงตัวดี” นายกิตติชาญกล่าว
สำหรับในสัปดาห์นี้ ฝ่ายวิจัยคาดค่าการกลั่นในภูมิภาคมีแนวโน้มทรงตัวในระดับ 3-4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพราะความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้น หลังสหรัฐ ยุโรป และ จีน ประสบปัญหาสภาพอากาศที่หนาวเย็นผิดปกติ
ส่วนกลยุทธ์การลงทุน แนะนำ “ซื้อ” หุ้น TPC ราคเป้าหมาย 22.20 บาท TOP ราคา 48.00 บาท และ SCC ราคเป้าหมาย 250 บาท พร้อมกับแนะนำ “เก็งกำไร” IRPC ราคเป้าหมาย 4.80 บาท และPTTAR ราคา 31.00 บาท ส่วน PTTCH มองว่าราคาหุ้นปรับขึ้นสูงจนเกินมูลค่าพื้นฐาน 74 บาท แล้ว จึงแนะนำ “ขาย”
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มปิโตรเคมียังคงไม่มีปัจจัยบวกใหม่ โดยส่วนต่างราคา (สเปรด) ปิโตรเคมีภัณฑ์ยังคงทรงตัว และอาจมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ยังเป็นไปตามการคาดการณ์ไว้
“เท่าที่ประเมินสเปรดเฉลี่ยใน Q4/2552 ที่ผ่านมายังคงทรงตัวจาก Q3/2552 และแนวโน้มยังเป็นไปตามที่คาดไว้ แต่สาเหตุที่ราคาหุ้นปรับขึ้นอาจเพราะเข้ามาเก็งกรณีมาบตาพุดด้วย แต่ไม่แนะนำลงทุนในตอนนี้เพราะราคาหุ้นในกลุ่ม เพิ่มขึ้นจนสูงกว่าราคาพื้นฐานเกือบทุกตัวแล้ว” นักวิเคราะห์กล่าว
ขณะที่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า สาเหตุที่ PTTCH ราคาปรับตัวขึ้นสูง และมีวอลุ่มเข้ามาอย่างคึกคัก คาดว่าจะเป็นผลจากที่มีโบรกเกอร์ต่างชาติรายหนึ่งปรับราคาเป้าหมายของหุ้น PTTCH ขึ้นถึง 108 บาท จากเดิมให้ไว้ที่ 73 บาท ซึ่งตรงนี้ทำให้คาดว่ามีเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติได้ไหลเข้ามาลงทุน
อย่างไรก็ดีฝ่ายจัยบล.ทิสโก้ ได้แนะนำ “ซื้อ” หุ้น PTTCH ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 83 บาทต่อหุ้น เนื่องจากคาดว่าปีนี้บริษัทจะมีกำไรที่เติบโต 50-60% โดยคาดว่าจะมีกำไรสุทธิประมาณ 1 หมื่นล้านบาท จากปี 2552 ที่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 6 พันกว่าล้านบาท
thunhoon***********
11/01/53
แนวโน้มน้ำมันในระยะสั้นน่าจะลง ดีมานด์ในกลุ่มโออีซีดียังคงลดลง
แนวโน้มราคาน้ำมันในระยะสั้นน่าจะลดลงมากกว่าเพิ่มขึ้น แม้ว่าสภาพอากาศที่หนาวเย็นในสัปดาห์ที่ผ่านมาจะทำให้ราคาน้ำมันทะลุเกิน 82 ดอลลาร์ แต่ข้อมูลชี้ว่า จริง ๆ แล้ว ดีมานด์ในกลุ่มประเทศที่เป็นผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่สุดของโลกอย่างโออีซีดีลดลง
**********
11/01/53
เสนอกพช.ขึ้นราคา NGV 14 บาท พลังงานรับมาบตาพุดยื้อ หวั่นต่างชาติถอนลงทุน
"พลังงาน" เล็งชง กพช. เข็นราคาขายเอ็นจีวี-แอลพีจี ตามต้นทุนจริง สนพ. เผยผลการศึกษาตัวเลขราคาเอ็นจีวี ควรอยู่ที่ 14 บาทต่อกิโลกรัม มั่นใจได้ข้อสรุปภายใน 6 เดือนข้างหน้า "วรรณรัตน์" หวั่นนักลงทุนต่างชาติถอนลงทุน เหตุกลัวผลกระทบมาบตาพุดยืดเยื้อ
pantip
**********
11/01/53
เชฟรอนหยุดผลิตน้ำมัน 2 หมื่นบาร์เรลจากความวุ่นวายที่ไนจีเรีย

บริษัท เชฟรอน คอร์ป เผยผ่านแถลงการณ์ว่า เหตุมือปืนโจมตีท่อส่งน้ำมันของบริษัทในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนเจอร์ เมื่อวานนี้ ทำให้บริษัทต้องปิดการผลิตน้ำมันดิบจำนวน 20,000 บาร์เรลต่อวัน

สำนักข่าวซินหัวรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวด้านความมั่นคงว่า การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากมือปืนไม่พอใจที่เกิดเหตุสังหารลูกจ้างที่โรงงาน Escravos- Gas-To-Liquid (EGTL) โดยกลุ่มทหาร

ท่อส่งน้ำมันที่ได้รับความเสียหายอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองวาร์รี โดยขนส่งน้ำมันดิบจากบ่อน้ำมันของบริษัทเชฟรอนในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งผลิตน้ำมันได้วันละ 77,000 บาร์เรลเมื่อปี 2551 ทางทหารได้ออกสำรวจความเสียหายต่อระบบท่อส่งน้ำมันแล้ว ทำให้นักวิเคราะห์มองว่าจะยังส่งผลต่อเนื่องทำให้ราคาน้ำมันยังปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

หลังจากที่หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากมีสัญญาณบ่งชี้ว่ากิจกรรมด้านการผลิตกำลังฟื้นตัวทั้งในสหรัฐและจีน และปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นคือ เงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากตั้งคำถามว่าราคาน้ำมันจะทรงตัวอยู่ในระดับดังกล่าวได้อีกนานแค่ไหน เนื่องจากสภาพตลาดแรงงานที่ย่ำแย่จะทำให้ดีมานด์น้ำมันลดลง ดูได้จากตัวเลขสต็อกน้ำมันฮีทติ้งออยล์ของสัปดาห์นี้ที่แทบไม่มีการเคลื่อนไหวทั้งที่หลายพื้นที่ในประเทศกำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวจัด

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันกล่าวว่าตลอดปี 2552 ที่ผ่านมาราคาน้ำมันเคลื่อนไหวตามเงินดอลลาร์มากกว่าดีมานด์ที่แท้จริง และการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันเมื่อคืนนี้ก็เป็นไปในทิศทางดังกล่าวเช่นกัน
money wake up
**********
07/01/53
คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานใช้โครงสร้างค่าไฟใหม่ต้นปี 2554

Posted on Wednesday, January 06, 2010
นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน บอกว่า ในขณะนี้ได้ว่าจ้างที่ปรึกษามาพิจารณาการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าทั้งระบบ คาดว่าจะเสร็จและเริ่มใช้ในปี 2554 โดยจะเน้นทำให้โครงสร้างค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) มีความชัดเจนและมีความเป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งค่า FT ใหม่จะปรับปรุงคิดเพียงต้นทุนเชื้อเพลิงและอัตราแลกเปลี่ยนเท่านั้น

ส่วนการซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าภาคเอกชนขนาดใหญ่ (IPP) รวมถึงเรื่องการจัดเก็บเงินกองทุนพัฒนารอบโรงไฟฟ้ารวมถึงการประมาณการเรื่องปริมาณผู้ใช้ไฟฟ้าจะมีการแยกออกมา

นอกจากนี้ กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ยังอยู่ระหว่างการหารือและรับฟังความคิดเห็นร่างระเบียบกองทุนพัฒนาไฟฟ้าตามมาตรา 97 (3) ร่างที่ 1 โดยจะรับฟังความเห็นจากทั่วประเทศและปรับปรุงใหม่ เช่น ยกเลิกการกำหนดรัศมีการดูแลประชาชนจากเดิม 5 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้า โดยจะเปลี่ยนเป็นการให้คณะกรรมการในพื้นที่กำหนดแทน

