29/12/52
น้ำมันดีเซล53ไม่เกิน30บ.
พลังงานมองปีหน้าน้ำมันยืน 70-80 ดอลล์ เชื่อราคาน้ำดีเซลไม่เกิน 30 บาท/ลิตร ฝากผู้บริหาร PTT ประเสริฐ บุญยสัมพันธ์ มองปีหน้าค่าการกลั่นต่ำ 1-2 ดอลล์ เหตุอุตสาหกรรมโรงกลั่นถึงรอบขาลง หลังเศรษฐกิจฟื้นตัว เอื้อธุรกิจได้ ส่วนแนวโน้มราคาน้ำมันคาดแกว่งตัว 70-80 ดอลล์
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าว่า ในปี 2553 ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะเฉลี่ยอยู่ที่ 70-80 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศปี 2553 เฉลี่ยอยู่ที่ไม่เกินลิตรละ 30 บาท
ทั้งนี้ภายใต้สมมุติฐานหากเศรษฐกิจของไทยขยายตัวอยู่ที่ 3-4% คาดการณ์ความต้องการใช้พลังงานจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีนี้ 3.8%, น้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 1.7%, ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 5.1%, ถ่านหินเพิ่มขึ้น 2.9%, ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 4%
สำหรับผลงานในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ การประกาศตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2553, การตรึงราคาค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) และการตรึงราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับการขนส่ง (เอ็นจีวี) ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานพิจารณาเรื่องราคาที่เหมาะสมหลังครบกำหนด
ส่วนการจ่ายหนี้ชดเชยจากการตรึงราคาก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวีให้กับ บมจ.ปตท.(PTT) ที่ยังค้างอยู่จำนวน 3 พันล้านบาทนั้น กระทรวงพลังงานพยายามที่จะชำระหนี้ให้ครบภายในปี 2553 ส่วนหนี้ที่เกิดในปี 52 จำนวน 2 พันล้านบาทได้ทยอยชำระหนี้ไปตามจริง
สำหรับปริมาณการใช้พลังงานของประเทศในปี 2552 อยู่ที่ 1.65 ล้านบาร์เรล/วัน (เทียบเท่าน้ำมันดิบ) ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.1% จากปี 2551 หรือคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 1.54 ล้านล้านบาท ลดลง 7.5% จากปี 2551 ส่วนการใช้แอลพีจีอยู่ที่ 5.15 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 7.2% จากปี 2551
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ปตท.(PTT) ประเมินว่า ค่าการกลั่นในปี 2553 จะอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณ 1-2 เหรียญ/บาร์เรล ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มอุตสาหกรรมโรงกลั่นที่อยู่นช่วงขาลง ประกอบกับจะมีโรงกลั่นขนาดใหญ่เพิ่มเข้ามาทั้งที่อินเดียและจีน แม้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวและทำให้ความต้องการใช้น้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น
ค่าการกลั่นต่ำกว่า 2 เหรียญ ธุรกิจโรงกลั่นก็เจ๊งแล้ว ได้แต่หวังว่าถ้าเศรษฐกิจฟื้นตัว ความต้องการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้น โรงกลั่นก็อาจจะไม่แย่มากอย่างที่คิดไว้นายประเสริฐ กล่าว
ทั้งนี้ ในปีหน้าธุรกิจโรงกลั่นของไทยค่อนข้างลำบาก เนื่องจากต้องแข่งขันกับสิงคโปร์ที่มีต้นทุนการขนส่งและต้นทุนน้ำมันดิบต่ำกว่าไทย รวมทั้ง ภาระภาษีก็ต่ำกว่าด้วย ดังนั้น โอกาสการแข่งขันของไทยที่จะสู้กับสิงคโปร์คงยังเป็นเรื่องยาก
สำหรับปี 2553 คาดว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะอยู่ที่ระดับ 70-80 เหรียญ/บาร์เรล ซึ่งสูงกว่าปีนี้ที่อยู่ในระดับ 60-70 เหรียญ/บาร์เรล แต่ปีหน้าเชื่อว่ากำลังการผลิตน้ำมันในประเทศจะสูงถึง 9 แสน ถึง 1 ล้านบาร์เรล/วัน แบ่งเป็นการใช้ในประเทศ 7 แสนบาร์เรล/วัน ใช้ในธุรกิจปิโตรเคมี 1 แสนบาร์เรล/วัน และส่งออกประมาณ 1-2 แสนบาร์เรล/วัน
www.thunhoon.com**********
28/12/52
ยักษ์โรงกลั่นน้ำมันญี่ปุ่นเดินหน้าลดกำลังการผลิต
ในยามที่ราคาน้ำมันยังเป็นปัจจัยท้าทายของเศรษฐกิจโลกในปีหน้า ก็มีรายงานมาจากทางฝั่งบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ในญี่ปุ่น อย่าง Nippon Oil และ Nippon Mining Holdings ที่มีแผนจะควบรวมกันในเดือนเมษายนหน้านี้ว่า บริษัทจะหยุดการผลิตในโรงกลั่นน้ำมัน 3 แห่ง รวมถึงลดกำลังการผลิตลงอีก 1 แห่ง ภายในเดือนมีนาคมปี 2554 ตามสภาวะความต้องการพลังงานในประเทศที่ยังอ่อนแออยู่ในขณะนี้
ในแถลงการณ์ระบุว่า Nippon Oil จะปิดสายการผลิตน้ำมันดิบที่โรงงาน 3 แห่งในญี่ปุ่น ที่มีกำลังการผลิตรวม 204,000 บาร์เรลต่อวัน ขณะ Nippon Mining จะปรับลดกำลังการผลิตที่โรงงานในเมืองคาชิม่า ใกล้ๆ กับกรุงโตเกียว
การปรับลดครั้งนี้คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ซึ่งทั้งสองบริษัทมีเป้าที่จะหั่นกำลังการผลิตลงให้ได้ถึง 600,000 บาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของกำลังการผลิตทั้งหมดภายในเดือนมีนาคม ปี 2558 เพื่อหวังประหยัดเงินให้ได้ 100,000 ล้านเยน หรือประมาณ 1,100 ล้านเหรียญต่อปี
ก่อนหน้านี้ ทางด้านกระทรวงการค้าของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างประชากรของประเทศ ที่กำลังเผชิญจำนวนผู้สูงอายุที่มากขึ้น รวมถึงกระแสการอนุรักษ์พลังงาน ส่งผลให้ระดับความต้องการพลังงานในประเทศลดน้อยลง ขณะเดียวกัน ก็ทำให้เกิดกำลังการกลั่นน้ำมันส่วนเกินถึงกว่า 1 ใน 3 เลยทีเดียว
หันไปดูความเคลื่อนไหวที่อาจกระทบต่อราคาน้ำมันจากประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่มโอเปค อย่าง คูเวต โดยล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศปิดโรงกลั่นน้ำมันชูไอบา (Shuaiba) เป็นเวลา 4 วัน เนื่องจากเกิดปัญหาทางเทคนิคเกี่ยวกับระบบไอน้ำแรงดันสูง แม้จะมีการยืนยันว่าเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันในครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันอย่างแน่นอน
เจ้าหน้าที่ของบริษัท คูเวต เนชั่นแนล ปิโตรเลียม คอมพานี หรือ KNPC ซึ่งเป็นของรัฐบาล ออกมาให้ความมั่นใจว่า การปิดโรงกลั่นที่มีกำลังการผลิต 200,000 บาร์เรลต่อวันในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการทางด้านความปลอดภัย และจะไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันและลูกค้าของบริษัทแต่อย่างใด
money wake up
***********
24/12/52
ผลสำรวจชี้ดีลควบรวมธุรกิจพลังงาน-การเงินมาแรงปี 2553
แม้แนวโน้มเศรษฐกิจจะดูดีขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าภาคธุรกิจจะฝากความหวังไว้แค่เพียงการรอให้ความต้องการสินค้ากลับมาขยายตัวได้เองอีกครั้ง ดังนั้น หลายๆ บริษัทในตอนนี้จึงพยายามงัดเอากลยุทธ์ต่างๆ เพื่อหวังให้รอดผ่านพ้นปี 2553 ที่กำลังคืบเข้ามาพร้อมกับความท้าทายใหม่ๆ ให้ได้ และหนึ่งในวิธีการที่จะอยู่รอดของผู้ประกอบการก็คือการดิ้นหนีหาพันธมิตร การผนึกกำลังเข้ากับคู่ค้าของตน ไปจนถึงการควบรวมกิจการ
ล่าสุดสำนักข่าว Bloomberg ก็เปิดเผยผลสำรวจที่ระบุว่า บริษัทในกลุ่มธุรกิจพลังงานและการเงินอาจเป็นตัวปลุกกระแส M&A ในอุตสาหกรรมต่างๆ ให้ฟื้นขึ้นมาได้ในปี 2553 หลังจากที่มูลค่าการซื้อกิจการในภาพรวมทั่วโลกปรับตัวลงกว่า 30% ในปีนี้
รายงานฉบับที่เรียกว่า Global M&A Outlook ที่กำลังพูดถึงอยู่นี้ แสดงให้เห็นถึงสัดส่วน 92% ของผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 250 คน ที่มีทั้ง investment banker, นักกฏหมาย และนักลงทุน มีความเห็นว่าแนวโน้มการควบรวมกิจการจะปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มตัวอย่าง 21% เชื่อว่า บริษัทในอุตสาหกรรมพลังงานจะมีความโดดเด่นสำหรับดีล M&A มากที่สุด ขณะมี 17% ที่เห็นว่า ธุรกิจการเงินจะขึ้นมาเป็นผู้นำในการควบรวมกิจการ
ข้อมูลของสำนักข่าวชั้นนำแห่งนี้ยังระบุว่า มูลค่าของการเทคโอเวอร์ในปีนี้ ที่บันทึกได้มาจนถึงกลางเดือนธันวาคม ปรับตัวลงมาอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งเรียกว่าเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี และสาเหตุคงหนีไม่พ้นเรื่องตลาดการเงินที่หดตัวลงและผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจที่กดดันธุรกรรม M&A ให้ร่วงลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง จากตัวเลขที่เคยขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ที่ 4 ล้านล้านเหรียญ เมื่อปี 2007
ส่วนตำแหน่ง deal of the year หรือ ดีลที่มีมูลค่าสูงสุดประจำปีนี้ ตกเป็นของคู่ยักษ์ใหญ่ในวงการยา นั่นก็คือ บริษัท Pfizer และ Wyeth ที่ฝ่ายแรกซื้อฝ่ายหลังไปด้วยมูลค่าถึง 68,000 ล้านเหรียญ และกลุ่มที่ตกเป็นเป้าในการควบรวมมากที่สุดในปีนี้ ก็คือ กลุ่มการเงิน ที่การเทคโอเวอร์ครั้งใหญ่ๆ ได้รวมถึง การที่รัฐบาลอังกฤษเข้าครอบครองกิจการของ Royal Bank of Scotland Group และบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำ อย่าง Blackrock ที่ไปเข้าซื้อธุรกิจบริหารกองทุนมาจาก Barclays
และที่น่าจับตา ก็คือ ดีลล่าสุดในอุตสาหกรรมพลังงานที่มาจาก Exxon Mobil ตกลงใจเข้าซื้อบริษัท XTO Energy ในเดือนนี้ และกำลังปลุกกระแสการควบรวมของบรรดาผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซทั่วโลกให้ตื่นตัวกันมากขึ้น
ประธานโอเปคชี้ราคาน้ำมันควรอยู่ที่ 80 ดอลลาร์
เจอร์มานิโค พินโต รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติของเอกวาดอร์และประธานคนใหม่ของกลุ่มโอเปค กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่เหมาะสมควรอยู่ที่ราว 80 ดอลลาร์/บาร์เรล
นายพินโตรับตำแหน่งประธานแบบหมุนเวียนคนใหม่ของโอเปคต่อจาก โบเทลโฮ เดอ วาสคอนเซลอส รัฐมนตรีน้ำมันของแองโกล่า ในการประชุมรัฐมนตรีกลุ่มโอเปคครั้งที่ 155 ที่เมืองลูอันดา ประเทศแองโกล่า
นายพินโตกล่าวกับผู้สื่อข่าวนอกการประชุมว่า หากราคาน้ำมันทะยานสู่ระดับ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล จะเป็นการรับประกันว่าประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปคจะมีรายได้แน่นอน
แหล่งข่าวรายงานว่าสมาชิกกลุ่มโอเปคตัดสินใจตรึงกำลังการผลิตน้ำมันไว้ที่ 24.84 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่ตั้งไว้ในการประชุมครั้งที่แล้วที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย และคาดว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อสิ้นสุดการประชุม
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ราคาน้ำมันทะยานกว่า 60% แล้วในปีนี้เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว และการที่โอเปคตัดสินใจตรึงกำลังการผลิตน้ำมันก็เพื่อพยุงราคาน้ำมันให้อยู่เหนือระดับ 70 ดอลลาร์/บาร์เรลต่อไป ซึ่งเป็นระดับที่ทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตพอใจ
นายกรัฐมนตรีเปาโล คอสโซมา ของแองโกล่า กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวจากภาวะถดถอยครั้งรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อทั่วโลก อย่างไรก็ตาม แองโกล่าและประเทศโอเปคเชื่อว่าดีมานด์น้ำมันจะยังซบเซา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตรึงกำลังการผลิตน้ำมันไว้ที่ระดับดังกล่าวเพื่อให้ราคาน้ำมัน ดีมานด์-ซัพพลายน้ำมัน รวมถึงเศรษฐกิจโลกมีเสถียรภาพ
ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกโอเปคประกอบด้วย แองโกล่า อัลจีเรีย ลิเบีย ไนจีเรีย เวเนซูเอล่า เอกวาดอร์ ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิหร่าน อิรัก คูเวต และกาตาร์
money wake up
*********
22/12/52
ราคาน้ำมันพุ่งหนุนเศรษฐกิจ GCC ปีหน้า / คาดที่ประชุมโอเปคคงกำลังการผลิต
ผลสำรวจซึ่งจัดทำโดยเอมิเรตส์ บิสิเนส ระบุว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) จะขยายตัวอย่างรวดเร็วในปีหน้า เพราะราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
จากการสำรวจความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ 25 บริษัทในยูเออีพบว่า เจ้าหน้าที่มีมุมมองที่เป็นบวกเกี่ยวกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และเชื่อว่าการที่เศรษฐกิจ GCC จะชะลอตัวลงได้นั้นมีเพียงเหตุผลเดียวคือราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง
ก่อนหน้านี้ สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงาน (EIA) ของสหรัฐ คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมัน West Texas ในตลาดสปอตจะลดลงแตะระดับ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนก.พ.นี้ และจากนั้นจะดีดตัวขึ้นแตะระดับ 82 ดอลลาร์/บาร์เรลในช่วงปลายปีหน้า
ราคาน้ำมันดิบ WTI โดยเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 78 ดอลลาร์/บาร์เรลในเดือนพ.ย. มากกว่าระดับเฉลี่ยในเดือนต.ค.ราว 2 ดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเทรดเดอร์มีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจโลกและดีมานด์พลังงานทั่วโลกจะฟื้นตัวขึ้น
ขณะที่ Economist Intelligence Unit ของอังกฤษคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันโดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 21% แตะที่ 75 ดอลลาร์ในปีหน้า จากระดับ 62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปีนี้
นายจีแยส โคห์เคนท์ หัวหน้านักวิเคราะห์จากเนชั่นแนล แบงค์ ออฟ อาบูดาบี คาดว่าราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มพุ่งขึ้นอีกในปีหน้าเมื่อเทียบกับปีนี้ ซึ่งหมายความว่าตัวเลขจีดีพีของทุกประเทศในกลุ่ม GCC จะขยายตัวขึ้นในปีหน้า
กลุ่ม GCC ก่อตั้งขึ้นในปี 2524 ซึ่งประกอบไปด้วย บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยกลุ่ม GCC มีแหล่งสำรองน้ำมันถึง 45% ของแหล่งสำรองน้ำมันทั่วโลก
ส่วนการประชุมโอเปคในวันนี้ หลายฝ่ายออกมาส่งสัญญาณคงการผลิต เริ่มที่ นายชาคิบ เคลิล รัฐมนตรีพลังงานแอลจีเรียคาดว่า โอเปคอาจประกาศตรึงเพดานการผลิตน้ำมันต่อวันไว้ที่ระดับเดิมในการประชุมที่ประเทศแองโกล่าวันนี้
นอกจากนี้ เคลิลยังกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า โอเปคจะไม่ปรับขึ้นเพดานการผลิตน้ำมันจนถึงปี 2555 โดยให้เหตุผลว่า การผลิตน้ำมันมากเกินความต้องการของตลาดอาจทำให้เกิดภาวะไร้เสถียรภาพในตลาดน้ำมัน
ขณะที่ อับดุลลา ซาเลม เอล-บาดรี เลขาธิการกลุ่มโอเปค เผยว่า ประเทศสมาชิกมีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะไม่เปลี่ยนแปลงเป้าหมายการผลิตน้ำมันในการประชุมวันนี้ อย่างไรก็ตาม เลขาฯโอเปคปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มการผลิตน้ำมันในปีหน้า
ส่วนนายอาลี อัล ไนยมี รมว.พลังงานซาอุดิอาระเบียกล่าวแสดงความคิดเห็นว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปัจจุบันอยู่ในระดับที่น่าพอใจ พร้อมกับแสดงความเชื่อมั่นว่าตลาดน้ำมันโลกมีเสถียรภาพ
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า รัฐมนตรีน้ำมันจากอิหร่านและคูเวตจะไม่เข้าร่วมการประชุมในวันอังคารนี้ แต่จะส่งตัวแทนเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวแทน
money wake up********
21/12/52
มาบตาพุดยังฉุดกลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี
รายงานโดย :เจียรนัย อุตะมะ: วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552
แม้ว่ารัฐบาลได้พยายามที่จะแก้ไขปัญหามาบตาพุด แต่สถานการณ์ที่กดดันรอบด้านและไร้วี่แววว่าจะจบลงได้โดยง่าย
ได้เป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้นในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีให้ปรับตัวขึ้นน้อยกว่าหุ้นกลุ่มอื่น แม้ความเลวร้ายได้สะท้อนในราคาไปแล้ว แต่นักลงทุนยังไม่วางใจในหุ้นเหล่านี้ มีการปรับลดกำไรหุ้นพลังงานและปิโตรเคมีลงถึงกรณีเลวร้ายสุด การผลิตล่าช้าไป 1 ปี และสมการควบรวมกิจการในเครือปตท.ได้มีการเปลี่ยนแปลง
หลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งศาลปกครองกลางให้เพิกถอนการระงับกิจการลงทุน 11 โครงการ และให้ยังคงระงับกิจการที่เหลืออีก 65 โครงการ เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นนั้น ในขณะนี้อยู่ที่กระบวนการของภาครัฐ ในการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
ในขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการขอความชัดเจนจากศาลปกครองว่าบางโครงการจะเดินหน้าได้หรือไม่ อาทิ โครงการที่ได้รับใบอนุญาตการลงทุนก่อนรัฐธรรมนูญปี 2550 โครงการที่ผ่านการทำประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) ไปแล้วจะดำเนินการก่อสร้างต่อ และขอทำประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ (HIA) ภายหลังจากที่รัฐบาลกำหนดแนวทางการทำ HIA ที่ชัดเจน
ภาคเอกชนโดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายสูงอย่าง กลุ่มบริษัท ปตท. (PTT) และกลุ่มบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ได้เตรียมประเมินความเสียหายในครั้งนี้เช่นกัน
“กานต์ ตระกูลฮุน” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท SCC จะนำเสนอแผนธุรกิจปี 2553 เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทในสัปดาห์นี้ ซึ่งในแผนธุรกิจนั้นจะนำเสนอถึงผลกระทบจากการระงับการดำเนินโครงการ 18 โครงการที่อยู่ในพื้นที่มาบตาพุดตามคำสั่งของศาลปกครองกลางสูงสุด ที่จะกระทบต่อรายได้ของบริษัทในปีหน้าด้วย เพราะโครงการส่วนใหญ่ที่ถูกระงับการดำเนินแล้วเสร็จตามแผนจะสามารถรับรู้รายได้ในปี 2553
ทั้งนี้ 18 โครงการซึ่งถูกศาลปกครองสั่งระงับนั้นมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 5.75 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่ก่อสร้างเกือบแล้วเสร็จ มีเพียงโครงการผลิตเหล็กรูปพรรณสยามยามาโตะ ซึ่งก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่สามารถผลิตได้ตามคำสั่งของศาล
“การหยุดกิจกรรมชั่วคราวนี้ ก่อให้เกิดผลกระทบทางการเงินซึ่งประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายผู้รับเหมาก่อสร้างออกจากโครงการ ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพื่อรักษาสภาพงานก่อสร้างให้มีความปลอดภัยและสามารถใช้งานได้โดยไม่เสียหาย ค่าใช้จ่ายจากการยกเลิกสัญญา ดอกเบี้ย ค่าจ้าง พนักงาน และค่าสูญเสียโอกาสในการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความล่าช้าของแต่ละโครงการ”
ทั้งนี้ SCC ได้หยุดดำเนินการตามคำสั่งศาลแล้ว ขณะที่กลุ่ม PTT เตรียมที่จะยื่นขอต่อศาลเพื่อขอก่อสร้างโครงการที่ได้รับ EIA ก่อนปี 2550
ในส่วนของ SCC นั้น มีโครงการที่เข้าข่ายลักษณะดังกล่าว 1 โครงการ จึงมีแนวคิดจะขอความกรุณาต่อศาลให้ดำเนินการก่อสร้างต่อให้แล้วเสร็จเช่นกัน โดยเห็นว่าไม่ได้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะไม่ได้ดำเนินการทางด้านโรงงานแต่อย่างใด ซึ่งต้องรอให้กฎหมายใหม่เกี่ยวกับ HIA ออกมาก่อนอยู่แล้ว
ด้านนักวิเคราะห์ทยอยปรับลดกำไรล่าสุดของกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี จากกรณีนี้โดยสมมติฐานกรณีเลวร้ายที่สุด โครงการล่าช้ากว่ากำหนด 1 ปี
“นลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์” นักวิเคราะห์ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ปรับลดกำไร 2553 ของกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีลง 3.76% ภายใต้กรณีเลวร้ายสุดจากความคืบหน้าดังกล่าว จะเห็นว่ายังไม่มีข้อสรุปใดออกมาเป็นรูปธรรมที่สามารถปฏิบัติได้ตามอย่างชัดเจน ถึงแม้ทางคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหามาบตาพุด โดย “อานันท์ ปันยารชุน” เป็นประธาน จะพยายามเร่งให้ได้ข้อสรุปสำหรับการกำหนดกระบวนการจัดทำ EIA, HIA รับฟังความเห็นประชาชน และการจัดตั้งองค์กรอิสระภายในเดือนธ.ค. 2552 นี้
แต่สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานนั้น ในเบื้องต้นคาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลาหนึ่ง เนื่องจากหลักเกณฑ์การจัดทำ EIA, HIA ต้องมีการออกประกาศกฎกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก่อน รวมถึงประเด็นการจัดตั้งองค์กรอิสระ อาจพิจารณาจัดทำโดยใช้เป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีช่วงแรก ก่อนจัดทำเป็นพระราชบัญญัติเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ทำให้กระบวนการพิจารณาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมีความชัดเจน ซึ่งจะเห็นได้ว่าขั้นตอนแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องใช้เวลา
ฉุดกำไร 4%
ฝ่ายวิจัยบล.เอเชีย พลัส ได้ทำการปรับลดประมาณการเพื่อสะท้อนปัจจัยลบดังกล่าว ภายใต้สมมติฐานกรณีเลวร้ายสุดหากโครงการต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจะต้องเลื่อนการผลิตออกไปเป็นระยะเวลา 1 ปี จะพบว่ากำไรกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีปรับตัวลดลง 3.76% จากประมาณการเดิม
ทั้งนี้ บริษัท ปตท.เคมิคอล (PTTCH) จะได้รับผลกระทบมากที่สุดทั้งโดยตรง (อยู่ใน 65 โครงการที่ศาลมีคำสั่ง) จำนวน 2 โครงการคือส่วนขยายกำลังการผลิตโพลิเอทิลีนของ BPE และ Debottleneck I1 และโดยอ้อม เนื่องจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 6 ของบริษัท ปตท. (PTT) ซึ่งอยู่ใน 65 โครงการที่ถูกศาลสั่งระงับ จะต้องจัดหาวัตถุดิบให้กับส่วนขยายอีเทนแครกเกอร์ 1 ล้านตัน ซึ่งมีแผนแล้วเสร็จในปลายเดือนธ.ค. 2552 ดังนั้นจึงทำให้ส่วนขยายดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ตามแผน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บล.เอเซีย พลัส คาด ราคาหุ้นผ่านจุดเลวร้ายแล้วภายใต้ประมาณการ และมูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2553 ใหม่ ซึ่งสะท้อนกรณีเลวร้ายสุดไปแล้ว พบว่าหุ้นหลายบริษัทยังมี โอกาสปรับเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ PTT บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) และบริษัท โกลว์พลังงาน (GLOW)
แนะสะสม
ดังนั้นจึงแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นในหุ้น 4 บริษัทนี้ เนื่องจากเชื่อว่าราคาหุ้นในปัจจุบันสะท้อนปัจจัยลบดังกล่าวไปมากแล้ว ซึ่งการแก้ไขปัญหานับจากนี้ น่าจะเริ่มมีแต่ปัจจัยบวกเข้ามาถึงแม้จะต้อง ใช้ระยะเวลาหนึ่งก็ตาม และแนะนำถือสำหรับหุ้น PTTCH,บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR) และบริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ (TPC) เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันค่อนข้างเต็ม มูลค่าแล้ว
นอกจากนี้ สำหรับในกลุ่ม PTT นอกจากจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากประเด็นปัญหามาบตาพุดดังกล่าวแล้ว คาดการประกาศแผนควบรวมกิจการภายในกลุ่มที่มุ่งเน้นสายปิโตรเคมี (PTTCH, PTTAR และบริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) อาจถูกเลื่อนออกไปเป็นช่วงต้นปี 2553 แทน
เจ๊ากัน
นักวิเคราะห์บล.ไทยพาณิชย์ เชื่อว่าความกังวลเกี่ยวกับมาบตาพุดจะไปหักลบกับผลกระทบด้านบวกจากราคาพลังงานที่คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นในปี 2553 หุ้นส่วนใหญ่ในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีจะปรับตัวขึ้นน้อยกว่าหุ้นกลุ่มเดียวกันในตลาดหุ้นภูมิภาคต่อเนื่องไปจนกว่าประเด็นมาบตาพุดจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน
สมการควบรวมเปลี่ยน
อย่างไรก็ตามผลจากโครงการมาบตาพุดทำให้บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) เชื่อว่า IRPC และ PTTAR เป็นทางเลือกที่มีโอกาสสูงสุดสำหรับการควบรวมกิจการในช่วงแรก เนื่องจาก
ประการแรก มูลค่าเพิ่มที่คาดว่าจะได้ในระดับสูงจากการลงทุนในกิจการร่วมค้าสำหรับโครงการ EURO IV
ประการที่ 2 ที่ตั้งที่เหมาะสมของโรงงานทั้งสองบริษัท
และประการที่ 3 ผลกระทบที่อยู่ในระดับต่ำจากปัญหาสภาวะแวดล้อมที่มาบตาพุด ในแง่ของมูลค่าที่คาดว่าจะได้จากการควบรวมกิจการ
“เราเชื่อว่าหากบริษัทดังกล่าวควบรวมกิจการเข้าด้วยกัน นอกจากมูลค่าเพิ่มที่จะได้จากการประหยัดต้นทุนในโครงการปัจจุบัน รวมถึงการลงทุนในอนาคตแล้ว บริษัทจะสามารถประหยัดงบลงทุนจำนวนมหาศาลจากการยกระดับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมให้ได้มาตรฐาน EURO IV ด้วยโรงงานเพียงแห่งเดียว ซึ่งจะทำให้บริษัท สามารถประหยัดเงินได้ถึง 360 ล้านเหรียญสหรัฐ” นักวิเคราะห์บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวให้ความเห็น
บริษัททั้งสองไม่ได้รับผลกระทบจากการสั่งหยุดดำเนินการ 65 โครงการของศาลปกครองสูงสุด ในขณะที่ PTTCH ยังติดอยู่กับการขาดแคลนวัตถุดิบและโรงงานของบริษัท ไทยออยล์ (TOP) ก็ตั้งอยู่ไกลออกไป
ดังนั้น บริษัททั้งสองจึงควรเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ในกรณีที่บริษัทแม่ต้องการจะทำการควบรวมกิจการให้สำเร็จโดยเร็ว ในกรณีนี้ประเมินว่าอัตราส่วนการแลกหุ้นจะเป็นประโยชน์ต่อ PTTAR เนื่องจากมูลค่าพื้นฐานที่มีสูงกว่า
ล่าสุดส่วนต่างราคา PX-Naphtha ได้ปรับตัวเพิ่ม 7 อาทิตย์ติดต่อกันจากจุดต่ำสุดในช่วงต้นไตรมาสเป็น 455 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือเพิ่มขึ้น 84.3% ในขณะที่ส่วนต่าง Benzene-Naphtha เพิ่ม 104% เป็น 248 เหรียญสหรัฐต่อตัน แม้ว่าส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นในระหว่างไตรมาสจะไม่มากพอที่จะเพิ่มส่วนต่างเฉลี่ยในไตรมาส 4/2552 ให้เพิ่มขึ้น จากไตรมาส 3 แต่จะเป็นผลดีต่อกำไรในไตรมาส 1/2553 ให้หุ้นในกลุ่มนี้
จากสมมติฐานปี 2553 ในปัจจุบันของเราสำหรับส่วนต่างราคา PX ที่ 380 เหรียญสหรัฐต่อตัน และสำหรับส่วนต่างราคาเบนซินที่ 100 เหรียญสหรัฐต่อตัน ให้ผลตอบแทนในรูปเงินปันผลสูงที่สุดในครึ่งหลังของปี 2552
“เราคาดว่า PTTAR จะจ่ายเงินปันผลในปี 2552 ที่ 1.0 บาทต่อหุ้น คิดเป็นผลตอบแทนในรูปเงินปันผลที่ 4.3% ต่อปี ต่างจากบริษัทอื่นในกลุ่ม ซึ่งจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว โดย PTTAR จะประกาศจ่ายเงินปันผลเต็มปีหลังประกาศกำไรปี 2552 ในกลางเดือนก.พ. ซึ่งอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่ากลุ่ม ซึ่งจ่ายอยู่ระหว่าง 1.6–3.5% ถือปัจจัยบวกต่อการลงทุนใน PTTAR ดังนั้นจึงคงแนะนำ ‘ซื้อ’ โดยมีราคาเป้าหมายที่ 28.40 บาท”
กำไรไตรมาส 4 ดี
ด้านผลประกอบการไตรมาส 4/2552 ของ 4 บริษัทในกลุ่มปิโตรเคมีนักวิเคราะห์บล.ยูโอบี เคย์เฮียน คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 7,796 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 205% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 26% จากไตรมาส 3 โดยปัจจัยหลักที่ผลการดำเนินงานฟื้นตัวขึ้น จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากจะไม่มีขาดทุนจากสต๊อกผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจำนวนมาก ดังเช่นไตรมาส 4/2551 ของ PTTCH และ SCC ในขณะที่ผลการดำเนินงานที่ลดลงในไตรมาส 4/2552 มาจากผลการดำเนินงานของ SCC และ PTTCH ที่จะลดลงตามส่วนต่างผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ลดลงจากไตรมาส 3/2552
สำหรับปัจจัยบวกของกลุ่มปิโตรเคมีคือ
ประการแรก ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในไตรมาส 4/2552 เพิ่มขึ้นจะช่วยหนุนราคาเม็ดพลาสติกให้สูงขึ้น ส่งผลดีต่อ PTTCH
ประการที่สอง เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ช่วยหนุนการส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี
ประการที่สาม โรงงานปิโตรเคมีใหม่มีความล่าช้าออกไป โดยเลื่อนการผลิตออกไปจากเดิมประมาณ 6 เดือน
nปัจจัยลบ มีดังนี้
ประการแรก ราคาน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ส่งผลกดดันต่อส่วนต่างผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี โดยเฉพาะผู้ผลิตในสายน้ำมัน เช่น SCC และบริษัท อินโดรามาโพลลีเมอร์ส (IRP)
ประการที่สอง ส่วนต่างผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในสายอะโรเมติกส์และโอเลฟินส์ลดลง 25% และ 17% จากไตรมาส 3 ตามลำดับ จากภาวะการผลิตส่วนเกิน
ประการที่สาม ความไม่ชัดเจนจากกรณีโครงการลงทุนในพื้นที่มาบตาพุด ส่งผลให้มีการเลื่อนการผลิตของโครงการต่างๆ โดยเฉพาะ SCC และ PTTCH
ประการที่สี่ การควบรวมบริษัทในกลุ่ม PTT ต้องล่าช้าออกไป เนื่องจากความไม่ชัดเจนในกรณี มาบตาพุด
บล.ยูโอบี เคย์เฮียน ประมาณการแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/2552 จำแนกรายบริษัทดังนี้
IRP : ผลการดำเนินงานของ IRP จะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน จากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น จากการเปิดโรงงานใหม่ในสหรัฐ ในขณะที่ส่วนต่างผลิตภัณฑ์ในไตรมาส 4/2552 มีแนวโน้มทรงตัวจากไตรมาส 3/2552
PTTCH : ผลการดำเนินงานของ PTTCH คาดว่าจะมีกำไรสุทธิลดลงจากไตรมาสก่อน เนื่องจากส่วนต่างผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะลดลง ตามราคา HDPE ที่คาดว่าจะลดลง 4% จากไตรมาส 3 เป็น 1,195 เหรียญสหรัฐต่อตัน ประกอบกับการหยุดผลิตโรงงาน HDPE I1 กำลังการผลิต 2.5 แสนตัน เป็นเวลา 46 วัน
SCC : ผลการดำเนินงานของ SCC ในไตรมาส 4/2552 คาดว่าจะลดลงจากไตรมาส 3/2552 เนื่องจากส่วนต่างผลิตภัณฑ์ในธุรกิจปิโตรเคมีลดลง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ HDPE–Naphtha คาดว่าส่วนต่างผลิตภัณฑ์จะลดลง 17% จากไตรมาส 3 อยู่ที่ 545 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่วนผลการดำเนินงานของธุรกิจปูนซีเมนต์คาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และปริมาณการใช้ปูนซีเมนต์ที่เพิ่มขึ้น จากงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ส่วนธุรกิจกระดาษคาดว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
แม้ว่าแนวโน้มราคาพลังงานปีหน้าจะสูงขึ้นมากพอที่จะชดเชยผลผลิตของโครงการที่ล่าช้าเพราะมาบตาพุด แต่ความเสี่ยงจากโครงการดังกล่าว นับว่ามหาศาล จนนักลงทุนมิอาจทำใจเข้าซื้อหุ้นเหล่านี้ได้...