นายดิเรก บอกด้วยว่า ค่าไฟฟ้าในปีนี้จะมีต้นทุนที่ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันและราคาก๊าซธรรมชาติ ที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า แต่ เรกูเรเตอร์ยังมีมติทำตามข้อเสนอของรัฐบาลที่ตรึงค่าไฟฟ้า FT ไปจนถึงเดือนสิงหาคมนี้ ทำให้ผลกระทบจะตกอยู่กับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่ยังแบกภาระแทนประชาชนจากการตรึงค่า FT ตั้งแต่ปลายปี 2550 โดยยอดหนี้ปัจจุบันอยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท จากวงเงินเต็ม 2 หมื่นล้านบาท และยังมีภาระค่าดอกเบี้ยอีก 2 พันล้านบาท
money news update**********
07/01/53
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ปิดพุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุดในรอบ 14 เดือน

Posted on Thursday, January 07, 2010
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์ก ส่งมอบเดือน ก.พ. ปรับเพิ่มขึ้นถึง 1.41 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 83.18 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ปัจจัยบวกที่มีผลต่อราคาน้ำมัน

- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโร มาอยู่ที่ 1.4408 ดอลลาร์สหรัฐต่อยูโร หลังจากรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ระบุว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มนโยบายใหม่ ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจยังคงไม่ฟื้นตัว ซึ่ง FED น่าจะยังคงรักษาอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำ

- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง ส่งผลให้นักลงทุนหันมาเก็งกำไรในตลาดน้ำมันและทองคำมากขึ้น โดยล่าสุดราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2551 ในขณะที่ราคาทองคำก็ปรับสูงขึ้นเช่นกัน มาอยู่ที่ 1,136.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

- จากสภาพอากาศที่หนาวเย็นทั้งในเอเชียเหนือ ยุโรปและสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการน้ำมันให้เพิ่มขึ้น

- ดัชนีภาคการบริการ (ISM-non- manufacturing index) เดือน ธ.ค. ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 50.1 จากเดือน พ.ย.ที่อยู่ที่ 48.7 ซึ่งการที่ดัชนีมากกว่า 50 ถือว่าภาคการบริการขยายตัวแล้ว

- จากรายงานสถานการณ์ตลาดแรงงาน (ADP Employment) พบว่าภาคเอชนมีการปลดพนักงานลดลงจากเดือน พ.ย. ที่อยู่ที่ 145,000 คน มาอยู่ที่ 84,000 คนในเดือน ธ.ค.

ปัจจัยลบที่มีผลต่อราคาน้ำมัน

- การประกาศตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์ สิ้นสุดวันที่ 1 ม.ค. 53 ปรับเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านบาร์เรล สวนทางจากการคาดการณ์ว่าจะปรับลดลง เนื่องจากการนำเข้าน้ำมันดิบที่มากขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ประกอบกับโรงกลั่นต่างๆลดกำลังการผลิตลดลงตามค่าการกลั่นที่ยังอยู่ในระดับต่ำ

ปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง เพิ่มขึ้น 1.3 ล้านบาร์เรล
ปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลัง เพิ่มขึ้น 3.7 ล้านบาร์เรล
ปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลัง ลดลง 0.3 ล้านบาร์เรล

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ตลาดลอนดอน ส่งมอบเดือน ก.พ. ปรับเพิ่มขึ้น 1.30 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 81.89 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันดิบดูไบ ตลาดสิงคโปร์ ปรับเพิ่มขึ้น 0.05 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 79.67 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

- สนับสนุนข้อมูลโดย บมจ. ไทยออยล์ -

***********
06/01/53
จับสัญญาณราคาน้ำมันปี 53
ทอแสง ไชยประวัติ ผู้จัดการแผนกวางแผนการพาณิชย์ บมจ.ไทยออยล์ กล่าวว่า ราคาน้ำมันดิบในปี 2552 เคลื่อนไหวจาก 45 เหรียญต่อบาเรลตอนต้นปีมาอยู่ที่ 80 เหรียญตอนปลายปี หรือเพิ่มขึ้นถึง 78% ส่วนในปี 2553 คาดว่า ราคาน้ำมันจะเคลื่อนไหวในช่วงราคาระหว่าง 70 – 90 เหรียญ และมีความผันผวนน้อยกว่าปีที่แล้ว โดยราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นในระยะนี้จนล่าสุด (5 ม.ค. 53) อยู่ที่ 81.77 เหรียญต่อบาเรลเป็นผลมาจากอากาศที่หนาวทั้งในยุโรป สหรัฐฯ และจีนทำให้ความต้องการใช้น้ำมันทำความร้อนเพิ่มขึ้น และเงินดอลลาร์สหรัฐฯก็อ่อนค่าลงอีก ประกอบกับยังคงมีแรงเก็งกำไรเข้ามา ทั้งนี้ทอแสงกล่าวว่า หากไม่มีการเก็งกำไรเข้ามาเกี่ยวข้อง ราคาน้ำมันจะอยู่ที่กว่า 70 เหรียญเท่านั้น และมีความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันจะขึ้นไปถึง 90 เหรียญ

อย่างไรก็ตาม ทอแสงเชื่อว่า หากราคาน้ำมันสูงเกินไปกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) จะเริ่มส่งสัญญาณ เช่น อาจเพิ่มกำลังการผลิต เพราะ OPEC ไม่ต้องการให้ราคาน้ำมันสูงหรือผันผวนจนเกินไป เพราะหากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงจะไม่เป็นผลดีต่อ OPEC ในระยะยาว เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันจะลดลง

นอกจากนี้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า มีความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันจะขึ้นไปแตะ 100 เหรียญต่อบาเรล หากเศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัวดี และความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นจนเริ่มตึงตัวเหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2551 เนื่องจากการลงทุนหาแหล่งน้ำมันใหม่ ๆ ทำได้ยากขึ้นในปัจจุบัน
hard topic**********
04/01/53
กฟผ.สรุปภาพรวมการใช้ไฟฟ้าปี 52
Monday, 04 January 2010 16:06
นายวิรัช กาญจนพิบูลย์ รองผู้ว่าการกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า การใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยในปี 2552 คิดเป็นพลังงานไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 145,233 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้นจากปี 2551 เล็กน้อยประมาณ 5.5 ล้านหน่วย หรือร้อยละ 0.004 ซึ่งนับเป็นสัญญาณด้านบวกสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

ภายหลังจากที่สถิติการใช้ไฟฟ้าในช่วงต้นปีปรับลดลง โดยเฉพาะในเดือนมกราคม 2552 ลดลงสูงสุดถึงร้อยละ 13 เนื่องจากภาคธุรกิจไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม สถิติการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม 2552 และเป็นบวกมาอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนธันวาคม 2552 การใช้ไฟฟ้าปรับสูงขึ้นกว่าเดือนธันวาคม 2551 ถึงร้อยละ 16 จึงทำให้ภาพรวมการใช้ไฟฟ้าของประเทศในปี 2552 ปรับเพิ่มขึ้น
stock wave
**********
04/01/53
ราคาน้ำมันแรงข้ามปี โอเปคเร่งตุนเกินโควต้า

ข้ามสู่ศักราชใหม่ นักลงทุนยังต้องจับตาสถานการณ์ราคาน้ำมันกันอย่างใกล้ชิด หลังจากปิดบวกทำสถิติสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ที่ตลาดนิวยอร์ก และส่งผลให้ทั้งปี 2552 ที่เพิ่งสิ้นสุดลง กลายเป็นปีที่ราคาน้ำมันสามารถบวกขึ้นได้แรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2542 โดยมีปัจจัยเรื่องภูมิอากาศที่หนาวเย็นในช่วงส่งท้ายปีเป็นตัวเร่งดันให้ต้นทุนน้ำมันขยับขึ้น

สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงาน (EIA) ประกาศในวันทำการสุดท้ายของปี 2552 ว่า ตัวเลขสำรองน้ำมันดิบร่วงลง 1.5 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2552 ขณะที่ American Petroleum Institute (API) รายงานว่า ระดับสำรองน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 1.7 ล้านบาร์เรล

ราคาน้ำมันเคลื่อนไหวในทิศทางบวก นับตั้งแต่กลุ่มโอเปคมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่เปลี่ยนแปลงเพดานการผลิตน้ำมัน เนื่องจากพอใจที่ระดับราคาในตอนนี้ ขณะกำหนดการประชุมโอเปคในครั้งต่อไปจะมีขึ้นในวันที่ 17 มี.ค.