เรียกได้ว่า High Risk High Return ของจริง...
posttoday********
21/12/52
ลุ้นตัวเลขตลาดบ้านสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุด ขณะปัจจัยอิหร่านกดดันน้ำมัน
นักลงทุนกำลังรอดูตัวเลขเศรษฐกิจที่กำลังจะทยอยประกาศออกมาในสัปดาห์นี้ เริ่มกันตั้งแต่ยอดการใช้จ่ายภาคครัวเรือน ที่ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของสำนักข่าว Bloomberg คาดว่า จะปรับเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ตามรายได้ที่เพิ่มขึ้นในอัตราสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งรายงานก็มีความเป็นไปได้ที่ตัวเลขรวมของยอดขายบ้าน ทั้งบ้านใหม่และที่สร้างเสร็จแล้ว อาจจะออกมาทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2550 อีกด้วย
สำหรับตัวเลขคำสั่งซื้อสินค้าคงทนที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ จะประกาศตามออกมาในวันพฤหัสฯ นักเศรษฐศาสตร์ก็คาดว่าจะกลับมาขยายตัวอีกครั้งในเดือนที่แล้ว หลังจากที่ลดลงไป 0.6% ในเดือนตุลาคม
ทางด้านความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นเมื่อสัปดาห์แล้วที่แม้ว่าตลาดฝั่งยุโรปจะกลับมาฟื้นขึ้นได้ แต่ของสหรัฐฯ กลับติดตรงที่หลายปัจจัย จนทำให้นักลงทุนต่างเทขายหุ้นกันออกมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Citigroup ขายหุ้นในราคาที่ต่ำ หรือจะเป็นในส่วนมุมมองของธุรกิจยักษ์ใหญ่ในสองวงการ อย่างบริษัท Best Buy และ FedEx ที่ออกมาคาดการณ์ถึงโอกาสในการทำกำไรที่น่าจะลดลง แม้ว่าตลาดจะรับข่าวดีของผู้ผลิตซอฟท์แวร์ บริษัท Oracle ที่รายงานผลประกอบการสูงกว่าคาด จนสามารถช่วยดันตลาดโดยรวมบวกขึ้นได้เมื่อวันศุกร์ รวมทั้งมุมมองทางด้านบวกของผู้ผลิตโทรศัพท์ BlackBerry ซึ่งก็คือ บริษัท Research In Motion ที่หนุนให้บรรยากาศการลงทุนกลับมาดีขึ้นในช่วงส่งท้ายสัปดาห์
ดัชนี S&P 500 เริ่มติดลบตั้งแต่กลางสัปดาห์ที่แล้ว สวนกับตลาดพันธบัตรที่พุ่งขึ้น หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศยืนดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม คือที่ 0 - 0.25% พร้อมกับมีการเก็งกันว่าเฟดกำลังเตรียมที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในปีหน้า ซึ่งที่ประชุมกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ได้ลงความเห็นว่า มาตรการอัดฉีดสินเชื่อทั้งหลายของเฟดจะสิ้นสุดลงในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ด้วยเหตุผลที่กลไกตลาดการเงินสามารถฟื้นตัวดีขึ้นได้แล้ว
ในส่วนความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน สัปดาห์นี้คงต้องติดตามดูกันต่อ หลังจากปัจจัยการเมืองที่กองทัพอิหร่านเคลื่อนกำลังพลเข้ามายังเขตอิรักกำลังผลักดันให้ราคาน้ำมันทะยานขึ้นอีกครั้ง
*********
19/12/52
โอเปกคงโควต้าการผลิตน้ำมัน
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
โอเปกคาดว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงโควต้าการผลิตน้ำมันในการประชุมครั้งต่อไปที่อังโกลา
รัฐมนตรีน้ำมันของอังโกลา ซึ่งเป็นประธานโอเปกคนปัจจุบัน ยืนยันเมื่อวานนี้ ก่อนหน้าการประชุมครั้งต่อไปในวันอังคารหน้า ว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออกหรือโอเปก คาดว่าจะคงโควต้าการผลิตน้ำมันในการประชุมครั้งต่อไปที่ประเทศอังโกลา ในสัปดาห์หน้า
โดยระบุว่าถ้าราคาน้ำมันในตลาดโลกยังมีเสถียรภาพ ที่ระดับ 75 – 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ก็มีแนวโน้มว่าปริมาณการผลิตน้ำมันจะยังคงอยู่ที่ระดับเดิม คือวันละ 26.4 ล้านบาร์เรล ส่วนอังโกลาเข้าเป็นสมาชิกโอเปกในลำดับที่ 12 เมื่อปี 2550
krungthep
*********
18/12/52
"ไทยออยล์"ชี้ดีมานด์เอเชียพุ่ง ปี"53ราคาน้ำมัน80-85เหรียญ
นายสุรงค์ บูลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันในปี 2553 ว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะมีการเคลื่อนไหวอยู่ที่เฉลี่ย 80-85 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เนื่องจากเศรษฐกิจโลกจะเริ่มดีขึ้น มองว่าราคาน้ำมันจะไม่กลับไปสู่ขาลงอีก อาจจะมีโอกาสขึ้นไปแตะที่ระดับ 200 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรืออาจจะกลับไปมีราคาที่ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล นั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้แต่ไม่ใช่ช่วงเวลาสั้น ๆ นี้แน่นอน รวมถึงขณะนี้การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในจีนและอินเดีย โดยเฉพาะจีนมีความต้องการใช้อยู่ที่ 8 ล้านบาร์เรล/วัน และเชื่อมั่นว่าภายในปี 2563 นี้ความต้องการใช้น้ำมันของจีนจะมากกว่าสหรัฐ
"ตอนนี้ดีมานด์แทบจะอยู่ในแถบเอเชียทั้งหมด สำหรับดีมานด์ในสหรัฐคิดเป็น 1 ใน 3 ของปริมาณที่ผลิตได้ รวมทั้งหมดประมาณ 46 ล้านบาร์เรล/วัน ในยุโรปใช้อยู่ที่ 15 ล้านบาร์เรล/วัน ในตะวันออกกลางใช้อยู่ที่ 7 ล้านบาร์เรล/วัน ในขณะที่แถบเอเชีย-แปซิฟิกใช้รวมกันอยู่ที่ 25 ล้านบาร์เรล/วัน ฉะนั้นตอนนี้ราคาน้ำมันจะกระทบจากดีมานด์ในเอเชีย"
สำหรับวิสัยทัศน์ธุรกิจของบริษัทไทยออยล์ ต่อจากนี้จะปรับองค์กรให้เป็น"energy converting company" ปรับธุรกิจตามความต้องการใช้พลังงาน คือมองกระแสของโลกและความต้องการใช้พลังงานของประเทศ ว่าจะไปในทิศทางใด ไทยออยล์จะมุ่งไปในธุรกิจนั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของประเทศด้วยว่าจะเป็นอย่างไร หากว่าเลือกการใช้พลังงานที่มีราคาถูกอาจจะไม่ใช่พลังงานที่สะอาด และหากเป็นพลังงานที่สะอาดกลับมีราคาที่ ค่อนข้างสูง ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกใช้อย่างไร
นอกจากนี้ธุรกิจของไทยออยล์จะมุ่งเน้นให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในทุกโปรดักต์ เช่น เมื่อนำน้ำมันดิบเข้ามาจะต้องแปลงเป็นโปรดักต์ได้หลายอย่าง เช่น ได้ทั้งน้ำมันสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์ในสายปิโตรเคมี รวมไปถึงการมองไปถึงการขยายโรงไฟฟ้า (IPP) ด้วย โดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ให้กรอบของการทำธุรกิจว่า จะต้องผลิตด้วยต้นทุนต่ำที่สุดให้ได้ 50% แต่ยังเดินเครื่องผลิตเต็มศักยภาพ
"ธุรกิจของเราเริ่มแตกแขนงออกมา เช่น เรามีโรงงานผลิตเอทานอล มีโรงงานผลิตพาราไซลีนในบริษัทลูกของเรา ที่ขณะนี้เราขยายตลาดไปสู่จีนตอนใต้แล้ว ยังมีโรงงานผลิตน้ำมันหล่อลื่น ผลิตสารโซลเวนต์ด้วย สำหรับค่าการกลั่น (GRM) ในปี 2553 ไม่ต่ำกว่า 3 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และค่าการกลั่นน้ำมันที่รวมปิโตรเคมี (GIM) จะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล"
prachachat
**********
17/12/52
ไทยออยล์ รายงานสถานการณ์น้ำมัน ประจำวันที่ 17 ธันวาคม 2552
หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์พลังงาน บมจ.ไทยออยล์ รายงานสถานการณ์น้ำมัน ประจำวันที่ 17 ธันวาคม 2552 ปิดตลาดวันที่ 16 ธันวาคม 2552 ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุน (บวก) และกดดัน (ลบ) ราคาให้เคลื่อนไหวเพิ่มสูงขึ้นและลดลงสำคัญ ๆ ดังนี้
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ที่ตลาดนิวยอร์ก ส่งมอบเดือน ม.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 1.97 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ปิดที่ 72.66 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจาก
- ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์ สิ้นสุดวันที่ 11 ธ.ค. ปรับลดลงจากเนื่องจากมีการนำเข้าที่ลดลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังปรับตัวลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้เป็นผลมาจากความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในสภาพอากาศที่หนาวเย็น ส่วนปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังปรับเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ จากการที่โรงกลั่นในสหรัฐฯ ลดกำลังการผลิตลง
ปริมาณน้ำมันคงคลัง (ล้านบาร์เรล) สิ้นสุด 11 ธ.ค. คาดการณ์โดยรอยเตอร์
น้ำมันดิบคงคลัง ลดลง 3.7 ลดลง 1.8
น้ำมันเบนซินคงคลัง เพิ่มขึ้น 0.9 เพิ่มขึ้น 1.3
น้ำมันดีเซลคงคลัง ลดลง 2.9 ลดลง 0.6
+ ดัชนีราคาผู้บริโภค ในเดือน พ.ย. ปรับเพิ่มขึ้น 0.4% ซึ่งเป็นไปตามที่คาด เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น
+ มีความกังวลเกียวกับปัญหาการทดสอบขีปณาวุธพิสัยไกลของอิหร่านซึ่งเป็นผู้ส่งออกใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ในกลุ่มโอเปค ทำให้ชาติตะวันตกอาจพิจารณามาตรการคว่ำบาตรกับอิหร่านใหม่
- การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิมที่ 0-0.25% ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ปิดตลาดแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับเงินยูโร
ด้านราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ที่ตลาดลอนดอน ส่งมอบเดือน ม.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 1.50เหรียญสหรัฐฯ ปิดที่ 73.55 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ ราคาน้ำมันดิบดูไบ ที่ตลาดสิงคโปร์ ปรับเพิ่มขึ้น 0.88เหรียญสหรัฐฯ ปิดที่ 72.91เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ส่วนราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์นั้น ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบดูไบ แต่ตลาดก็ยังมีความกังวลต่อความต้องการซื้อจากประเทศในภูมิภาคที่ยังไม่ดีขึ้น และจากการคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำมันเบนซินในประเทศจีนที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มกำลังการผลิตของโรงกลั่นในจีน ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซล ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังที่ประกาศในสหรัฐฯ ที่ปรับลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้
สำหรับแนวโน้มทิศทางระยะสั้นนั้น คาดว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์นี้ น่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 70-75 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จับตาดูจำนวนผู้ขอเข้ารับสิทธิประโยชน์จากการว่างงานประจำสัปดาห์
ทั้งนี้ มีปัจจัยที่น่าจับตาติดตามสำคัญ ๆ ดังต่อไปนี้
ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ได้แก่
วันนี้: ดัชนีภาคการบริการ และจำนวนผู้ขอเข้ารับสิทธิประโยชน์จากการว่างงานประจำสัปดาห์
• ผลสรุปของการประชุมเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนที่โคเปนเฮเกนในวันที่ 7-18 ธ.ค. ซึ่งที่ประชุมจะมีการตัดสินใจร่วมกันถึงแนวทางการแก้ปัญหาโลกร้อน รวมทั้งการกำหนดเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ของประเทศที่พัฒนาแล้ว
• ผลสรุปของการประชุมโอเปคในวันที่ 22 ธ.ค. ทีแองโกลา
thannews**********
16/12/52
โอเปคประเมินปีหน้าโลกต้องการน้ำมันเพิ่ม แต่ยังไม่ขยายกำลังการผลิต
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โอเปคที่ประกอบด้วยชาติสมาชิก 12 ประเทศ เปิดเผยในรายงานประจำเดือนว่า ในปีหน้าทั่วโลกจะมีความต้องการน้ำมันวันละ 800,000 บาร์เรล เพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดไว้ก่อนหน้า 70,000 บาร์เรล อย่างไรก็ตามโอเปคยอมรับว่า วิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ยังคงดำเนินอยู่อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมันในปีหน้า
สำหรับรัฐมนตรีน้ำมันของโอเปค มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมที่ประเทศแองโกลา ในวันที่ 22 ธันวาคมคาดว่าที่ประชุมจะยังคงเพดานการผลิตน้ำมันไว้ตามเดิม เนื่องจากยังพอใจในราคาน้ำมันที่ระดับ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในปัจจุบัน
********
15/12/52
ตลาดหุ้นบวกรับข่าวดูไบได้เงินช่วยเหลือ พร้อมปัจจัยเทคโอเวอร์ของ Exxon
ข่าว Abu Dhabi ยื่นเงินช่วยเหลือให้กับบริษัท Nakheel PJSC ของดูไบ และแผนการเทคโอเวอร์บริษัทพลังงานครั้งใหญ่ของ Exxon Mobil ก็ทำให้มีแรงซื้อเข้ามาที่ตลาดหุ้นอีกครั้ง
ความคืบหน้าของสถานการณ์หนี้ดูไบส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นของประเทศไต่ขึ้นสู่ระดับสูงสุดของเดือน เช่นเดียวกับฝั่งตลาด Abu Dhabi ที่ ADX General Index พุ่งขึ้นเกือบ 8%
หัวหน้านักวิเคราะห์ของ ING Group ในสิงค์โปร์มองว่า เงินที่นำมาช่วยดูไบนี้อาจเป็นไปได้ที่จะทำให้เกิดผลกระทบลูกโซ่ จากการที่สภาพคล่องตึงตัวในภาคธุรกิจและธนาคาร แต่ถ้าในมุมมองของเศรษฐกิจมหภาคแล้ว นี่คือสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
ส่วนข่าวใหญ่เมื่อคืนนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ Exxon Mobil ตกลงใจที่จะเข้าซื้อบริษัท XTO Energy ที่ทำธุรกิจก๊าซธรรมชาติด้วยเม็ดเงิน 31,000 ล้านเหรียญ ตามการคาดการณ์ของบริษัทว่า กฏเกณฑ์ที่จำกัดการปล่อยมลพิษของประเทศจะนำไปสู่ความต้องการเชื้อเพลิงที่เป็นก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น
ดีลการซื้อกิจการนี้เรียกได้ว่ามีมูลค่าสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2006 และเป็นการเทคโอเวอร์ครั้งใหญ่ที่สุดนับจากที่บริษัท Exxon เข้ามาครอบครองกิจการของ Mobil ในปี 1999 โดยดีลล่าสุดได้ตีมูลค่าหุ้นของ XTO Energy ไว้ที่ 51.69 เหรียญต่อหุ้น ซึ่งสูงกว่าราคาปิดครั้งสุดท้ายของ XTO ถึงกว่า 25%
หลังจากการเทคโอเวอร์สิ้นสุดลง Exxon จะกลายเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในอเมริกา ขณะที่ทางผู้บริหารของบริษัทก็บอกว่า ความต้องการเชื้อเพลิงประเภทนี้จะยิ่งสูงขึ้นภายหลังกฏเกณฑ์ในเรื่องการปล่อยก๊าซคาร์บอนในประเทศสร้างแรงกดดันให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากถ่านหินมาเป็นก๊าซแทน
ราคาหุ้นของ XTO พุ่งขึ้นไปกว่า 15% ขณะที่ Exxon ร่วงลง 4% หลังข่าวบริษัทประกาศแผนซื้อกิจการ ผู้บริหารของ Exxon คาดว่าดีลนี้น่าจะจบลงได้ภายในไตรมาส 2
ผู้เชี่ยวชาญในวงการมองว่า การตัดสินใจของ Exxon นี้ จะทำให้เกิดดีลในลักษณะเดียวกันสำหรับบริษัทพลังงานรายใหญ่อื่นๆ อย่างเช่น Royal Dutch Shell และบริษัท Total เนื่องจากแรงกดดันในเรื่องการหาทางเพิ่มกำลังการผลิตในขณะนี้ โดยเป้าหมายกิจการหลักๆ ที่จะถูกเทคโอเวอร์ก็จะรวมไปถึงบริษัทขุดเจาะและสำรวจพลังงานอิสระรายอื่นๆ
money news update************
08/12/52
ซาอุฯ ส่งสัญญาณคงโควตาการผลิตในการประชุม 22 ธ.ค. นี้
นายอาลี อัล ไนยมี รมว.พลังงานซาอุดิอาระเบียกล่าวแสดงความคิดเห็นว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปัจจุบันอยู่ในระดับที่น่าพอใจ
ขณะที่ชาติสมาชิกรายอื่นๆของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปค) คาดว่า โอเปคจะยังไม่เปลี่ยนแปลงโควต้าการผลิตในการประชุมวันที่ 22 ธ.ค.นี้ที่ประเทศแองโกลา
ทั้งนี้ นายอาลีกล่าวว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปัจจุบันอยู่ในระดับที่น่าพอใจ พร้อมกับแสดงความเห็นว่าตลาดน้ำมันโลกมีเสถียรภาพ และภาวะผันผวนในตลาดก็อยู่ในระดับที่ไม่รุนแรง
ก่อนหน้านี้นายอับดุลเลาะห์ บิล อาหมัด อัล อัตติยะห์ รมว.พลังงานของกาตาร์ออกมาส่งสัญญาณว่า โอเปคอาจจะไม่ปรับเพิ่มโควต้าการผลิตในการประชุมวันที่ 22 ธ.ค.นี้
ขณะที่รัฐมนตรีน้ำมันคูเวตคาดว่ากลุ่มโอเปคจะตรึงปริมาณการผลิตไว้ที่ระดับเดิม แต่จะผลักดันให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติตามโควต้าการผลิตอย่างเคร่งครัดมากขึ้นในการประชุมเดือนธ.ค.
กลุ่มโอเปคซึ่งผลิตน้ำมันดิบได้ 35% ของผลผลิตน้ำมันดิบทั่วโลกได้คงโควต้าการผลิตน้ำมันไว้เท่าเดิม 24.845 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในการประชุมครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยโอเปคกล่าวว่าปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจคงเป้าหมายการผลิตไว้เท่าเดิมก็เพราะตลาดน้ำมันดิบอยู่ในภาวะ "โอเวอร์ซัพพลาย" และหลายประเทศมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าการให้สัมภาษณ์ของรมว.กลุ่มโอเปคในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าโอเปคมีท่าทีพอใจกับราคาน้ำมันที่เคลื่อนไหวอยู่ในระดับปัจจุบัน จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าในการประชุมครั้งนี้ โอเปคจะคงเป้าหมายการผลิตไว้ที่ 24.845 ล้านบาร์เรลต่อวัน
นอกจากนี้ กลุ่มโอเปคยังทราบดีว่าเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ใน 'ระยะฟื้นตัว' หากโอเปคลดโควต้าการผลิตในช่วงนี้ก็นับเป็นการเสี่ยงที่จะทำให้ราคาน้ำมันตกอยู่ในสภาวะที่ควบคุมไม่ได้
ขณะที่การประชุมองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอาหรับ (OAPEC) ครั้งที่ 83 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองโอราน ประเทศอัลจีเรีย เปิดเผยว่า อัตราการลงทุนด้านพลังงานระหว่างประเทศหดตัวลง 20% โดยเฉพาะการลงทุนด้านการวิจัยและสำรวจแหล่งน้ำมัน เพราะถูกกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินโลก
ทั้งนี้ ที่ประชุมมีความเห็นเหมือนกันว่า ราคาน้ำมันที่ระดับต่ำเกินไปจะส่งผลให้การลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันซบเซาลง อีกทั้งจะเป็นเหตุให้มีการเลื่อนหรือระงับโครงการลงทุนด้านพลังงาน ซึ่งในเรื่องนี้นายอาลี ฮัสซัน บิน อาลี มีร์ซา รมว.พลังงานบาห์เรนกล่าวว่า ราคาน้ำมันที่ระดับ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลถือเป็นระดับที่เหมาะสมและน่าดึงดูดใจสำหรับบริษัทพลังงงาน แต่หากราคาน้ำมันหล่นลงมาอยู่ที่ระดับ 40 ดอลลาร์จะส่งผลให้การลงทุนหดตัวลงด้วย
****************
07/12/52
ก๊าซแอลพีจีส่อขาดตลาดก.พลังงานคุมเข้ม24ชม
นโยบายตรึงราคาก๊าซแอลพีจีส่อวิกฤติพลังงานต้นปีหน้า เผยยอดนำเข้าพุ่งขึ้นทุกเดือนจนคลังก๊าซที่เขาบ่อยารับไม่ไหวคาดมีโอกาสแตะระดับ 1.7 แสนตันช่วงไตรมาสแรก กระทรวงพลังงานหวั่นระบบจ่ายก๊าซล่มส่งผลกระทบขาดแคลนทั่วประเทศทั้งภาคขนส่งและหุงต้ม สั่งคุมเข้ม 24 ชม.พร้อมประสานกรมศุลกากร สรรพากร แก้ระเบียบจัดเก็บภาษีเปิดทางคลังลอยน้ำแก้ปัญหา
นายศิริศักดิ์ วิทยอุดม รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ปัจจุบันความต้องการใช้ก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจี มีการใช้ในภาคครัวเรือนประมาณ 180,000 ตันต่อเดือน ภาคขนส่ง 56,000 ตันต่อเดือน ปิโตรเคมี 112,000 ตันต่อเดือน และภาคอุตสาหกรรม 55,000 ตันต่อเดือน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกเดือน ตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นไป ขณะที่กำลังการผลิตแอลพีจีในประเทศไม่เพียงพอ จึงส่งผลให้ต้องนำเข้าแอลพีจีในปริมาณที่มากขึ้นทุกเดือนตามไปด้วย โดยล่าสุดในเดือนธันวาคมนี้มียอดนำเข้าประมาณ 130,000 ตัน
จากปริมาณการนำเข้าแอลพีจีที่สูงขึ้นนี้ ทำให้ภาครัฐมีความกังวลว่า จะเกิดปัญหาขาดแคลนก๊าซแอลพีจีในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากเวลานี้คลังรับก๊าซที่เขาบ่อยา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ของบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) สามารถรองรับการนำเข้าก๊าซหุงต้มได้เพียง 1000,000 ตันต่อเดือน เท่านั้น ทำให้เวลานี้ทาง ปตท.ต้องรับและส่งก๊าซออกจากคลังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อระบายก๊าซออกให้เร็วที่สุด ซึ่งหากระบบเกิดมีปัญหา การส่งก๊าซแอลพีจีออกจากคลังอาจจะสะดุดและทำให้ขาดแคลนแอลพีจีได้
-เร่งหาทางออก
นายศิริศักดิ์กล่าวว่ากรมธุรกิจพลังงาน กำลังเร่งประสานกับทาง ปตท.ว่าจะวางแผนในการนำเข้าก๊าซแอลพีจีไม่ให้เกิดการขาดแคลนได้อย่างไร โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่จะลดปริมาณการใช้ก๊าซแอลพีจีที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตปิโตรเคมีลงมา เพื่อให้มีก๊าซแอลพีจีออกมาสู่ระบบได้มากยิ่งขึ้น
ที่สำคัญทางออกในการแก้ปัญหานั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งหารือกับกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรที่จะแก้ไขกฎระเบียบในการจัดเก็บภาษี กรณีการนำเรือมาลอยกลางทะเล เสมือนหนึ่งว่าเป็นคลังลอยน้ำ ที่สามารถนำเรือเล็กมาบรรทุกแอลพีจีได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องส่งแอลพีจีไปยังคลังเขาบ่อยาก่อน ทั้งนี้เพื่อให้มีคลังเพียงพอที่จะรับก๊าซแอลพีจีจากการนำเข้าได้ โดยในสัปดาห์นี้จะมีการประชุมติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขระเบียบกับหน่วยงานดังกล่าว
“รูปแบบของคลังลอยน้ำจะเป็นการจัดหาก๊าซหุงต้มในรูปของ Refrigerated Propane (C3) และ Butane (C4) ที่บรรทุกมาทางเรือใช้เป็นคลังลอยน้ำ (Floating Storage Unit: FSU) แทนชั่วคราวครั้งละประมาณ 15 - 30 วัน โดย บมจ.ปตท. จะขนถ่ายก๊าซแอลพีจีจากเรือ Refrigerated ที่นำเข้าลงเรือลำเลียงทั้งหมดหรือบางส่วนก่อนที่จะนำก๊าซส่วนที่เหลือสูบขึ้นถัง ณ คลังก๊าซเขาบ่อยา จากนั้นเรือ Refrigerated จะเดินทางกลับออกไปต่างประเทศเมื่อทำการสูบถ่ายก๊าซจนหมด วิธีนี้จะช่วยให้มีคลังรองรบก๊าซแอลพีจีได้เพิ่มมากขึ้น”นายศิริศักดิ์กล่าว
-จับตามีนา 53
แหล่งข่าวจาก ปตท.เปิดเผยว่า ขณะนี้ปริมาณการนำเข้าก๊าซแอลพีจีได้เพิ่มสูงขึ้นทุกเดือนตามราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นไป โดยในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2553 คาดว่าปริมาณการนำเข้าจะพุ่งขึ้นไปอยู่ในระดับ 150,000 ตันต่อเดือน และจะขึ้นสูงสุดในเดือนมีนาคม ที่ระดับ 170,000 ตันต่อเดือน ซึ่งเป็นผลมาจากการคาดการณ์ราคาน้ำมันจะมีการปรับตัวสูงขึ้นไป ทำให้ภาคขนส่งเริ่มกลับมาใช้ก๊าซแอลพีจีเพิ่มมากขึ้น
ประกอบกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีการใช้เพิ่มมากขึ้นด้วย เนื่องจากแต่เดิมมีแผนว่า โรงแยกก๊าซธรรมชาติแห่งที่ 6 จังหวัดระยอง จะเริ่มเดือนเครื่องผลิตได้ประมาณเดือนมีนาคม 2553 และป้อนก๊าซแอลพีจีบางส่วนให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี แต่เมื่อต้องถูกระงับการดำเนินงานตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ทำให้ไม่สามารถผลิตแอลพีจีออกมาได้ ทำให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีต้องมาแย่งแอลพีจีจากกำลังการผลิตที่มีอยู่เดิม ส่งผลให้แอลพีจีที่จะออกสู่ระบบลดลง ทำให้ต้องนำเข้าในปริมาณที่มากขึ้น อย่างไรก็ตามคาดว่าหลังจากเดือนพฤษภาคม 2553 การนำเข้าแอลพีจีจะปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับ 130,000 ตันต่อเดือน
-คุมเข้ม24ชม.รับมือ
แหล่งข่าวให้ความเห็นด้วยว่า หากทางกระทรวงพลังงานไม่รีบแก้ปัญหา โดยเร่งประสานกับทางกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรในการแก้ไขกฎระเบียบในการใช้เรือเป็นคลังลอยน้ำได้ทัน ก็จะส่งผลให้มีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดภาวะก๊าซแอลพีจีขาดตลาด เพราะเวลานี้คลังก๊าซฯที่เขาบ่อยา แม้จะยังรับก๊าซแอลพีจีได้ที่ระดับ 100,000 ตันต่อเดือน แต่ต้องเดินระบบการรับส่งมากกว่าความสามารถที่คลังรับได้แล้ว ซึ่งหากระบบไม่มีการขัดข้องหรือเกิดเสีย จะถือว่าเป็นความโชคดี แต่หากระบบเกิดขัดข้องขึ้นมา หรือเดินระบบมากกว่า 1 เดือนต่อจากนี้ ก็อาจจะมีความเสี่ยงให้การส่งก๊าซแอลพีจีเกิดสะดุดและส่งผลต่อเนื่องให้เกิดการขาดแคลนได้ ซึ่งยอมรับว่าการรับมือการนำเข้าก๊าซแอลพีจีครั้งนี้สาหัสกว่าที่เคยเจอมา เพราะเจ้าหน้าที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อป้องกันไม่ให้ระบบมีปัญหาตามมา
อย่างไรก็ตาม ปตท.อยู่ระหว่างการวางแผนร่วมกับกระทรวงพลังงานอยู่ หากการแก้กฎระเบียบคลังลอยน้ำมีความล่าช้า และหากเห็นว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดก๊าซแอลพีจีขาดแคลนได้ ก็อาจจะจำเป็นต้องไปลดปริมาณแอลพีจีที่ส่งไปเป็นวัตถุดิบของกลุ่มปิโตรเคมีลงมา และบางส่วนให้หันไปใช้แนฟทาแทน ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้แอลพีจีออกมาป้อนระบบในภาคครัวเรือน อุตสาหกรรม และภาคขนส่งได้
“แต่หากทางกลุ่มปิโตรเคมีไม่เห็นด้วยวิธีนี้ ทางเลือกสุดท้ายอาจจะจำเป็นต้อง ใช้เรือขนาดเล็กขนาด 500-700 ตัน ขนก๊าซแอลพีจีมาจากประเทศมาเลเซียหรือสิงคโปร์ เพื่อมาเข้าคลังที่จังหวัดสงขลา และสุราษฎร์ธานี แทน ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ก๊าซแอลพีจีมีราคาแพงขึ้นไปอีก เพราะจะมีค่าขนส่งเพิ่มขึ้นตันละประมาณ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องจ่ายเงินชดเชยมากขึ้นไปอีก โดยปัจจุบันราคาก๊าซแอลพีจีในตลาดโลกอยู่ที่ 728 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน”
อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่ปตท.เป็นผู้จัดหาพลังงาน และกระทรวงพลังงาน คงไม่ยอมปล่อยให้เกิดการขาดแคลนก๊าซแอลพีจีอย่างแน่นอน ซึ่งจะต้องเลือกเอาระหว่างการลดผลิตปิโตรเคมีลงบ้าง หรือหากไม่มีทางเลือกก็จำเป็นต้องนำเข้าในราคาแพงขึ้นแทน
-แท็กซี่ตัวการแอลพีจีพุ่ง
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สำหรับการผลิตก๊าซแอลพีจี จากโรงแยกก๊าซฯแห่งที่ 6 ที่ถูกระงับจากคำสั่งศาลปกครองสูงสุด แต่เดิมมีแผนที่จะเริ่มผลิตในเดือนมีนาคม ด้วยปริมาณ 50,000 ตันต่อเดือน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 ตันต่อเดือน ในเดือนพฤษภาคม โดยแอลพีจีที่ผลิตได้นี้ ส่วนหนึ่งจะไปป้อนในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่เปิดดำเนินการพร้อมกับโรงแยกก๊าซฯ แต่เมื่อปิโตรเคมีบางโรงงานถูกคำสั่งศาลปกครองให้ระงับการดำเนินงานด้วย น่าจะเป็นผลดีส่วนหนึ่งที่ทำให้ไม่ต้องนำเข้าก๊าซแอลพจีมากขึ้นจนเกินไป