ประธานโอเปคมีความเห็นว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในอัตราที่เร่งตัวขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของตลาดเอเชีย แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีคำเตือนออกมาด้วยว่า ภาคการเงินทั่วโลกยังอยู่ในสภาวะที่มีความไม่แน่นอน เช่นเดียวกับตลาดแรงงานที่มีอัตราการว่างงานยืนอยู่ในระดับสูง นอกจากนั้น ความกังวลยังมุ่งไปที่เรื่องรัฐบาลในหลายประเทศอาจถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วกว่าที่ควร

นาย Joseph Stiglitz นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลและเป็นศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มองว่า สหรัฐจำเป็นที่จะต้องเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่ 2 เมื่อดูจากการที่เศรษฐกิจสหรัฐยังคงเปราะบางและมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับมาตรการสนับสนุนจากรัฐบาลต่อไป

ผลสำรวจของสำนักข่าว Bloomberg ล่าสุดชี้ว่า กลุ่มประเทศโอเปคปรับเพิ่มการผลิตในเดือนธันวาคม ไปสู่ระดับสูงที่สุดของปี เมื่อบรรดาประเทศสมาชิกต่างหาประโยชน์จากสภาวะราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น บริษัทน้ำมัน นักวิเคราะห์ รวมถึงผู้ผลิตในการสำรวจครั้งนี้ เชื่อว่าปริมาณการผลิตจะเฉลี่ยอยู่ที่ 28.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้น 65,000 บาร์เรลนับจากเดือนพฤศจิกายน ขณะ 11 ประเทศที่อยู่ภายใต้ระบบโควต้า ยกเว้นอิรัก ใช้กำลังการผลิต 26.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมากกว่าโควต้าที่ตัวเองได้รับถึง 1.77 ล้านบาร์เรล
money wake up***********
29/12/52
ไทยออยล์คาดปีหน้าเก็งกำไรราคาน้ำมัน
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
"ไทยออยล์" คาดราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี53 อยู่ที่ประมาณ 75 ดอลลาร์/บาร์เรล การเก็งกำไรจะกลับมาเพิ่มขึ้น แต่ยอมรับค่าการกลั่นยังคงต่ำ
บมจ.ไทยออยล์ รายงานว่า จากผลพวงจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วยเช่นกัน โดยในปี 2552 เศรษฐกิจไทยหดตัวลงมากถึงร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้การใช้น้ำมันสำเร็จรูปรวมในประเทศชะลอตัวลง โดยเฉพาะปริมาณการใช้น้ำมันอากาศยานปรับตัวลดลงถึงร้อยละ 6 เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศและปัญหาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวปรับลดลง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับปี 2551 ปริมาณการใช้น้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล ได้ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 และร้อยละ 2.8 ตามลำดับ เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับลดลงมากในช่วงต้นปี ขณะที่ก๊าซปิโตรเลียมเหลวมีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ส่งผลให้ต้องมีการนำเข้าก๊าซปิโตรเลียมเหลวเพิ่มขึ้น

ส่วนเศรษฐกิจโลกในปี 2553 คาดว่า มีโอกาสขยายตัวอย่างช้า ๆ ประมาณร้อยละ 3 โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วจะขยายตัวที่ประมาณร้อยละ 1.25 ในขณะที่ประเทศที่กำลังพัฒนา นำโดยจีน และอินเดีย จะเติบโตในอัตราที่เร็วกว่าที่ประมาณร้อยละ 5 โดยเชื่อว่าภาคการเงินทั่วโลกยังคงมีความเสี่ยงอยู่ เนื่องจากภาคธนาคารยังต้องจัดการกับหนี้เสียอีกจำนวนมาก

ไทยออยล์ คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบในปี 2553 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 75 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปรับสูงขึ้นจากราคาเฉลี่ยในปี 2552 ที่ประมาณ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากความต้องการใช้น้ำมันของโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณน้ำมันคงคลังทั่วโลกที่อยู่ในระดับสูงตลอดปี 2552 เริ่มปรับลดลง โดยการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบน่าจะยังคงผันผวน ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยสำคัญดังต่อไปนี้

ในขณะที่การใช้น้ำมันของโลกในปี 2553 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยสำนักงานพลังงานสากลประมาณการความต้องการใช้น้ำมันของโลกในปี 2553 จะอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 86.32 ล้านบาร์เรลต่อวัน ปรับเพิ่มขึ้น 1.47 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปี 2552 โดยส่วนใหญ่มาจากประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น จีน อินเดีย และตะวันออกกลาง ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันของสหรัฐ และยุโรป แม้ว่าจะกลับมาขยายตัวอีกครั้ง แต่ก็ปรับเพิ่มขึ้นไม่มากนักและยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี กว่าความต้องการใช้จะกลับมาสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจอีกครั้ง

ส่วนกำลังการผลิตน้ำมันของโรงกลั่นน้ำมันในภูมิภาคจะปรับเพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หลังจากที่ปรับเพิ่มขึ้นไปแล้วมากถึง 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2552 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากจีนและอินเดีย จะกดดันให้โรงกลั่นในภูมิภาค รวมทั้งในยุโรปและสหรัฐ ที่เป็นโรงกลั่นที่มีค่าใช้จ่ายสูง ไม่ทันสมัยและไม่ครบวงจร อาจจะต้องปรับลดการผลิตลงอย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่โรงกลั่นที่ไม่มีกำไรอาจจะต้องปิดตัวไปอย่างถาวร ดังที่เริ่มเห็นตัวอย่างบ้างแล้วในสหรัฐ ที่มีโรงกลั่นปิดตัวลดงไปจากภาวะขาดทุนสะสมในช่วงปลายปี 2552 ไทยออยล์คาดว่า สถานการณ์การผลิตของโรงกลั่นในปี 2553 น่าจะปรับตัวดีขึ้นจากปี 2552 หลังจากที่ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกปรับสูงขึ้นและอุปทานส่วนเกินน่าจะปรับลดลงจากการลดกำลังการผลิตของโรงกลั่นที่ไม่คุ้มทุน

ไทยออยล์ระบุด้วยว่านักลงทุนจะยังคงเคลื่อนย้ายเงินลงทุนมายังตลาดน้ำมันเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพคล่องในตลาดที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือจากการอัดฉีดเงินจำนวนมากเข้าสู่ระบบเงินโดยรัฐบาลทั่วโลก ในขณะที่ภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) ยังคงเปราะบาง ทำให้นักลงทุนยังไม่กล้านำเงินเข้าไปลงทุนซื้อสินทรัพย์ถาวร รวมทั้งนักลงทุนยังคงมีความอ่อนไหวต่อข่าวการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกซึ่งจะส่งผลให้การเคลื่อนย้ายเงินในตลาดเงิน ตลาดหุ้นและตลาดน้ำมัน มีมากขึ้น

นอกจากนี้ ค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2553 มีแนวโน้มอ่อนค่า จะเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลให้มีการลงทุนในตลาดน้ำมันเพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการอ่อนค่าของเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ และเงินเฟ้อ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ จะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในปี 2553 มีความผันผวนมากขึ้น โดยเชื่อว่า มาตรการของรัฐบาลสหรัฐ ในการป้องกันการเก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์จะยังไม่สามารถป้องกันการเก็งกำไรของนักลงทุนได้

ส่วนเศรษฐกิจไทยในปี 2553 ที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นหลายฝ่ายคาดเศรษฐกิจไทยจะเติบโตร้อยละ 3.3 จึงคาดการณ์ว่าการใช้น้ำมันสำเร็จรูปโดยรวมในประเทศ ในปี 2553 จะปรับเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2 จากปี 2552 โดยความต้องการใช้น้ำมันอากาศยานจะปรับตัวสูงขึ้นมาก หลังจากหดตัวมากถึงร้อยละ 6 ในปี 2552 ส่วนการใช้ก๊าซหุงต้มก็คาดว่าน่าจะยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากนโยบายภาครัฐที่ยังคงตรึงราคาก๊าซหุงต้มต่อไป