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า การนำเข้าก๊าซหุงต้มที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากความล่าช้าในการดำเนินงานในการเปลี่ยนรถแท็กซี่ที่ใช้ก๊าซแอลพีจีมาเป็นเอ็นจีวีจำนวน 30,000 คัน ที่แต่เดิมคาดว่าจะต้องแล้วเสร็จภายในปีนี้ ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าได้ถึง 30,000 ตันต่อเดือน แต่เวลานี้ทางกระทรวงพลังงานดำเนินการดังกล่าวยังไปไม่ถึงไหน เพราะยังติดปัญหาในการเลือกอู่ที่จะมาติดตั้ง โดยคาดการณ์ว่าในเดือนมกราคม 2553 จะเริ่มมีอู่ดำเนินการได้ และจะปรับเปลี่ยนแท็กซี่ได้ทั้งหมดในเดือนมิถุนายน 2553
-โรงแยก6เสร็จนำเข้าเหลือศูนย์
น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า หากโรงแยกก๊าซฯแห่งที่ 6 สามารถเปิดดำเนินการได้ในช่วงเดือนมีนาคมนี้ จะช่วยให้การนำเข้าเหลือศูนย์ทันที่ เพราะกำลังการผลิตที่ 100,000 ตันต่อวัน จะสามารถช่วยชดเชยการนำเข้าได้ แต่เวลานี้โรงแยกก๊าซถูกคำสั่งศาลฯให้ระงับการดำเนินการอยู่ จึงทำให้ประเทศต้องมีการนำเข้าแอลพีจีในปริมาณที่สูงต่อไป และจะทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องชดเชยในการนำเข้าที่มากขึ้นทุกเดือนด้วย
จะเห็นได้จากตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2552 นี้ มีการนำเข้าแอลพีจีไปแล้วทั้งสิ้น 645,000 ตัน ต้องใช้เงินชดเชยจำนวน 5,600 ล้านบาท ซึ่งหากในปีหน้ายังมีการนำเข้าสูงต่อไปการชดเชยราคาแอลพีจีจะสูงมากขึ้นตามด้วย
อนึ่ง นโยบายตรึงราคาก๊าซแอลพีจีจะมีผลถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2553 ปัจจุบันฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีเงินสดสุทธิ 30,694 ล้านบาท มีหนี้สิน 10,444 ล้านบาท โดยมีเงินไหลเข้ามาประมาณเดือนละ 900 ล้านบาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
*********
04/12/52
จับตาทิศทางน้ำมัน หลังอิหร่านสร้างนิวเคลียร์ท้าโลก
ประธานาธิบดีมาห์มูด อาห์มาดิเนจาด ผู้นำอิหร่าน กล่าวว่า อิหร่านพร้อมเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพิ่มอีก จากระดับปัจจุบันที่ 3.5% เป็น 20% ด้วยตนเอง เนื่องจากอิหร่านขอให้ต่างประเทศส่งยูเรเนียมที่ได้รับการเสริมสมรรถนะมาให้ แต่ปรากฏว่าได้มีการกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ให้อิหร่านปฏิบัติ ซึ่งอิหร่านยอมรับไม่ได้
ทั้งนี้ เตาปฏิกรณ์เพื่อการวิจัยในกรุงเตหะรานต้องใช้ยูเรเนียมที่เสริมสมรรถนะ 20% แต่ประเทศตะวันตกวิตกว่าหากอิหร่านเสริมสมรรถนะยูเรเนียมถึง 90% จะสามารถนำไปใช้ในการผลิตหัวรบนิวเคลียร์ได้ ประเด็นดังกล่าว ทางการจีนได้เรียกร้องให้เพิ่มความพยายามทางการทูตมากกว่าการใช้มาตรการคว่ำบาตรเพื่อแก้ไขวิกฤตินิวเคลียร์อิหร่าน
เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว จีนได้ร่วมกับรัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหรัฐฯลงคะแนนเห็นชอบมติของทบวงพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่เรียกร้องให้อิหร่านยุติการก่อสร้างโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนี่ยมแห่งที่สอง แต่จีนซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของอิหร่านยังคงคัดค้านการออกมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน และทางอิหร่านเองก็ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ โดยกล่าวว่าการที่ประชาคมโลกคว่ำบาตรต่ออิหร่านจะไม่เกิดประโยชน์และบอกว่าการตัดสินใจของรัสเซีย ที่ลงมติประณามอิหร่านเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กรณีการสร้างโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมแห่งที่ 2 ถือเป็นความผิดพลาด พร้อมทั้งชี้แจงว่าไม่ได้ดำเนินการสร้างโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมเพิ่มอีก 10 แห่งตามที่ประกาศ
************
03/12/52
น้ำมันพลิกแรงแซงทองคำชี้แตะ100ดอลล์/บาร์เรล
ที่ปรึกษาการลงทุน-นักวิเคราะห์ แนะเพิ่มน้ำหนักลงทุนในน้ำมัน ดักทางปี 2553 ข้าสู่ยุค"พีคออยล์" เมอร์ริล ลินช์ ปรับเป้าราคาน้ำมันปีหน้าสู่ 94 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล บล.ทิสโก้ฯ คาดสวิงแรง 60-100 ดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมแนะช่องทางลงทุน มีทั้งกองทุนน้ำมัน และหุ้นบริษัทน้ำมันทั่วโลก ชี้อาจให้ผลตอบแทนสูงถึง 35 % ส่วนทองคำแม้ยังน่าลงทุนแต่มีอัพไซซ์ต่ำแล้ว "ออสสิริส" เปิดโปรแกรมออมทอง
***ได้เวลาเก็งกำไรน้ำมัน
นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ภัทร จำกัด(มหาชน) ให้สัมภาษณ์"ฐานเศรษฐกิจ" ว่า บริษัทมีมุมมองด้าน"บวก"ต่อราคาน้ำมันและทองคำมากขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่คาดว่าปี 2553 จะปรับขึ้นแรง
โดยแบงก์ออฟอเมริกา-เมอร์ริล ลินช์ (พันธมิตรด้านงานวิจัยหลักทรัพย์ของบล.ภัทรฯ ) ได้ปรับประมาณการราคาน้ำมันปลายปี 2553 เป็น 94 ดอลลาร์สหัฐฯต่อบาร์เรล จากเดิม 82 ดอลลาร์สหรัฐฯ และยังคาดด้วยว่า มีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะพุ่งเหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนปี 2554 เนื่องจากด้านนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ,ความอ่อนตัวของค่าเงินดอลลารสหรัฐฯ และอุปสงค์(ความต้องการ)และอุปทาน(กำลังการผลิต) น้ำมันที่ตึงตัวมากขึ้น อันเป็นผลต่อเนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก นำโดยตลาดเกิดใหม่ ซึ่งพึ่งพาน้ำมันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจค่อนข้างมาก
ทั้งนี้ เมอร์ริล ลินช์ คาดว่า ความต้องการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้น 2 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2553 และ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 75 % ของความต้องการที่เพิ่มขึ้นจะมาจากตลาดเกิดใหม่
***แกว่งกรอบ 60-100 ดอลลาร์สหรัฐฯ
นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการบริหารและหัวหน้าสายงานวิจัย บล.ทิสโก้ฯ กล่าวว่า ทิศทางราคาน้ำมันในปี 2553 ยังมีโอกาสปรับขึ้นได้ถึง 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ และมีโอกาสได้เห็นวิ่งขึ้นสูงสุดที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ "พีคออยล์"
"ปี 2553 ราคาน้ำมันจะมีความผันผวนแรงและเร็วกว่าปีนี้ คาดว่าราคาจะแกว่งตัวระหว่าง 60-100 ดอลลาร์สหรัฐฯ"
***แห่ลงทุนสูงเป็นประวัติการณ์
ทั้งนี้นายวิศิษฐ์ กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมันปี 2553 มีความผันผวนสูงว่า มาจากสัญญาณเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว และทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯเริ่มแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับค่าเงินยูโร และค่าเงินเยน จากสัญญาณการชะลอการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ จะเริ่มหยุดในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2553 รวมทั้งสัญญาณขบวนการขุดเจาะของประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ที่ชะลอการหาแหล่งน้ำมันใหม่ ๆในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา
ดังนั้น ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2553 จึงแนะนำให้ลงทุนในน้ำมัน และหากดูจากสัญญาการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์น้ำมันทั่วโลก ถือว่าได้มีนักลงทุนเข้าไปลงทุนสูงเป็นประวัติการณ์แล้วในรอบ 20 ปี จนทำให้การลงทุนในสถานะซื้อ(Long) ออยล์ฟิวเจอร์ส รวมแล้ว มูลค่า 111,000 สัญญา (เฉลี่ยสัญญาละ 1,000 บาร์เรลต่อออนซ์)
***แนะช่องลงทุนผ่านกองทุนรวม
ด้านนายจิรวัฒน์ กล่าวว่า ฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนบล.ภัทรฯ แนะนำสำหรับพอร์ตการลงทุนระยะสั้น โดยให้"น้ำหนักสูงกว่าเกณฑ์" ในสินค้าโภคภัณฑ์(คอมมอดิตี) โดยให้มีการลงทุนในกองทุนรวมน้ำมัน เป็นครึ่งหนึ่งของการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวม
เขากล่าวว่า ปัจจุบันมีบริษัทจัดการกองทุน 5 แห่ง ที่เสนอขายกองทุนรวมน้ำมันประเภทกองทุนเปิด อย่างไรก็ตามทั้ง 5 กองทุนมีการลงทุนในกองทุนต่างประเทศกองเดียวกัน นั่นคือ กองทุนน้ำมันPower Shares DB ซึ่งเป็นกองทุนอีทีเอฟ (Exchange Traded Fund: ETF ) ซึ่งจดทะเบียนที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และบริหารจัดการโดยดอยช์แบงก์ ดังนั้น กองทุนเหล่านี้จึงมีความแตกต่างเฉพาะในส่วนของนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และค่าธรรมเนียม
สำหรับกองทุนน้ำมันที่บล.ภัทรฯ แนะนำมี 2 กอง ประกอบด้วย กองทุนเปิด ทิสโก้ ออยล์ ฟันด์ ซึ่งเป็นกองทุนภายใต้การบริหารของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ทิสโก้ จำกัด และกองทุนกรุงศรี ออยล์ ซึ่งเป็นกองทุนภายใต้การบริหารของบลจ.กรุงศรีอยุธยาฯ โดยทั้ง 2 กองทุนเก็บค่าธรรมเนียมในการบริหารในอัตราที่ใกล้เคียงกันและไม่มีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
การลงทุนในกองทุนน้ำมันที่ไม่มีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ฯถือว่าเหมาะสม เนื่องจากน้ำมันในตัวของมันเองเป็นสินทรัพย์ที่สามารถป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อและการอ่อนตัวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ฯ"
***คาดให้ผลตอบแทน 24-35 %
นายจิรวัฒน์ กล่าวว่า จากราคาน้ำมันที่ยังเป็นแนวโน้มขาขึ้น คาดว่าจะให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดี ทั้งนี้เมื่อเทียบราคาน้ำมันในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ระดับ 76 ดอลลาร์สหรัฐฯ กับราคาที่เมอร์ริล ลินช์ คาดการณ์ว่าปี 2553 จะปรับขึ้นไปที่ 94 ดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ได้ผลตอบแทนถึง 24 % และปีถัดไป (2554 ) และให้ผลตอบแทนถึงประมาณ 35 % เมื่อเทียบจากคาดการณ์ราคาน้ำมันที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการลงทุนในน้ำมันจะมีอัพไซซ์ หรือช่วงการปรับขึ้นของราคายังสูงอยู่ เมื่อเทียบกับทองคำที่มีอัพไซซ์น้อยแล้ว
เช่นเดียวกับดร.ศุภกร สุนทรกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซีฯ ที่กล่าวว่า ในปี 2553 น้ำมันน่าจะเป็นอีกผลิตภัณฑ์การลงทุนที่โดดเด่น จึงแนะนำให้นักลงทุนควรลงทุนมากกว่าน้ำหนักของตลาด หรือ Over weight คือ ควรลงทุนประมาณ 5-10 % ของพอร์ต ส่วนทองคำควรลงทุนประมาณ 2 % ของพอร์ตเท่านั้น สำหรับกองทุนน้ำมันภายใต้การบริหารของบริษัท คือกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล เอนเนอร์จี เทน ฟันด์ ซึ่งมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนในบางช่วงเวลา ตั้งแต่เปิดกองทุน(เมษายน 2552 )นักลงทุนมีกำไร 10 % กว่าแล้ว
นายจิรวัฒน์ กล่าวต่อว่า นักลงทุนบางคนลงทุนในน้ำมันผ่านหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมัน สำหรับนักลงทุนไทยมี 2 ทางเลือก คือ ลงทุนในหุ้นของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียมฯ หรือปตท.สผ. หรือกองทุนรวมเวิลด์ เอ็นเนอยี่ ซึ่งเป็นกองทุนภายใต้การบริหารของบลจ.กรุงไทยฯ ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทพลังงานทั่วโลก
อย่างไรก็ตามตั้งแต่ต้นปี 2552 จนถึงปัจจุบัน ผลตอบแทนกองทุน Power Shares DB ในรูปเงินบาท สูงกว่าการลงทุนใน 2 ทางเลือกข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายที่เกิดกับบมจ.ปตท.สผ. จากน้ำมันรั่วในแหล่งมอนทารา ประเทศออสเตรเลีย ที่ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับบริษัทน้ำมัน ซึ่งนักลงทุนสามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยการลงทุนในกองทุนรวมน้ำมัน
อนึ่ง กองทุนรวมน้ำมันที่มี 5 กองทุนในปัจจุบัน นอกจากกองทุนกรุงศรีออยล์และ กองทุนเปิดทิสโก้ออยล์ฟันด์แล้ว อีก 3 กองทุนประกอบด้วย กองทุนเปิดไอเอ็นจี ไทย ดับบลิวทีไอ ออยล์ ลิงค์ ของ บลจ.ไอเอ็นจีฯ เป็นกองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนในตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Note) แบบคุ้มครองเงินต้น 100 % ในสกุลเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย , กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล เอนเนอร์จี เทน ฟันด์ ของ บลจ.เอ็มเอฟซีฯเน้นลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับพลังงานดั้งเดิม และพลังงานทางเลือก และกองทุนเปิดเค อัลเทอร์เนทีฟ เอเนอร์จี้ เอควิตี้ ของบลจ.กสิกรไทยฯ มีนโยบายลงทุนของกองทุน Lyxor Dynamic Alternative Energy Fund ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งในเกาะเคย์แมน
*** 3 ปัจจัยดันราคาทองปี53
นายบุญเลิศ สิริวัฒนวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออสซิริส จำกัด บริษัทในเครือบ้านช่างทอง กรุ๊ป กล่าวว่า การลงทุนในทองคำยังได้รับความสนใจจากนักลงทุน เนื่องจากเศรษฐกิจยังคงผันผวน การลงทุนทองคำยังได้รับความสนใจ ทั้งจากนักลงทุนและธนาคารกลางเพื่อใช้เป็นทุนสำรองมากขึ้น ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์ยังมีทิศทางอ่อนค่า ทำให้ประเมินว่า ราคาทองปีหน้ายังคงปรับขึ้นต่อ โดยครึ่งแรกของปี 2553 เคลื่อนไหวในกรอบ 1,000-1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์
สำหรับนักลงทุนที่สนใจเข้าลงทุนในทองคำ ควรตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบ และจำกัดปริมาณการซื้อไม่เกิน 10-20 บาท เพื่อลดความเสี่ยงและเลือกประเภทของทองคำให้เหมาะสม เช่น ทองคำแท่ง เหรียญทองคำ และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำ (โกลด์ฟิวเจอร์ส)
พร้อมคาดว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2553 บริษัทคาดการณ์ว่าราคาทองคำจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,000-1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ซึ่งตัวแปรสำคัญที่มีอิทธิพลต่อราคาทองคำที่เพิ่มสูงขึ้นมาจาก 3 ปัจจัยคือ ทิศทางเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง และบทบาทของธนาคารกลางทั่วโลก ที่เข้ามาซื้อทองคำเพื่อนำไปใช้เป็นเงินทุนสำรอง นอกจากนี้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ชัดเจน รวมถึงข่าวดูไบเวิลด์ ที่ประกาศเลื่อนชำระหนี้ ถือเป็นการตอกย้ำให้การลงทุนในทองคำยังคงเป็นที่น่าสนใจ และมีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้นในปี 2553
***"ออสสิริส"เปิดโปรแกรม"ออมทอง"
นายบุญเลิศ กล่าวว่า ออสสิริส ได้เปิดตัว "โปรแกรมออมทอง" เพื่อเป็นการช่วยให้ผู้ลงทุนมีวินัยในการออม และเพิ่มความมั่งคั่งให้กับผู้ลงทุนในทองคำในอนาคต โดยโปรแกรมดังกล่าวมี 2 รูปแบบ คือ โปรแกรมที่1 ออมเหรียญทองคำ ซึ่งมีความเหมาะสมกับผู้ที่มีเงินลงทุนน้อย โดยเริ่มต้นที่ 1,000 บาท ส่วนโปรแกรมที่ 2 ออมทองคำแท่ง เหมาะกับผู้ที่มีเงินลงทุนสูง โดยเริ่มต้นที่ 10,000 บาท
ทั้งนี้ โปรแกรมออมทองจะช่วยสร้างวินัยในการออมเงินอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน และผู้ลงทุนสามารถเพิ่ม หรือลดจำนวนเงินออมได้ โดยโปรแกรมดังกล่าวมีการร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.) บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ บมจ.ธนาคารกรุงเทพ และบมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เพื่อการโอนเงินเข้าลงทุนในโปรแกรมดังกล่าว อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้าเม็ดเงินจากผู้ลงทุนในโปรแกรมดังกล่าวไว้ที่ 200 ล้านบาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
**************
01/12/52
ปีหน้ายอดใช้ก๊าซพุ่ง10% โรงงานเพิ่มผลิตรับศก.โต
ปตท.คาดปริมาณความต้องการใช้ก๊าซปี 2553 เพิ่ม 10.6% โดยขยับจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีถึง 49% ส่วนปีนี้ขึ้น 3%
นายเพิ่มศักดิ์ ชีวาวัฒนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. เปิดเผยว่า คาดว่าปี 2553 ปริมาณความต้องการใช้ก๊าซจะเพิ่มถึง 10.6% หรือเป็น 3,950 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เนื่องจากเศรษฐกิจโลกเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ กลับมาเดินเครื่องผลิตมากขึ้น ส่งผลให้มีความต้องการใช้เพิ่ม ขณะปี 2552 จะมีความต้องการใช้ก๊าซ เพิ่ม 3.3% คิดเป็น 3,573 ล้าน ลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
ทั้งนี้ จากปริมาณความต้องการที่เพิ่ม ปตท.ต้องมีแผนการจัดหาก๊าซไว้รองรับ โดยปตท. จะรับก๊าซเพิ่มจากแหล่งเจดีเอและยูโนแคล 2 และ 3 ส่วนการป้องกันผลกระทบจากการจัดส่งก๊าซนั้น ปตท.ได้ทำการสำรวจท่อก๊าซทั่วประเทศ รวมไปถึงจัดทำแผนเตือนภัยหากเกิดปัญหาๆ ซึ่งปตท. ยืนยันจะ จัดหาเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ และไม่ให้เกิดปัญหาไฟฟ้าดับแน่
สำหรับความต้องการใช้ก๊าซปี 2553 การเติบโตส่วนใหญ่มาจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยคาดว่าจะมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้น 49% หากคดีมาบตาพุดมีความชัดเจน เพราะโรงแยกก๊าซธรรมชาติโรงที่ 6 กับโรงแยกก๊าซอีเทน (ก๊าซหุงต้ม) จะเดินเครื่องได้ต้นปี 2553
ดั้งนั้น การที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีความต้องการใช้ก๊าซเพิ่มขึ้น 16% และภาคขนส่ง (เอ็นจีวี) จะมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้น 38% ขณะที่ภาคการผลิตไฟฟ้าจะลดลง 2% เนื่องจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับซื้อไฟฟ้าจากลาวเพิ่มขึ้น โดยโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 จะเข้าระบบในปีหน้า
ขณะที่การใช้ก๊าซในปี 2552 ส่วนใหญ่เป็นการใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 68.8% ใช้ในภาคปิโตรเคมี 16.9% ภาคอุตสาหกรรม 10.3% และภาคขนส่ง 3.7% โดยในภาคขนส่ง (เอ็นจีวี) เติบโตถึง 75% หรือเพิ่มเป็น 133 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปี 2551 ที่มีอัตราเพียงวันละ 76 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
นายปุณณชัย ฟูตระกูล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) กล่าวว่า ปริมาณการใช้ก๊าซในเดือนพ.ย. อยู่ที่ระดับ 4,000 ตันต่อวัน เพิ่มขึ้นจากเดือนต.ค. ที่มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 3,900 ตันต่อวัน โดยคาดว่าปริมาณการใช้ก๊าซเฉลี่ยทั้งปี 2552 จะ อยู่ที่ระดับ 3,600-3,700 ตันต่อวัน ส่วนปี 2553 จะใช้เฉลี่ย 5,200 ตันต่อวัน
posttoday***********
30/11/52
คาดปีหน้าใช้ไฟเพิ่ม4%
กฟผ. คาดแนวโน้มการใช้ไฟปี 2553 โต 4% ตามเศรษฐกิจฟื้น ในขณะที่ปี 2552 คาดติดลบเพียง 0.5%
นายสมบัติ ศานติจารี ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าปี 2553 ว่า จะมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในอัตรา 4% ตามการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่าเป็นการใช้ไฟเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยอัตราการใช้ไฟฟ้าล่าสุดเมื่อ เดือนพ.ย. มีการใช้เป็นบวกถึง 8% เป็นการใช้ไฟเพิ่มขึ้นติดต่อกัน เป็นเดือนที่ 3 และคาดว่าเฉลี่ยทั้งปี การใช้ไฟฟ้าจะติดลบเพียง 0.5% จากเดิมที่คาดว่าจะติดลบถึง 2%
สำหรับการบริหารจัดการแหล่งเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าในปีหน้า ยังคงพึ่งพาการใช้ก๊าซธรรมชาติและถ่านหินเป็นหลัก ซึ่งในอนาคตกระทรวงพลังงานควรจะเข้ามา ช่วยดูแลในเรื่องของการหาแหล่งเชื้อเพลิงอื่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงด้านพลังงานโดยเฉพาะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ควรจะผลักดันให้เป็นวาระระดับชาติ หรือขอความเห็นจากรัฐสภา เพราะหากให้ หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ อาจทำให้ไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ เนื่องจากยังถูก ต่อต้านจากภาคมวลชน
“ในอนาคตควรจะหาแหล่งพลังงานอื่นๆ มาทดแทนก๊าซฯ และน้ำมัน เนื่องจากเราพึ่งพาเชื้อเพลิงประเภทนี้มากเกินไป ซึ่งตามแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไทยกำหนดไว้ 2 แห่ง กำลังผลิตรวม 2,000 เมกะวัตต์ และต้องกำหนด ให้ได้ว่าจะสร้างหรือไม่ภายในเดือน พ.ค. 2553 ซึ่งอยากฝากตอนนี้คือ รัฐบาลควรเข้ามาช่วยอย่างจริงจัง” นายสมบัติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม สำหรับในช่วงปลายปีนี้ แหล่งก๊าซฯ จากพม่ามีแผนที่จะหยุดจ่ายก๊าซฯ ตามแผนหยุดซ่อมบำรุงประจำปี ซึ่งทางกฟผ. และปตท. ได้มีการประสานงานร่วมกันในเรื่องการบริหารเชื้อเพลิง โดยจะใช้น้ำมันเตาจำนวน 20 ล้านลิตร ทำให้มีต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 300 ล้านบาท ขณะเดียวกันก็จะจัดสรรก๊าซฯ จากแหล่งอื่นๆ มาทดแทน เพื่อไม่ให้กระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้ามากเกินไป
posttoday
***********
30/11/52
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสดิ่ง หลัง Dubai World เลื่อนชำระหนี้
Posted on Monday, November 30, 2009
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์ก ส่งมอบเดือน ม.ค. ปรับลดลง 1.91 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 76.05 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังนักลงทุนยังคงวิตกกังวลถึงผลกระทบต่อตลาดเงิน ตลาดทุน รวมทั้งสภาพเศรษฐกิจโดยรวม จากการที่ Dubai World เลื่อนชำระหนี้จำนวนกว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจัยลบที่มีผลต่อราคาน้ำมัน
- นักลงทุนยังคงวิตกกังวลถึงผลกระทบต่อตลาดเงิน ตลาดทุน รวมทั้งสภาพเศรษฐกิจโดยรวม หลัง Dubai World ประกาศเลื่อนชำระหนี้จำนวนกว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่จะครบกำหนดในเดือนธันวาคมนี้ ส่งผลให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นหุ้น และสินค้าโภคภัณฑ์ รวมทั้งน้ำมัน และหันกลับมาถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐแทน
- นักลงทุนทั่วโลกยังคงจับตาดูท่าทีของ Dubai World ในการบริหารจัดการหนี้ที่เหลือจำนวนกว่า 59,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในเบื้องต้นมีความเป็นไปได้ที่ Dubai World จะทยอยขายหน่วยลงทุน รวมทั้งทรัพย์สินต่างๆ โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่ถือครองอยู่ในต่างประเทศ เพื่อจะนำเงินมาชำระหนี้ ซึ่งหากเป็นไปตามคาดก็อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์โลกได้
ปัจจัยบวกที่มีผลต่อราคาน้ำมัน
- นักวิเคราะห์หลายรายออกมาให้ความเห็นว่า ผลกระทบจาก Dubai World ไม่สามารถเทียบได้กับ Lehman Brothers จึงไม่น่าจะเกิดวิกฤติการเงินรอบ 2 ดังนั้น ราคาหุ้นและน้ำมันที่ปรับลดลง หลังตลาดตื่นตกใจกับข่าวดังกล่าว น่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าซื้อ สะท้อนได้จากราคา WTI เมื่อวันศุกร์ที่ปรับลดลงไปต่ำสุดที่ 72.39 ดอลลาร์สหรัฐก่อนจะกลับมาปิดที่ 76.05 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ตลาดลอนดอน ส่งมอบเดือน ม.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 0.19 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 77.18 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันดิบดูไบและราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์ ไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากตลาดปิดทำการในวันสำคัญทางศาสนาฮินดู
- สนับสนุนข้อมูลโดย บมจ. ไทยออยล์ -
money news update
***********
30/11/52
ปตท.คาดความต้องการก๊าซปีหน้าเพิ่มขึ้น 10%
ปตท.คาดปีหน้าความต้องการใช้ก๊าซเพิ่มมากขึ้นกว่า 10% โดยส่วนใหญ่มาจากปิโตรเคมี
นายเพิ่มศักดิ์ ชีวาวัฒนานนท์ รองกรรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ปตท.กล่าวว่า ในขณะนี้โรงงานต่าง ๆ กลับมาเดินเครื่องผลิตมากขึ้น หลังพบว่าความต้องการใช้ก๊าซเพื่อเป็นเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้น โดยคาดว่าปีนี้ความต้องการจะขยายตัว 3.3% หรือ 3,573 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และปีหน้าจะเพิ่ม 10.6% หรือมีความต้องการเฉลี่ย 3,950 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
สำหรับการใช้ก๊าซในปี 2552 ส่วนใหญ่ 68.8% ใช้ในภาคผลิตไฟฟ้า รองลงมาคือ ปิโตรเคมี 16.9% ภาคอุตสาหกรรม10.3% และเอ็นจีวี 3.7% โดยเอ็นจีวีเติบโตถึง 75% หรือเพิ่มเป็น 133 ล้านลูกบาศ์กฟุตต่อวัน จากที่ปี 2551 มีอัตราเพียงวันละ 76 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
นายเพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า ในส่วนของความต้องการก๊าซปี 2553 การเติบโตส่วนใหญ่มาจากปิโตรเคมี โดยในกรณีที่คดีมาบตาพุดมีความชัดเจน โรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงที่ 6 กับโรงแยกอีเทน เดินเครื่องได้ ต้นปี 2553 และคาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัว จะทำให้เกิดความต้องการใช้ก๊าซเพิ่มขึ้นมากในอุตสาหกรรมและเอ็นจีวี โดยความต้องการจะเพิ่มเป็น 49% 16% และ 38% ตามลำดับ ในขณะที่ภาคการผลิตไฟฟ้าจะลดลง 2% เนื่องจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว เพิ่มขึ้น โดยโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 จะเข้าระบบในปีหน้า
krungthepturakij
***********
26/11/52
ผลสำรวจรอยเตอร์คาดอุปสงค์น้ำมันโลกเพิ่มแซงอุปทานปีหน้า
ผลสำรวจนักวิเคราะห์จากรอยเตอร์คาดว่าอุปสงค์น้ำมันที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกมีแนวโน้มแซงหน้าอัตราอุปทานใหม่ในปี 53 ซึ่งจะช่วยลดสต็อกน้ำมันดิบปริมาณมากที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยนักวิเคราะห์จากรอยเตอร์คาดว่าอุปสงค์น้ำมันในปี 53 จะเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านบาร์เรล/วัน สู่ 85.9 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะที่คาดว่าการผลิตนอกกลุ่ม OPEC ในปี 53 จะอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 51 ล้านบาร์เรล/วัน และคาดว่าการผลิตของกลุ่ม OPEC รวมอิรักจะอยู่ที่ 28.9 ล้านบาร์เรล/วัน
********
25/11/52
IEA ห่วงราคาน้ำมันกระทบเศรษฐกิจโลก
Posted on Tuesday, November 24, 2009