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยก็ยังคงมีปัจจัยเสี่ยง หากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้และการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วหรือมากกว่าที่คาดไว้ รวมถึงความไม่สงบทางการเมืองในประเทศที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนรวมทั้งธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศด้วย

ด้านปริมาณการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน จากการขยายกำลังการผลิตของโรงกลั่นในประเทศในปี 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งจะส่งผลให้การแข่งขันในตลาดในประเทศทวีความรุนแรงขึ้น ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์อะโรมาติกส์ในปี 2553 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

โดยไทยออยล์คาดว่า ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์อะโรมาติกส์น่าจะขยายตัวได้ในอัตราร้อยละ 3 ถึง 5 เนื่องจากผลิตภัณฑ์อะโรมาติกส์เป็นผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้ในการผลิตสินค้าอุปโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ได้แก่ สิ่งทอ บรรจุภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมรถยนต์และอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จะส่งผลให้การผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้นด้วย

ส่วนด้านอุปทานของโรงอะโรมาติกส์ในภูมิภาคมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นในปี 2553 หลังจากที่มีโรงอะโรมาติกส์ใหม่ในภูมิภาคได้เปิดดำเนินการไปแล้วในปี 2552 นอกจากนี้ มีโรงอะโรมาติกส์อีก 2 แห่ง ในประเทศจีนและตะวันออกกลางที่จะเริ่มเปิดดำเนินการในปี 2553 ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอุปทานในตลาดมากขึ้นและจะส่งผลกดดันราคาอะโรมาติกส์ในปี 2553 และทำให้อัตรากำลังการผลิตของโรงอะโรมาติกส์ในภูมิภาคโดยรวมปรับลดลง

อย่างไรก็ตาม ราคาอะโรมาติกส์อาจจะได้รับแรงสนับสนุนและปรับตัวสูงขึ้นได้ หากโรงอะโรมาติกส์ใหม่เลื่อนการเปิดดำเนินการออกไป รวมทั้งปัญหาวัตถุดิบตั้งต้นไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ถ้าโรงกลั่นน้ำมันยังคงกำลังการผลิตไว้ที่ระดับต่ำ ประกอบกับโรงโอลิฟินส์ที่ใช้แนฟทาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นลดการผลิตลง เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับโรงโอลิฟินส์ในแถบตะวันออกกลางที่ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าว อาจจะส่งผลให้การผลิตผลิตภัณฑ์อะโรมาติกส์ต้องปรับลดลง ด้วยสาเหตุที่วัตถุดิบตั้งต้นไม่เพียงพอ ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาอะโรมาติกส์ดีดกลับมาได้ในช่วงกลางปี 2553

นายสุรงค์ บูลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไทยออยล์ กล่าวว่า จากการแข่งขันที่มีสูงขึ้นในปี 2553 บริษัทฯ ได้วางแผนที่หาตลาดใหม่ ๆ โดยการขยายฐานลูกค้า โดยครอบคลุมลูกค้าที่เป็นผู้ใช้โดยตรงด้วย โดยบริษัทฯ มีความได้เปรียบคู่แข่งในด้านการเป็นโรงกลั่นแบบครบวงจร ทำให้มีความแน่นอนในการที่จะสามารถผลิตผลิตภัณฑ์อะโรมาติกส์ได้ตามข้อตกลงของลูกค้า ในขณะเดียวกันกลุ่ม ปตท.ก็ได้วางแผนในการจัดหาน้ำมันดิบราคาถูกเพื่อลดต้นทุนร่วมกันด้วย
krungthepturakij

********
29/12/52
ถ่านหินลุ้นแตะ85ดอลล์
ถ่านหินสัญญาณฟื้นตัว หลังจีนนำเข้าสูงถึง 483% เพิ่มจากปีก่อนเป็น 12.65 ล้านตัน หวังตุนไว้ผลิตไฟฟ้า บวกอากาศหนาวผิดปกติ เซียนหุ้นฉายภาพธุรกิจ 1-2 ปีนี้ราคา-ปริมาณถ่าหนินตรึงตัว คาดปี 53 ราคาถ่านหิน 84.8 ดอลล์ หนุนมีแรงเก็งกำไร BANPU จาการปรับตัวถ่านหินทุก 5 ดอลล์ กำไรเพิ่ม 6.8% แนะ ซื้อŽ เป้า 688 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนวโน้มราคาถ่านหินสัปดาห์นี้ คาดปรับตัวเพิ่มขึ้นตามทิศทางการฟื้นตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และและความต้องการใช้ถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในจีน จากการที่หลายพื้นที่ประสบปัญหาสภาพอากาศที่หนาวเย็นผิดปกติ
ล่าสุดจีนรายงานการนำเข้าถ่านหินเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 12.65 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 13.6% จากเดือนก่อน แต่เพิ่มขึ้น 483.1% จากปีก่อน
ขณะที่สัญญาล่วงหน้า 1 เดือนถ่านหิน ในตลาด API ไม่มีรายงาน สำหรับราคาถ่านหินใน BJI สัปดาห์ที่ผ่านมา ปิดที่ระดับ 80.65 เหรียญสหรัญ เพิ่มขึ้น 0.10 เหรียญสหรับ/ตันและยังปรับขึ้นต่อหลังจากลดลงครั้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
www.thunhoon.com
********
29/12/52
กพช. วางแผนจัดหาก๊าซธรรมชาติถึงปี 2558 รองรับภาคไฟฟ้า-อุตสาหกรรม-ขนส่ง เติบโต
ที่ประชุม กพช. เห็นชอบแผนจัดหาก๊าซธรรมชาติปี 2552 — 2558 เพื่อรองรับความต้องการที่ขยายตัวทั้งภาคไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรมและภาคการขนส่ง พร้อมเห็นชอบสัญญาซื้อขายก๊าซฯ จากแหล่งซอติก้าของพม่า และร่างเอ็มโอยูรับซื้อไฟฟ้าโครงการน้ำงึม 3
นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลัง การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 52 ว่า ที่ประชุม กพช. เห็นชอบแผนการจัดหาก๊าซธรรมชาติปี 2552 — 2558 เพื่อรองรับความต้องการก๊าซธรรมชาติที่จะเพิ่มขึ้นทั้งภาคการไฟฟ้าตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2551 — 2564 (PDP 2007 : ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2) ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และ โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ตามการคาดการณ์ปริมาณความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติของประเทศหลังวิกฤตเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ คาดว่าความต้องการก๊าซธรรมชาติของไทยจะอยู่ที่ระดับประมาณ 5,142 ล้านลบ.ฟุตต่อวันในปี 2558 โดยประมาณการจากโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่จะเข้าระบบในปี 2552 — 2558 ตามแผน PDP 2007 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 จำนวนประมาณ 6,890 เมกะวัตต์ รวมถึงแผนการขยายการใช้ก๊าซธรรมชาติทั้งในภาคอุตสาหกรรม (อัตราเติบโตเฉลี่ย 11%ต่อปี) ภาคการขนส่ง (อัตราเติบโตเฉลี่ย 23%ต่อปี) และการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 6 รวมทั้งการก่อสร้างโรงแยกก๊าซอีเทนของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งในการดำเนินการจัดหาก๊าซธรรมชาตินั้น ปตท.เตรียมแผนการจัดหา ก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมจากอ่าวไทย และการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงมีแผนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)

สำหรับการจัดหาก๊าซธรรมชาติในระยะยาวปี 2559 — 2564 จะวางแผนให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยหรือแผน PDP ฉบับใหม่ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาทบทวน

นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ได้เห็นชอบลงนามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแหล่งซอติก้า จากประเทศสหภาพพม่า โดยแหล่งซอติก้าตั้งอยู่ในแปลง M9 และ M11 ในอ่าวเมาะตะมะ สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติในเชิงพาณิชย์ได้ประมาณ 300 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นการจำหน่ายภายในสหภาพพม่าประมาณ 60 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน และเป็นสัญญาซื้อขายกับไทยในปริมาณที่เหลือ 240 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน โดยจะพัฒนาและพร้อมผลิตก๊าซธรรมชาติได้ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นไป

ที่ประชุมฯ ยังเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) การรับซื้อไฟฟ้าโครงการน้ำงึม 3 จากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ซึ่งมีกำลังการผลิตติดตั้ง 440 เมกะวัตต์ โดยได้มอบหมายให้ กฟผ. นำร่าง MOU ที่ได้รับความเห็นชอบไปลงนามร่วมกับผู้ลงทุนต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุม กพช. ได้เห็นชอบแนวทางการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าโดยให้คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี ยังคงบริหารงานกองทุนฯ ต่อไปได้อีกระยะหนึ่งจนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ตามระเบียบการนำส่งเงินและการใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้า

สำหรับการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าขณะนี้อยู่ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านไปอยู่ภายใต้กองทุนพัฒนาไฟฟ้าซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างระเบียบกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2553
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)
*********
29/12/52
PTTประเมินปี 53 ค่าการกลั่น 1-2เหรียญ/บาร์เรล ห่วงธุรกิจโรงกลั่นอยู่ยาก

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ปตท.(PTT) ประเมินว่าค่าการกลั่นในปี 53 จะอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณ 1-2 เหรียญ/บาร์เรล ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มอุตสาหกรรมโรงกลั่นที่อยู่นช่วงขาลง ประกอบกับจะมีโรงกลั่นขนาดใหญ่เพิ่มเข้ามาทั้งที่อินเดียและจีน แม้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวและทำให้ความตอ้งการใช้น้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น
"ค่าการกลั่นต่ำกว่า 2 เหรียญ ธุรกิจโรงกลั่นก็เจ๊งแล้ว ได้แต่หวังว่าถ้าเศรษฐกิจฟื้นตัว ความต้องการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้น โรงกลั่นก็อาจจะไม่แย่มากอย่างที่คิดไว้"นายประเสริฐ กล่าว

ทั้งนี้ ในปีหน้าธุรกิจโรงกลั่นของไทยค่อนข้างลำบาก เนื่องจากต้องแข่งขันกับสิงคโปร์ที่มีต้นทุนการขนส่งและต้นทุนน้ำมันดิบต่ำกว่าไทย รวมทั้ง ภาระภาษีก็ต่ำกว่าด้วย ดังนั้น โอกาสการแข่งขันของไทยที่จะสู้กับสิงคโปร์คงยังเป็นเรื่องยาก

สำหรับปี 53 คาดว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะอยู่ที่ระดับ 70-80 เหรียญ/บาร์เรล ซึ่งสูงกว่าปีนี้ที่อยู่ในระดับ 60-70 เหรียญ/บาร์เรล แต่ปีหน้าเชื่อว่ากำลังการผลิตน้ำมันในประเทศจะสูงถึง 9 แสน ถึง 1 ล้านบาร์เรล/วัน แบ่งเป็นการใช้ในประเทศ 7 แสนบาร์เรล/วัน ใช้ในธุรกิจปิโตรเคมี 1 แสนบาร์เรล/วัน และส่งออกประมาณ 1-2 แสนบาร์เรล/วัน

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ข่าวเศรษฐกิจมหภาค 53

12/01/53
BOIเผยปี52ยอดขอส่งเสริมลงทุนสูงสุดรอบ40ปี
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

บีโอไอเผยปี 52 ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุน 7.23 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนนักลงทุนเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย
นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เปิดเผยว่า ปี 2552 มีจำนวนโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 1,573 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุนสูงถึง 723,400 ล้านบาท ซึ่งมากเป็นประวัติการตั้งแต่มีการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยมากกว่า 40 ปี สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีปัจจัยดี ๆ ทำให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศมีความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย แม้ว่าจะอยู่ในช่วงแก้ไขปัญหาการลงทุนในพื้นที่มาบตาพุดก็ตาม

ทั้งนี้คำขอรับส่งเสริมการลงทุนเข้ามาเป็นจำนวนมากในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากมาตรการพิเศษกระตุ้นการลงทุนตามนโยบายปีแห่งการลงทุน พ.ศ. 2551 – 2552 ที่ให้สิทธิประโยชน์เป็นพิเศษแก่กิจการใน 6 กลุ่มอุตสาหกรรม มีกำหนดสิ้นสุดลงในปี 2552 จึงทำให้โครงการลงทุนจำนวนมากยื่นขอรับส่งเสริมเข้ามาในช่วงปลายปีส่งผลให้มูลค่าเงินลงทุนของโครงการที่ขอรับส่งเสริมในปี 2552 สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ตอนช่วงต้นปีที่ 400,000 ล้านบาท ถึง 323,400 ล้านบาท หรือสูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 80

สำหรับอุตสาหกรรมที่มีความสนใจจะเข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด คือ กลุ่มอุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภค 709 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 430,800 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการที่ต้องการลงทุนในด้านพลังงานทดแทน เช่น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม

การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ รองลงมาเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 219 โครงการ มูลค่า 100,900 ล้านบาท ส่วนใหญ่มีความสนใจจะลงทุนในกิจการผลิตชิ้นส่วนฮาร์ด ดิสก์ไดรฟ์ กิจการผลิตแผงวงจรรวม กิจการผลิตชิ้นส่วนกล้องดิจิตอล กิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับรถยนต์ และกิจการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น

ส่วนอันดับ 3 อุตสาหกรรมเกษตรและผลิตผลจากการเกษตร 212 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 66,800 ล้านบาท ส่วนใหญ่มีความสนใจจะลงทุนในกิจการผลิตพลังงานทดแทนจากพืช เช่น เอทานอลและไบโอดีเซล กิจการผลิตอาหารสำเร็จรูป และอาหารแปรรูป และอันดับ 4 อุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วน เครื่องจักร และโลหะ 217 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 55,500 ล้านบาท ส่วนใหญ่มีความสนใจจะลงทุนในกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ทั้งชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ทั่วไปและชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ

โดยโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมในปีที่ผ่านมามีโครงการขนาดใหญ่มูลค่าเงินลงทุนสูงกว่า 1,000 ล้านบาท ถึง 106 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุนถึง 460,300 ล้านบาท แต่กิจการที่ยื่นขอรับส่งเสริมมากที่สุดเป็นกิจการขนาดกลางมูลค่าระหว่าง 20-200 ล้านบาท จำนวน 689 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 52,600 ล้านบาท
krungthepturakij
**********
07/01/53
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดส่งออกปีนี้โต 10.5%

Posted on Thursday, January 07, 2010
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกถึงผลการวิเคราะห์ทิศทาง ปัญหา และอุปสรรค ภาคการค้าระหว่างประเทศของไทยปี 2553 ว่า การส่งออกของไทยในปีนี้ น่าจะขยายตัวได้ 10.5% คิดเป็นมูลค่าการส่งออกรวม 166,907 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวดีขึ้นจากปี 2552 ที่หดตัวลง 15.1% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น โดยคาดว่าจะขยายตัวเป็นบวก 3.1% จากที่ปี 2552 ที่หดตัว 1.1% ซึ่งจะส่งผลดีต่อการค้าโลกที่จะขยายตัวได้ถึง 6% จากที่หดตัว 12.5% ในปีก่อน

ส่วนการนำเข้าในปีนี้จะมีมูลค่า 149,883 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ขยายตัว 14.4% จากที่หดตัว 26.7% ในปี 2552 ตามการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้น โดยอันดับหนึ่ง จะเป็นการนำเข้าสินค้าในกลุ่มเชื้อเพลิงที่มีทิศทางราคาน้ำมันสูงขึ้น รองลงมา คือ กลุ่มสินค้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะเกินดุล 18,474 ล้านดอลลาร์ลดลงจากที่เกินดุล 21,249 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อน

นายอัทธ์บอกด้วยว่า ปัจจัยเสี่ยงการส่งออกในปีนี้ ได้แก่ การลดค่าเงินดองของประเทศเวียดนาม ซึ่งขณะนี้ลดค่าเงินดองลงแล้ว 5% ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย 0.27% และคาดว่าช่วงครึ่งปีหลังของเวียดนามอาจจะลดค่าเงินลงอีก 10% ทำให้กระทบการส่งออกของไทยอีก 0.82% รวมทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีโอกาสแข็งค่าขึ้นอีก เนื่องจากธนาคารกลางประเทศต่างๆลดถือครองดอลลาร์สหรัฐลง โดยคาดว่า ค่าเงินบาทจะแข็งค่าที่แตะระดับ 32.6 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จาก 34.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับสถานการณ์การเมืองที่มีความวุ่นวาย ปัญหาการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่ยังไม่มีความชัดเจน และวิกฤตเศรษฐกิจดูไบ ยังคงเป็นสิ่งที่ผู้ส่งออกยังคงเป็นห่วงที่อาจจะกระทบความมั่นใจการลงทุน
money news update
**********
07/01/53
กระทรวงการคลังสั่งสรรพสามิตเพิ่มเป้ารายได้ 10-15 %