นายฟาตีห์ บิรอล หัวหน้าแผนกวิเคราะห์เศรษฐกิจของ ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนว่า ราคาน้ำมันจะกระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกหากขยับขึ้นสูงกว่าราคาในขณะนี้ ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม IEA ได้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) จะตัดสินใจเรื่องราคาน้ำมันอย่างไรในการประชุมเดือนธันวาคมนี้
นายบิรอล เตือนด้วยว่า การลงทุนด้านการผลิตน้ำมันในปีนี้ลดลง 19% เมื่อเทียบกับปีก่อน ทำให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะปรับขึ้นจากปัจจุบันหากจีนและอินเดียมีความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น
สำหรับราคาน้ำมันดิบเมื่อคืนที่ผ่านมาได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยตลาดไนเม็กซ์ของสหรัฐฯ งวดส่งมอบเดือนมกราคม เพิ่มขึ้น 9 เซนต์ ปิดที่ 77.56 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดเบรนท์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนเดียวกัน เพิ่มขึ้น 26 เซนต์ ปิดที่ 77.46 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
**********
25/11/52
เกษตร-พาณิชย์-เอกชนหนุนผสมไบโอดีเซล3%
กระทรวงเกษตรฯ-พาณิชย์-สมาคมผู้ผลิตปาล์ม เห็นพ้องเริ่มบังคับผสมไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นจาก 2% เป็น 3% ปีหน้า มั่นใจผลผลิตในประเทศมีเพียงพอ
นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สต็อกน้ำมันปาล์มดิบในประเทศ มีปริมาณที่สูงผิดปกติถึง 2.2 แสนตัน ซึ่งสต็อกที่เหมาะสมควรอยู่ระดับ 1.5 แสนตันเท่านั้น เกิดจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้ผู้ส่งออกหลายประเทศ รวมทั้งไทย ไม่สามารถส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้ ดังนั้น กระทรวงพลังงานจึงได้หารือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งสมาคมผู้ผลิตปาล์มและเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม เพื่อบริหารจัดการสต็อกน้ำมันปาล์มในปีหน้า ให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสม ซึ่งทุกฝ่ายยืนยันว่า ควรมีการนำไบโอดีเซลบี 100 มาผสมในน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น
จากปัจจุบัน ที่บังคับให้ผสมอยู่ 2% ของน้ำมันดีเซลทุกลิตร จะให้เพิ่มเป็น 3% ซึ่งจะส่งผลให้ยอดการใช้ไบโอดีเซลบี 100 เพิ่มขึ้น 34% จาก 350,000 ตันต่อปี เป็น 470,000 ตันต่อปี และยังเหลือพอสำหรับเก็บสำรองและส่งออกจำหน่ายต่างประเทศได้ด้วย
“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งสมาคมผู้ผลิตปาล์ม กระทรวงพาณิชย์ และเกษตรกรได้ประชุม และยืนยันว่า ผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบ จะมีสูงขึ้นเพราะมีการปลูกปาล์มเพิ่มขึ้นแล้ว และจะทำให้น้ำมันปาล์มดิบปีหน้า มีมากขึ้นกว่าปีนี้อีก 20% หรือมีผลผลิตประมาณ 1.7 ล้านตัน ซึ่งยืนยันว่า เพียงพอต่อการบังคับใช้ไบโอดีเซลบี 3 อย่างแน่นอน” นายประพนธ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม จะมีการเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารพลังงาน (กบง.) ในวันนี้ (25 พ.ย.) ที่มี นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานพิจารณาเห็นชอบว่าจะให้มีการกำหนดบังคับผสมไบโอดีเซลบี 100 ในน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นเป็น 3% ในปีหน้าหรือไม่ แต่หากเสนอเข้าที่ประชุมไม่ทันรอบนี้จะนำเข้าสู่ที่ประชุม กบง.ในครั้งต่อไป
นายประพนธ์ กล่าวว่า สำหรับการประชุมกับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 อาทิ ปตท. บางจาก เชลล์ และไทยออยล์ วานนี้ (24 พ.ย.) ได้ข้อสรุปร่วมกันให้ผู้จำหน่ายไบโอดีเซล จัดทำเอกสารแจ้งแหล่งที่มาของวัตถุดิบว่า เป็นวัตถุดิบในประเทศหรือนำเข้า และได้ขอความร่วมมือกับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ตรวจสอบเอกสาร เพื่อรับซื้อไบโอดีเซล ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ โดยกระทรวงพลังงาน ไม่ต้องการให้มีการใช้วัตถุดิบไบโอดีเซลจากต่างประเทศ เนื่องจากปริมาณไบโอดีเซลในประเทศยังมีมากเพียงพอต่อความต้องการใช้
นอกจากนี้ ได้เตรียมประชุมร่วมกับผู้ผลิตไบโอดีเซลทั้ง 13 โรงงานทั่วประเทศในสัปดาห์หน้า เพื่อขอความร่วมมือ ให้ใช้วัตถุดิบสำหรับผลิตไบโอดีเซลบี 100 ในประเทศเท่านั้น หากผู้ผลิตให้ความร่วมมือ จะมีการประชุมสรุปร่วมกันอีกครั้ง ระหว่างผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 และผู้ผลิตไบโอดีเซล รวมทั้งหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดเป็นมาตรการรับซื้อไบโอดีเซลปี 2553 ต่อไป
krunthepturakij***********
19/11/52
ผลกระทบจากมาบตาพุด ทำปีหน้าต้องนำเข้า LPG เดือนละมากกว่า 1 แสนตัน
Posted on Thursday, November 19, 2009
น.พ. วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน บอกว่า การนำเข้าก๊าซปิโตรเลียมหลว (LPG) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปีหน้าจะต้องนำเข้าเฉลี่ยเกินเดือนละ 1 แสนตัน เห็นได้จากในเดือนตุลาคม ที่มีการนำเข้ากว่า 1 แสนตันแล้ว เนื่องจากมีการนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทน หลังราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่กำลังการผลิตในประเทศมีจำกัด เนื่องจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติโรงที่ 6 ของ บมจ.ปตท.ยังไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ เพราะติดปัญหาการฟ้องร้องเรื่องมาบตาพุด
กระทรวงพลังงานจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาขยายเพดานการชดเชยส่วนต่างการนำเข้า LPG ที่จ่ายให้กับ ปตท. เพิ่มเป็นเดือนละ 800 หรือ 1,000 ล้านบาท จากเดิมที่เดือนละ 500 ล้านบาท ซึ่งล่าสุด กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีหนี้ที่ค้างชำระให้กับ ปตท. กรณีส่วนต่างการนำเข้า LPG ในปี 2551 เหลืออยู่อีก 4,500 ล้านบาท และในปีนี้คาดว่าจะมีภาระชดเชยอีกประมาณเดือนละ 1,000 ล้านบาทอีกด้วย
money news update
**********
19/11/52
น้ำมันแพงดันยอดนำเข้าแอลพีจีทะลุแสนตัน/เดือน
น้ำมันแพงดันความต้องการใช้แอลพีจีพุ่ง ขณะที่โรงแยกก๊าซแห่งใหม่ของปตท. ถูกระงับ ส่งผลยอดนำเข้าก๊าซแอลพีจีเดือน ตค. พุ่งถึงกว่าแสนตัน
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวยอมรับว่า จากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ทำให้มีการหันมาใช้พลังงานทดแทน อย่างก๊าซหุงต้มกันมากขึ้น ประกอบกับการที่โรงแยกก๊าซธรรมชาติโรงที่ 6 ของ ปตท. ยังไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ เนื่องจากติดปัญหาการฟ้องร้องเรื่องมาบตาพุด จึงทำให้การใช้ก๊าซหุงต้มสูงเกินคาดการณ์
เดือนตุลาคม 2552 มีการนำเข้าก๊าซแอลพีจีกว่า 1 แสนตัน และคาดว่าหากโรงแยกก๊าซยังติดปัญหา ก็อาจทำให้การนำเข้าสูงในระดับนี้ตลอดปีหน้า ซึ่งจะเป็นภาระของประเทศที่ต้องมีมูลค่านำเข้าสูงขึ้น ในขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็ต้องมีภาระรายจ่ายส่วนต่างนำเข้าที่ ปตท.ต้องนำเข้าก๊าซหุงต้มสูงขึ้นเช่นกัน
ทั้งนี้ นพ.วรรณรัตน์ ได้เปิดเผยว่า กระทรวงกำลังพิจารณาจะเพิ่มเพดานส่วนต่างการนำเข้าเพิ่มจาก 500 เป็น 800 หรือ 1,000 ล้านบาทต่อเดือน ในขณะเดียวกัน ปตท.ได้ลงทุนรับแอลพีจีจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นในลักษณะคลังลอยน้ำอีกด้วย
krungthepturakij**********
19/11/52
กลุ่มพลังงาน
"มาบตาพุด"ยังยืดเยื้อไม่จบง่าย ทำบรรยากาศลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงานอึมครึมต่อไปอีก PTT-SCC อ่วมสุด หลังศาล
ปกครองยังไม่มีคำสั่งใดๆ เหตุสมาคมต่อต้านโลกร้อน เล่นเกมซื้อเวลาขอส่งพยานเอกสารเพิ่มเติม 20 พ.ย.นี้ (ข่าวหุ้น)
ความเห็น สืบเนื่องจาก การพิจารณาคดีของศาลปกครองนั้น จะใช้ ระบบไต่สวนแทนที่จะเป็น ระบบกล่าวหา กล่าวคือ จะ
สืบหาข้อเท็จจริงของคำฟ้องนั้นๆ โดยตุลาการของศาลปกครอง จะมีส่วนในการตัดสินคดีต่างๆ ดังนั้น กระบวนการตัดสินคดี
จึงมีความแตกต่างจากศาลยุติธรรมอื่นๆ
การเลื่อนการปิดรับสำนวนออกไป อาจมีผลต่อหุ้นที่เกี่ยวข้องเพียงแค่ ทำให้เวลาที่จะทราบผลการตัดสินนั้นเลื่อนออกไปอีก
ประมาณ 1 เดือน (ก่อนหน้าเราคาดว่า น่าจะทราบผลภายในเดือน ธ.ค.52 ถ้าไม่มีการเรียกข้อมูลเพิ่ม)
สำหรับ ผลการตัดสินของศาลปกครองสูงสุดที่จะเกิดขึ้นในอีก 2 เดือนข้างหน้า จะออกมาในเชิงที่ว่า “ยืน” , “กลับ” หรือ “แก้”
คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นได้ รวมทั้งมีอำนาจสั่งยกคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นแล้วส่ง
สำนวนคดีคืนไปให้พิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่หรือกำหนดให้พิจารณาคดีนั้นใหม่ทั้งหมดหรือบางส่วนแล้วพิพากษาหรือมีคำสั่ง
ใ หม่ หรือดำเนินการตามคำชี้ขาดของศาลปกครองสูงสุดแล้วพิพากษาหรือมีคำสั่งไปตามรูปคดี
ณ วันนี้ เรายังเชื่อว่าผลการตัดสิน น่าจะออกมาในทางที่เป็นบวก แต่ถึงกระนั้น ผลของคดีนี้ มีผลค่อนข้างมากต่อทั้ง 76
โครงการ โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้น ที่ได้ผลกระทบทางตรงที่แรงกว่าหุ้นตัวอื่นๆ ประกอบด้วย PTT, PTTCH , PTTAR
และ SCC จะทำให้นักลงทุนระดับสถาบันยังไม่กล้าที่จะเข้ามาลงทุนในหุ้นกลุ่มเสี่ยงนี้อย่างจริงจัง ดังนั้น การลงทุนในหุ้น
เหล่านี้ อาจต้องคอยติดตามความคืบหน้าที่จะมีออกมาเป็นระยะๆด้วย cgs
***********
18/11/52
จีนเสี่ยงเผชิญวิกฤติขาดแคลนพลังงาน
Posted on Wednesday, November 18, 2009
รัฐบาลจีน ยอมรับว่า จีนอาจเผชิญภาวะขาดแคลนพลังงานและก๊าซธรรมชาติในฤดูหนาวปีนี้ โดยเฉพาะในมณฑลเซี่ยงไฮ้และพื้นที่ตอนกลางของประเทศ เนื่องจากฤดูหนาวในปีนี้มีอุณหภูมิลดต่ำลงมากกว่าหลายปีก่อน ทำให้ความต้องการพลังงานในกลุ่มผู้บริโภคเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้บริโภคที่มีรายได้สูงซึ่งมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ทันสมัย ทำให้มณฑลเซี่ยงไฮ้ซึ่งมีประชากรกว่า 20 ล้านคน กำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงาน 1.9 ล้านกิโลวัตต์ ซึ่งถือเป็นการขาดแคลนพลังงานที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังความต้องการพลังงานที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้การผลิตพลังงานที่โรงงานเป็นไปอย่างเร่งด่วนและทำให้เครื่องจักรเสียหายตามมา
ทั้งนี้ อุณหภูมิที่มณฑลเซี่ยงไฮ้ติดลบจนเกือบถึงจุดเยือกแข็งตั้งแต่เมื่อวานนี้ และคาดว่าอุณหภูมิจะลดลงอีกในระยะเวลาสั้น ๆ นอกจากนี้ เมืองต่างๆทั่วภูมิภาคทางตอนเหนือและตอนใต้ของจีนได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสภาพอากาศที่หนาวเหน็บและหิมะที่ตกลงมามากผิดปกติ
ส่วนการจราจรในกรุงปักกิ่งของจีนต้องหยุดชะงัก หลังหิมะตกหนักที่สุดในรอบ 54 ปี โดยสนามบินปักกิ่งต้องเลื่อนเที่ยวบินกว่า 100 เที่ยว และยกเลิกอีก 59 เที่ยวบินในวันนี้ ขณะที่รถยนต์หลายพันคันติดอยู่บนทางด่วนที่เชื่อมระหว่างปักกิ่งกับเมืองโดยรอบไม่ว่าจะเป็นส่านซี เหอเป่ย เหลียวหนิง และมองโกเลียใน
นอกจากนั้นยังมีการหยุดเดินรถไฟ 124 ขบวน เนื่องจากหิมะหนากว่า 16 เซ็นติเมตรได้ปกคลุมไปทั่วเมือง ขณะที่อุณหภูมิลดลงแตะ -6 องศาเซลเซียสแล้ว
money news update
**********
11/11/52
IEA ลดคาดการณ์ความต้องการน้ำมันระยะยาว
สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ได้ปรับลดการคาดการณ์ความต้องการน้ำมันทั่วโลกในระยะยาว เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำมันในประเทศพัฒนาแล้ว และนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนให้มีการใช้พลังงานทางเลือก
IEA คาดว่าอุปสงค์น้ำมันทั่วโลกจะปรับตัวขึ้น 1% ต่อปี แตะ 105 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี พ.ศ. 2573 จากระดับ 85 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2551 ซึ่งตัวเลขคาดการณ์ล่าสุดที่ได้รับการเปิดเผยในวันนี้ ต่ำกว่าระดับ 106 ล้านบาร์เรลต่อวันที่ IEA ได้ประเมินไว้เมื่อปีที่แล้ว
IEA ระบุในรายงานว่า วิกฤตการเงินโลกและภาวะถดถอยส่งผลกระทบอย่างมากกับแนวโน้มตลาดพลังงาน และดีมานด์พลังงานโลกก็ร่วงลงอย่างหนักตามภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวลง
นอกจากนี้ นานาประเทศยังได้ผลักดันให้ผู้บริโภคลดปริมาณการใช้พลังงานลง เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงที่นำเข้าจากต่างประเทศ
บลูมเบิร์กรายงานว่า IEA ระบุด้วยว่า กฎหมายเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนมีแนวโน้มว่าจะทำให้ดีมานด์น้ำมันดิบในระยะยาวลดลง ซึ่งในการประชุมด้านสิ่งแวดล้อมที่จะจัดขึ้นที่เดนมาร์กเดือนหน้านั้น ก็จะมีการหารือเรื่องสนธิสัญญาฉบับใหม่เพื่อลดการปล่อยปริมาณก๊าซเรือนกระจกในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนา
IEA ระบุว่า การเติบโตด้านดีมานด์น้ำมันจนถึงปี 2573 นั้น จะมาจากประเทศกำลังพัฒนา และการใช้น้ำมันในประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่ม OECD จะหดตัวลงในช่วงดังกล่าว