Posted on Thursday, January 07, 2010
นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่า ได้สั่งการให้กรมสรรพสามิตขยายเป้าการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในปีงบประมาณ 2553 เพิ่มขึ้นอีก 10-15 % จากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 2.9 แสนล้านบาท หลังพบว่าการจัดเก็บรายได้ในช่วงไตรมาส 1/53 เกินเป้าถึง 1.5 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ และเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอลล์ที่ขยายตัวค่อนข้างมาก

นพ. พฤฒิชัย เชื่อว่า ภาวะการลงทุนในประเทศจะเริ่มคึกคักขึ้น ขณะเดียวกันราคาพืชผลทางการเกษตรที่สูงขึ้นทำให้เกษตรกรมีรายได้มาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และน่าจะมีส่วนช่วยให้กรมสรรพสามิตสามารถจัดเก็บรายได้สูงขึ้นด้วย แต่ยืนยันว่าในขณะนี้ยังไม่มีนโยบายเปลี่ยนแปลงอัตราหรือวิธีการจัดเก็บภาษีโดยเฉพาะในเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอลล์แต่อย่างใด

นพ.พฤฒิชัยบอกด้วยว่า กรมสรรพสามิตมีแนวคิดแก้ไขกฏเกณฑ์ในการนำเงินรายได้ส่วนหนึ่งของกรมสรรพสามิตที่ให้กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส. ) และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย มาใช้ในการสนับสนุนผู้พิการโดยตรงอีกด้วย
money news update
*********
05/01/53
ดัชนีSMEพ.ย.พุ่งแตะ 50.3รับเศรษฐกิจฟื้น
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
สสว. เผยดัชนีเอสเอ็มอีเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 50.3 ขณะที่คาดการณ์ 3 เดือนเพิ่มเป็น 53.1 รับอานิสงส์เศรษฐกิจฟื้น และเทศกาลจับจ่ายใช้สอย
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเอสเอ็มอี (สสว.) เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคการค้าและบริการ (Trade & Service Sentiment Index : TSSI) ประจำเดือนพฤศจิกายน เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนตุลาคม 2552 พบว่า ดัชนี TSSI SMEs รวมภาคการค้าและบริการ ปรับตัวเพิ่มขึ้นในระดับสูงโดยอยู่ที่ 50.3 จากระดับ 44.4 และเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกภาคธุรกิจ
โดยภาคการค้าส่ง ภาคการค้าปลีก และภาคบริการ ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 47.7 , 50.0 และ 51.3 จากระดับ 43.3 , 43.5 และ 45.7 เช่นเดียวกับความเชื่อมั่นต่อธุรกิจตนเอง ที่ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 48.0 จากระดับ 41.1 ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจประเทศ ค่าดัชนีปรับตัวลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 46.5 จาก 46.9
“ผลการสำรวจในเดือนพฤศจิกายนนี้ พบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นทั้งภาพรวม ความเชื่อมั่นต่อธุรกิจตนเอง รวมทั้งความเชื่อมั่นรายภูมิภาค ทั้งปัจจุบันและคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้นในระดับสูงทั้งหมด สาเหตุสำคัญมาจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศเริ่มมีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว เทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ขณะที่ระดับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศทรงตัวทำให้ผู้ประกอบการคลายความกังวลด้านต้นทุน สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้บรรยากาศการค้า การลงทุน และการบริโภคดีขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นในระดับสูง” นายยุทธศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้เมื่อพิจารณาแยกเป็นประเภทกิจการ พบว่า ภาคการค้าส่ง กิจการค้าส่งสินค้าเกษตร ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ 46.5 จากระดับ 39.7 (เพิ่มขึ้น 6.8) ผลจากสถานการณ์ด้านปริมาณผลผลิตและระดับราคาของผลผลิตการเกษตรที่สำคัญปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา ขณะเดียวกันผู้ประกอบการยังคลายความกังวลต่อสถานการณ์ด้านต้นทุนเนื่องจากระดับราคาน้ำมันทรงตัว
นอกจากนี้การบริโภคในภาพรวมเริ่มมีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับภาคการค้าปลีก กิจการสถานีบริการน้ำมัน มีค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ 52.9 จากระดับ 44.0 (เพิ่มขึ้น 8.9) ผลจากระดับราคาน้ำมันที่ทรงตัว กอรปกับเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว เทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ส่งผลให้เริ่มมีการเดินทางท่องเที่ยวและขนส่งสินค้าเพื่อรองรับความต้องการของประชาชนเพิ่มมากขึ้น
ส่วนภาคบริการ พบว่า บริการท่องเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องโดยเฉพาะร้านอาหารและภัตตาคาร มีค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุด และมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับทุกประเภทธุรกิจที่ทำการสำรวจ โดยอยู่ที่ระดับ 57.5 และ 54.5 จากระดับ 46.0 และ 43.8 (เพิ่มขึ้น 11.5 และ 10.7 ตามลำดับ) ผลจากเริ่มเข้าสู่ช่วง High Season ของภาคการท่องเที่ยว และใกล้ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่
นอกจากนี้รัฐบาลได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบต่างๆ เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มเอเชีย เช่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน

ในส่วนดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า รวมภาคการค้าและบริการ ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นในระดับสูงเช่นกัน โดยอยู่ที่ 53.1 จากระดับ 47.9 และเป็นการเพิ่มขึ้นทุกประเภทกิจการ
โดยภาคการค้าส่ง ภาคการค้าปลีก และภาคบริการ ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 52.9 52.9 และ 53.5 จากระดับ 51.3 46.6 และ 48.0 ตามลำดับ เช่นเดียวกับความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจประเทศและต่อธุรกิจตนเอง ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 55.5 และ 61.0 จากระดับ 53.2 และ 53.3
สำหรับผลสำรวจดัชนีรายภูมิภาคในเดือนพฤศจิกายน เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนตุลาคม พบว่าทุกภูมิภาคมีค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก เป็นภูมิภาคที่ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ 54.0 จากระดับ 34.9 (เพิ่มขึ้น 19.0)
"สาเหตุสำคัญมาจากการที่โรงงานต่างๆ ในเขตนิคมอุตสาหกรรมที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในพื้นที่ดังกล่าว เริ่มมีการจ้างงานเป็นปกติและบางแห่งก็มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น จึงส่งผลให้บรรยากาศการค้าและบริการในพื้นที่ดังกล่าวดีขึ้น"
รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 50.4 จากระดับ 41.0 (เพิ่มขึ้น 9.4) ภาคใต้ ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 50.2 จากระดับ 47.7 (เพิ่มขึ้น 2.5) ภาคเหนือ ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 49.8 จากระดับ 48.0 (เพิ่มขึ้น 1.8) และ กรุงเทพฯ ปริมณฑล ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 48.4 จากระดับ 46.7 (เพิ่มขึ้น 1.7)
“อย่างไรก็ดีความเชื่อมั่นของเดือนพฤศจิกายนที่สะท้อนตัวเลขดีขึ้นมากนี้ อาจจะเป็นการฟื้นตัวในระยะสั้นเนื่องจากอยู่ในช่วงเริ่มฤดูกาลท่องเที่ยว และเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ เพราะปัจจัยที่ผู้ประกอบการเชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อกิจการในระดับสูง ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจของประเทศและอำนาจซื้อของประชาชน รองลงมาคือการหดตัวของความต้องการสินค้าและบริการ การแข่งขันในตลาด ราคาต้นทุนสินค้าและค่าแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น ระดับราคาน้ำมันและค่าขนส่ง และสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ดังนั้นผู้ประกอบการ SMEs จึงต้องการให้รัฐบาลมีมาตรการในการแก้ปัญหาและกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง”
krungthepturakij
*********
04/01/53
กระทรวงพาณิชย์ คาด เงินเฟ้อปีนี้โต 3.-3.5 %

Posted on Monday, January 04, 2010
นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ บอกว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนธันวาคม 2552 เพิ่มขึ้น 3.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 0.1% จากเดือนพฤศจิกายน ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 2552 ติดลบ 0.9 % โดยสาเหตุที่เงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าและราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เช่น ผักสด ไก่สด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนเริ่มมีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และทำให้ไทยพ้นจากการเกิดภาวะเงินฝืดแล้ว รวมทั้งทำให้กำลังซื้อปรับตัวขึ้นเป็นรูปตัว V ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2553 คาดว่า จะยังคงอยู่ในกรอบ 3-3.5 % ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับจีดีพีของประเทศ ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันโลกเฉลี่ยไม่เกิน 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 31-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับเงินเฟ้อพื้นฐานในเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้น 0.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนพฤศจิกายน 2552 ส่งผลให้เงินเฟ้อพื้นฐานทั้งปีขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.3 %

นายยรรยงบอกด้วยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เตรียมเสนอของบประมาณจากคณะรัฐมนตรี 300 ล้านบาท เพื่อต่ออายุโครงการธงฟ้า ชะลอไม่ให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น โดยยอมรับว่า ขณะนี้ราคาวัสดุก่อสร้าง เช่น ปูน เหล็ก สายไฟฟ้า ในไตรมาส 1/53 จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดมายื่นขอปรับขึ้นราคา
money news update
**********
30/12/52
ธปท.เผยเศรษฐกิจเดือนพ.ย.ปรับตัวดีขึ้น
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ธปท.เผยเศรษฐกิจไทยในเดือนพ.ย.ปรับตัวดีขึ้น จากการขยายตัวด้านบริโภคและการลงทุน การบริโภคภาคเอกชนอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนวิกฤติศก.โลก
ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)แถลงภาวะเศรษฐกิจในเดือนพฤศจิกายนปรับตัวดีขึ้นหลังจากชะลอลงเล็กน้อยในเดือนก่อน ตามการขยายตัวของอุปสงค์รวมซึ่งขยายตัวได้ต่อเนื่องทั้งด้านการบริโภคและการลงทุน ส่วนการส่งออกแผ่วลงบ้างเมื่อเทียบกับที่ส่งออกได้ในเดือนก่อนแต่ยังขยายตัวสูงเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน โดยการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวและอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก

แต่การลงทุนภาคเอกชนยังอยู่ในระดับต่ำ การส่งออกสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูง เช่นยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า แผ่วลงบ้างหลังจากขยายตัวในระดับสูงมาหลายเดือน สินค้าเกษตรและน้ำตาลส่งออกได้สูงขึ้นทั้งด้านปริมาณและราคา การเบิกจ่ายของภาครัฐเพิ่มขึ้นหลังจาก พรบ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีผ่านสภาแล้ว การท่องเที่ยวและการจ้างงานปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง

รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนพฤศจิกายน 2552 มีดังนี้
อุปสงค์โดยรวมขยายตัวดี การบริโภคภาคเอกชน กลับมาขยายตัวอีกครั้งหลังจากที่ชะลอลงในเดือนก่อน ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน (PCI) ขยายตัวร้อยละ 4.0 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน โดยการใช้จ่ายในด้านรถยนต์เพิ่มขึ้น ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3

การบริโภคภาคเอกชนปรับที่ตัวดีขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายได้เกษตรกรที่อยู่ในเกณฑ์ดีจากราคาพืชผลที่สูงขึ้น การว่างงานที่ลดลง

ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ และการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน
การลงทุนภาคเอกชน ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤต และการลงทุนส่วนใหญ่ยังเป็นการลงทุนเพื่อทดแทนการเสื่อมสภาพของเครื่องจักรและอุปกรณ์ อีกทั้ง ยังคงมีความเปราะบาง สะท้อนจากการปรับลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือนนี้ และความกังวลต่างๆ ของนักธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งจากต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน ปัญหาการเมืองในประเทศ และปัญหากรณีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

ภาคการคลัง กลับมาเป็นปัจจัยสนับสนุนและมีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากที่ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2553 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 22 ต.ค.2552 ส่งผลให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อน โดยรัฐบาลเปลี่ยนจากเกินดุลเงินสด 6.8 พันล้านบาทในเดือนก่อนเป็นขาดดุลเงินสด 79.0 พันล้านบาท

การส่งออกมีมูลค่า 13,726 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวร้อยละ 17.3 จากระยะเดียวกันปีก่อนส่วนหนึ่งเนื่องจากฐานที่ต่ำในปีก่อน แต่เมื่อเทียบกับเดือนก่อน การส่งออกแผ่วลงบ้างจากการชะลอตัวของการส่งออกสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูงและสินค้าที่ใช้แรงงานในการผลิต ส่วนการส่งออกสินค้าเกษตร และน้ำตาล ขยายตัวสูงขึ้น การนำเข้า ปรับตัวดีขึ้น ทั้งการนำเข้าเพื่อการบริโภค

การลงทุน และการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการผลิตภาคอุตสาหกรรมและอุปสงค์ที่ปรับตัวดีขึ้น โดยในเดือนนี้การนำเข้ามีมูลค่า12,620 ล้านดอลลาร์ สรอ. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 4.7 และเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนหดตัวเพียงร้อยละ 0.3 ลดลงจากเดือนก่อนที่หดตัวร้อยละ 19.0

นักท่องเที่ยวต่างประเทศกลับมาเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ
ที่เป็นตลาดนักท่องเที่ยวหลัก ทั้งจากกลุ่มประเทศเอเชีย โดยเฉพาะจากประเทศจีน และกลุ่มประเทศยุโรป ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ โดยในเดือนพฤศจิกายน 2552 นักท่องเที่ยวต่างประเทศมีจำนวน 1.37 ล้านคนเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 13.1 และอัตราการเข้าพักหลังปรับฤดูกาลอยู่ที่ร้อยละ 53.8 ใกล้เคียงกับเดือนก่อน

ภาคการผลิต ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ขยายตัวร้อยละ 8.9 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน MPI ที่ปรับฤดูกาลแล้วลดลงจากเดือนก่อนเล็กน้อย ตามการชะลอตัวของการผลิตสินค้าที่ได้เร่งผลิตไปในช่วงก่อนหน้า อาทิ เหล็กแผ่นรีดร้อนรีดเย็นและสิ่งทอ

สำหรับการผลิตเพื่อส่งออก เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ Hard Disk Drive ยังคงมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การผลิตเพื่อขายในประเทศ เช่น การผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และเครื่องดื่ม ขยายตัวดีสอดคล้องกับการบริโภคภาคเอกชน

สภาพคล่องในระบบการเงิน เงินฝากของสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นมากจากเดือนก่อน เนื่องจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจระดมเงินฝากเพื่อรองรับการขยายตัวของสินเชื่อตามโครงการภาครัฐ และธนาคารพาณิชย์ออกผลิตภัณฑ์เงินฝากพิเศษมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพื่อรองรับการขยายตัวของสินเชื่อส่วนบุคคล ส่วนสินเชื่อภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 1.8 จากระยะเดียวกันปีก่อน ที่สำคัญเป็นการให้สินเชื่อกับภาคครัวเรือน โดยเฉพาะสินเชื่อรถยนต์ และสินเชื่อที่อยู่อาศัย
เสถียรภาพภายในและต่างประเทศยังคงแข็งแกร่ง แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนพฤศจิกายน 2552 จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9 แต่เป็นผลจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน อัตราการว่างงานลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.1 ต่ำสุดในรอบ 13 เดือน

ดุลการชำระเงินเกินดุลสุทธิ ลดลงจาก 2.9 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ในเดือนก่อนเป็น 2.3 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ในเดือนพฤศจิกายน
krungthepturakij
**********
30/12/52
ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจเดือนพ.ย.ลดลงเล็กน้อย
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ธปท.เผยดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนพ.ย.2552 ลดลง ขณะความเชื่อมั่นใน 3 เดือนข้างหน้าดีขึ้นต่อเนื่องกันเป็นเดือนที่ 7
ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)รายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือน พ.ย.2552 ปรับตัวลดลงอยู่ที่ 49.0 จากระดับ 50.3 ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากการลดลงขององค์ประกอบด้านผลประกอบการและการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ อุตสาหกรรมเหล็ก และอุตสาหกรรมอาหาร หลังจากที่ได้เร่งขึ้นไปแล้วในช่วงก่อนหน้า เพื่อให้ทันการจัดจำหน่ายในช่วงเทศกาลสิ้นปี ในขณะที่แรงกดดันด้านต้นทุนในเดือนนี้ปรับตัวสูงขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน

ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ภาคธุรกิจแสดงความเชื่อมั่นต่อภาวะธุรกิจโดยรวมเพิ่มมากขึ้น สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้าที่ปรับสูงขึ้นอยู่ที่ 54.3 จากระดับ 53.0 ในเดือนก่อนหน้าและสูงกว่าระดับความเชื่อมั่นที่ 50 ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 จากการปรับตัวดีขึ้นขององค์ประกอบเกือบทุกด้าน
krungthepturakij*********
29/12/52
คลังทุบโต๊ะศก.โต3.5%

เศรษฐกิจไทยพ้นน้ำ สศค. ประเมินปี 2552 ติดลบแค่ ลบ 2.8% ปีหน้าบวก 3.5%

นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้เศรษฐกิจมีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดยคาดว่าจีดีพีปี 2553 จะขยายตัว 3.5% ปรับตัวดีขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.3%
“หากสามารถแก้ไขโครงการลงทุนในมาบตาพุดได้ และเบิกจ่ายงบในโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 ได้ 80% หรือประมาณ 2.8 แสนล้านบาท ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มได้เป็น 4%” นายสาธิต กล่าว

สำหรับปี 2552 สศค.คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวติดลบ 2.8% ดีขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนที่ติดลบ 3% เป็นผลมาจากการเร่งรัดใช้จ่ายภาครัฐ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่เร็วกว่าที่คาดไว้ และจะเห็นผลบวกต่อเนื่องไปยังปีหน้า

นายสาธิต กล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจเฉพาะเดือนพ.ย. 2552 มีสัญญาณชัดเจนเป็นบวกทุกด้าน มีมูลค่าการส่งออกเป็นบวกรอบ 1 ปีขยายตัวที่ 17.2% การบริโภคภาคเอกชนจากภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 1 ปี ที่ 7.8%

ขณะที่การลงทุนเอกชนขยายตัวในหมวดก่อสร้างที่ประเมินจากภาษีธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ เป็นบวกในรอบ 7 เดือนขยายตัว 10.7% การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัว 14.2% เป็นระดับที่น่าพอใจ

นอกจากนี้ ปริมาณนักท่องเที่ยวมีถึง 1.4 ล้านคน แม้ว่าจะมีหลายปัจจัยรุมเร้า เช่น ปัญหาเศรษฐกิจการเมืองในประเทศ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มีปัจจัย 6 ด้านที่เกี่ยวข้องกับการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในปี 2553 ประกอบด้วย 1.เศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ซึ่งเริ่มมีสัญญาณบวกตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2552 2.ราคาน้ำมัน มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่ม 3.รายได้ภาคการส่งออกเพิ่มขึ้น 4.ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 5.อัตราดอกเบี้ย ปรับขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และ 6.การเบิกจ่ายงบประมาณตามเป้าหมาย
posttoday**********
25/12/52
กนง.มั่นใจเงินเฟ้อปี'53 อยู่ในกรอบ 2-4%
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
กนง.เผยเงินเฟ้อพุ่งแรง 3-4% ในช่วง 1-2 เดือนสุดท้ายปี"52 จากตลอดทั้งปีติดลบ หลังราคาน้ำมันทะยาน แต่ยังมั่นใจปี"53 อยู่ในกรอบ 2-4%
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินว่า มีโอกาสค่อนข้างมากที่จะเห็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเร่งตัวขึ้นเร็วถึง 3-4% ในช่วงปลายปี 2552 ต่อเนื่องถึงช่วงต้นปี 2553 หลังจากที่ติดลบมาเกือบตลอดทั้งปี 2552 อย่างไรก็ตาม กนง.ประเมินว่าการเร่งตัวขึ้นของอัตราเงินเฟ้อดังกล่าวจะเป็นเรื่องชั่วคราว โดยต่อจากนั้นคาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 2-4%

ทั้งนี้ เงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นไม่ได้สะท้อนแรงกดดันจากการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์จนทำให้ผู้ผลิตปรับราคาสินค้า และบริการขึ้นอย่างกว้างขวาง แต่เป็นผลจากระดับราคาน้ำมันในปัจจุบันที่สูงกว่าราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับสาเหตุที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและชั่วคราว ทั้งๆ ที่ราคาสินค้าและบริการในกลุ่มอื่นอาจไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก และราคาน้ำมันในปัจจุบันก็ไม่ได้สูงมากไปกว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีความผันผวนสูงมาก

ราคาน้ำมันดิบดูไบเดือน ม.ค.2550 เฉลี่ยอยู่ที่ 51.7 ดอลลาร์/บาร์เรล และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงระดับสูงสุดในเดือน ก.ค.51 ที่ 131.3 ดอลลาร์/บาร์เรล ก่อนจะลดลงอย่างรวดเร็วมาเฉลี่ยอยู่ที่ 40.5 ดอลลาร์/บาร์เรล ในเดือนธ.ค.51 หลังจากนั้นได้ปรับสูงขึ้นอีกครั้งจนกระทั่งปัจจุบันในเดือน พ.ย.52 เฉลี่ยอยู่ที่ 77.7 ดอลลาร์/บาร์เรล

ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2553 จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น แต่ในช่วงครึ่งปีแรกจะเป็นผลมาจากมาตรการของภาครัฐเป็นสำคัญ โดยประเมินว่ายังไม่มีแรงกดดันต่อราคาสินค้าที่เกิดจากอุปสงค์ เนื่องจากเศรษฐกิจเพิ่งเริ่มฟื้นตัว โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในช่วงไตรมาสแรกของปี 2553 จะอยู่ในระดับไม่เกิน 1% แต่สูงกว่าขอบล่างของเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่กำหนดไว้ 0.5-3.0%

และเมื่อมาตรการภาครัฐสิ้นสุดลงในเดือนมี.ค.2553 จะทำให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในเดือน เม.ย.2553 เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.5% แม้ว่าราคาสินค้าและบริการที่เคยได้รับการอุดหนุนจะสูงขึ้นสู่ระดับราคาปกติ ทั้งนี้ เป็นเพราะรัฐบาลได้เริ่มทยอยลดการอุดหนุนลงตั้งแต่ต้นปี 2553

ส่วนในเดือน พ.ค.2553 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2% เนื่องจากผลของนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อในปี 2552 ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหมดลง เพราะดำเนินมาครบรอบ 1 ปี ทำให้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาสินค้าและบริการ

ส่วนครึ่งหลังของปี 2553 แนวโน้มเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวดีขึ้นต่อเนื่อง อาจสร้างแรงกดดันต่อราคาสินค้าเพิ่มมากขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานน่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 2-3%

สำหรับแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น กนง.จะพิจารณาอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นสำคัญ เพราะเป็นเครื่องสะท้อนแรงกดดันต่อราคาสินค้าที่เกิดจากอุปสงค์ได้ดีกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป

นอกจากนี้ ยังพิจารณาถึงตัวแปรทางเศรษฐกิจอื่นประกอบไปด้วย เช่น แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ, แนวโน้มการบริโภคและการลงทุนของทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ, ภาวะการจ้างงาน และอัตราการใช้กำลังการผลิต และความไม่สมดุลทางการเงินในด้านต่างๆ

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการฟื้นตัว จึงยังไม่มีแรงกดดันต่อเสถียรภาพด้านราคาในขณะนี้ แต่แรงกดดันจะมีมากขึ้นเป็นลำดับสอดคล้องกับประมาณการอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น และคาดว่าจะอยู่ประมาณค่ากลางของช่วงเป้าหมายเงินเฟ้อในปี 2553 แต่ในระยะต่อไปเมื่อเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวได้แข็งแกร่งขึ้น อาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและทำให้มีการขึ้นราคาสินค้าและบริการอย่างกว้างขวาง ซึ่ง กนง.จะประเมินแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมต่อไป
krungthepturakij
********
ข่าวเศรษฐกิจมหภาค 2