money wake up
**************
10/11/52
ผู้เชี่ยวชาญคาดน้ำมันยังไม่แตะ $100
กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปค) กำลังเพิ่มปริมาณการผลิตในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 2 ปี ทำให้สต็อกน้ำมันดิบของโอเปคพุ่งขึ้นเกือบแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สถานการณ์ดังกล่าวไม่อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดีดตัวขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรลในเร็วนี้
สตีเฟ่น ชอร์ก ประธานบริษัท ชอร์ก กรุ๊ป อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัที่ปรึกษาด้านพลังงานรายใหญ่ในสหรัฐเปิดเผยว่า โอเปคเพิ่มปริมาณการผลิต 4% ต่อวัน หรือ 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน นับตั้งแต่เดือนมี.ค.เป็นต้นมา
"ราคาน้ำมันดิบที่ระดับ 100 ดอลลาร์ไม่เป็นผลดีต่อโอเปค เพราะโอเปครู้ดีว่าบรรดานักเก็งกำไรยังคงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น” ชอร์กกล่าว
นอกจากนี้ ยังมีไม่นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทคนใดเชื่อว่าราคาน้ำมันดิบจะพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 100 ดอลลาร์ก่อนถึงปลายปีหน้า
ขณะที่กษัตริย์อับดุลเลาะห์แห่งซาอุดิอาระเบียระบุว่าราคาน้ำมันที่ระดับ 75 ดอลลาร์เป็นระดับที่ยุติธรรมสำหรับผู้ใช้และผู้ผลิต พร้อมกล่าวว่าซาอุดิอาระเบียได้เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอีก 50% หรือ 4 ล้านบาร์เรล/วัน
นอกจากนี้ รายงานข่าวที่ว่า บริษัทน้ำมันหลายแห่งในอ่าวเม็กซิโกพากันอพยพพนักงานและระงับการผลิตบางส่วนเนื่องจากพายุเฮอร์ริเคน "ไอด้า" ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากเคลื่อนตัวเข้าสู่อ่าวเม็กซิโก โดยอ่าวเม็กซิโกเป็นพื้นที่ที่สามารถผิลน้ำมันดิบได้กว่า 1 ใน 4 ของปริมาณการผลิตโดยรวมในสหรัฐ ทำให้ราคาน้ำมันดิบสิงคโปร์เมื่อวานนี้ปรับตัวสูงขึ้น
สัญญาน้ำมันส่งมอบเดือนธันวาคม บวกขึ้น 2 เหรียญ หรือกว่า 2% มาที่ 79.44 เหรียญต่อบาร์เรล จ่อเข้าใกล้ระดับสูงสุดใหม่ที่เคยทำไว้ที่ 82 เหรียญ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม
***********
04/10/52
ยอดสั่งซื้อสินค้าจากโรงงาน หนุนราคาน้ำมันดิบขึ้นต่อเป็นวันที่ 2
Posted on Wednesday, November 04, 2009
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์ก ส่งมอบเดือน ธ.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 1.47 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 79.60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากยอดคำสั่งซื้อสินค้าของโรงงานสหรัฐฯในเดือน ก.ย. ปรับเพิ่มขึ้น สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
ปัจจัยบวกที่มีผลต่อราคาน้ำมัน
- กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ รายงานตัวเลขยอดคำสั่งซื้อสินค้าของโรงงานในเดือน ก.ย. ปรับเพิ่มขึ้น 0.9% ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ 0.8% ขณะที่จำนวนสินค้าคงคลังปรับลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13
- กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ รายงานยอดขายรถเดือน ต.ค. ที่ 834,517 คัน หรือ 10.44 ล้านคันต่อปี (Seasonal Adjusted) ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 9.8 ล้านคันต่อปี และสูงกว่าตัวเลขเดือน ก.ย. ที่ 9.16 ล้านคันต่อปี
- ราคาทองคำพุ่งทำสถิติสูงสุดอีกครั้งที่ 1,084.9 เหรียญสหรัฐฯ ต่อออนซ์ หลังกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ตกลงขายทองคำ 200 ตันให้กับธนาคารกลางอินเดีย บ่งชี้ให้เห็นว่า มีความต้องการสำรองทองคำจากประเทศต่างๆ เพิ่มขึ้น
- สถาบันปิโตรเลียมของสหรัฐฯ (API) รายงานตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังประจำสัปดาห์ ลดลง ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นต่อหลังจากปิดตลาด
ปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง ลดลง 3.276 ล้านบาร์เรล
ปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลัง เพิ่มขึ้น 0.501 ล้านบาร์เรล
ปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลัง เพิ่มขึ้น 1.789 ล้านบาร์เรล
ปัจจัยลบที่มีผลต่อราคาน้ำมัน
- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ปิดตลาดแข็งค่าขึ้นมาแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 เดือน เมื่อเทียบกับเงินยูโร เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับภาคธนาคาร หลัง European Commission แถลงผลการประเมินธนาคารในยุโรปว่า จะประสบภาวะขาดทุนทั้งหมดประมาณ 4 แสนล้านยูโร ในช่วงปี 2552 - 2553
- ดัชนีดาวโจนส์ของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง 17.53 จุด มาปิดที่ 9,771.91 จุด เนื่องจากนักลงทุนยังคงกังวลเกี่ยวกับความเห็นของธนาคารกลางเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งมีการประชุมอยู่ระหว่างวันที่ 3 - 4 พ.ย.
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ตลาดลอนดอน ส่งมอบเดือน ธ.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 1.56 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 78.11 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันดิบดูไบ ตลาดสิงคโปร์ ปรับเพิ่มขึ้น 0.70 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 76.12 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
- สนับสนุนข้อมูลโดย บมจ. ไทยออยล์ -
money news update
*************
30/10/52
กระทรวงพลังงานสั่งทบทวนแผนสร้างโรงไฟฟ้า 15 ปี
Posted on Friday, October 30, 2009
น.พ. วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน บอกว่า กระทรวงพลังงาน ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ตั้ง “คณะอนุกรรมการด้านพลังงานเริ่มจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าในอนาคต” เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการผลิตไฟฟ้าในระยะ 15 ปีข้างหน้า ที่ดำเนินการถึงปี 2566 ให้สอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
เนื่องจากหากมีการก่อสร้างโรงมากเกินความจำเป็น ประชาชนก็จะต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่สูงเกินไป แต่หากการก่อสร้างไม่เพียงพอก็อาจจะเกิดปัญหาไฟตกไฟดับได้ โดยเบื้องต้นคาดว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าของระบบจะเพิ่มจาก 30,000 เมกะวัตต์ในปัจจุบัน เป็น 50,000 เมกะวัตต์ ซึ่งแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าในอนาคตจะมีการบรรจุโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เข้าไปด้วย
นายวิฑูรย์ แนวพานิช ประธานกรรมการสหกรณ์แท็กซี่สยาม คาดว่า จะสามารถปรับเปลี่ยนรถแท็กซี่ที่ใช้ LPG ในระบบปัจจุบันที่เหลือ 30,000 คันให้หันมาใช้ NGV ได้หมดกลางปีหน้า โดยในการติดตั้งจะร่วมตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใส และมีส่วนร่วมจากผู้ที่เกี่ยวข้อง
money news update
**********
30/10/52
ยักษ์น้ำมันยุโรป Shell รายงานกำไรดิ่ง 62%
แล้วก็มาถึงคิวผลประกอบการของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในยุโรป อย่าง Royal Dutch Shell ที่ตัวเลขกำไรดิ่งลงถึง 62% ในไตรมาส 3 และบริษัทก็ยังบอกด้วยว่าการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของความต้องการพลังงาน รวมถึงแนวโน้มราคา ไม่น่าจะมีความเป็นไปได้อีกด้วย
กำไรสุทธิของ Shell ร่วงลงสู่ระดับ 3,250 ล้านเหรียญ จาก 8,450 ล้านเหรียญในช่วงเดียวกันปีที่แล้ว
นาย Peter Voser ซีอีโอของ Shell บอกว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานยังมีความไม่แน่นอนสูง ท่ามกลางแนวโน้มความต้องการน้ำมันดิบที่อาจจะทำสถิติลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2523 ซึ่งเท่าที่ผ่านมาบริษัทเองก็รับมือด้วยการปลดพนักงานออก 5,000 ตำแหน่ง หรือราว 5% ของจำนวนพนักงานรวมทั้งหมด และก็ได้ลดต้นทุนจากการดำเนินงานลงประมาณ 1,000 ล้านเหรียญ
นักวิเคราะห์จาก ING มองว่า ผลประกอบการที่ย่ำแย่ของ Shell ในส่วนธุรกิจ upstream ถูกชดเชยด้วยผลงานที่ดีของธุรกิจ downstream และก็ยังมีเรื่องการปรับลดต้นทุนที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีเข้ามาช่วยพยุงธุรกิจด้วย
ในส่วนของบริษัทพลังงานรายใหญ่อื่นๆ ในยุโรปที่ได้ประกาศผลประกอบการไปแล้ว ก็มีอย่างเช่น บริษัท Eni ยักษ์ใหญ่พลังงานจากอิตาลี ที่รายงานกำไรร่วงลงเกือบ 60% ในไตรมาสที่แล้ว
ขณะที่ BP บริษัทน้ำมันรายใหญ่เบอร์สองในยุโรป ได้เปิดเผยผลกำไรที่ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ หลังจากที่สามารถกระหน่ำลดต้นทุนได้จนเกินเป้าหมายที่ 1,000 ล้านเหรียญ
นาย Voser ที่เข้ามาเทคโอเวอร์ตำแหน่งซีอีโอแทนคนเก่า คือ นาย Jeroen van der Veer เมื่อเดือนกรกฎาคม ได้เริ่มต้นปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงานของบริษัทที่รวมถึงการควบรวมสามหน่วยธุรกิจ ลงให้เหลือสองหน่วยหลัก คือ อเมริกาและตลาดอื่นๆ ของโลก ซึ่งกลยุทธ์นี้ก็เหมือนกับที่ทางบริษัท BP ใช้ปรับโครงสร้างองค์กรไปตั้งแต่เมื่อเกือบสองปีที่แล้ว
บริษัทที่มีฐานที่มั่นในกรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ แห่งนี้ ได้ปรับโครงสร้างการบริหารด้วยการลดตำแหน่งงานพนักงานอาวุโสลงกว่า 20% ให้เหลือเพียง 600 ตำแหน่ง ขณะเดียวกัน ก็ให้พนักงานจำนวนไม่น้อยกลับเข้ามาสมัครงานในตำแหน่งงานเดิม ตามนโยบายการปรับโครงสร้างการทำงานภายในครั้งใหญ่
ซีอีโอ Shell เคยคาดการณ์ถึงสถานการณ์พลังงานเมื่อกลางปีที่ผ่านมาว่า ความต้องการน้ำมันโลกจะลดลงมากกว่า 2 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีนี้ ขณะที่ตัวเลขการใช้ก๊าซในภูมิภาคยุโรปจะปรับตัวลง 5%
money wake up***************
30/10/52
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสฟื้น หลัง GDP ไตรมาส 3/52 ของสหรัฐฯ บวกเป็นครั้งแรกในรอบปี
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์ก ส่งมอบเดือน ธ.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 2.41 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 79.87 ดอลลาร์สหรัฐ หลังเศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตัวเป็นบวกครั้งแรกในรอบปี
ปัจจัยบวกที่มีผลต่อราคาน้ำมัน
- ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของสหรัฐฯ ไตรมาส 3/52 ปรับเพิ่มขึ้น 3.5% หรือมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.3 % ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯ และของโลกน่าจะผ่านพ้นช่วงต่ำสุด และไม่น่าจะปรับตัวเป็นรูปดับเบิ้ลยูตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้
- ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ดีดตัวสูงขึ้นถึง 199.89 จุด มาปิดที่ 9,962.58 จุด รับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของสหรัฐฯ ไตรมาส 3/52 ที่ออกมาดีเกินคาด ประกอบกับผลประกอบการในไตรมาส 3/52 ของบริษัทจดทะเบียนในหลายธุรกิจออกมาในทิศทางที่ดี ทั้งในภาคการผลิต ภาคเทคในโลยี ภาคการเงิน และภาคพลังงาน
- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงเกือบ 1% มาปิดที่ระดับ 1.4836 ดอลลาร์สหรัฐต่อยูโร หลังเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ขยายตัวในไตรมาส 3/52 ส่งผลให้นักลงทุนย้ายเงินลงทุนไปที่ตลาดทุนเพิ่มมากขึ้น
ปัจจัยลบที่มีผลต่อราคาน้ำมัน
- ตัวเลขผู้ข้อรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงานของสหรัฐฯ ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับสัปดาห์ก่อน ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเฝ้าจับตาดูอย่างใกล้ชิด
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ตลาดลอนดอน ส่งมอบเดือน ธ.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 2.18 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 78.04 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันดิบดูไบที่ตลาดสิงคโปร์ ปรับลดลง 1.35 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 75.37 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
- สนับสนุนข้อมูลโดย บมจ. ไทยออยล์ -
*************
28/10/52
"โอเปก"อาจเพิ่มกำลังผลิตน้ำมัน รักษาสมดุลตลาด
28 ตค. 2552 08:11 น.
โฮเซ่ มาเรีย โบเทลโฮ เดอ วาสคอนเซลอส ประธานกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปก และรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานแองโกลา กล่าวว่า โอเปกอาจเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในเดือนธันวาคมหลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเหนือ ระดับ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากสำนักงานพลังงานสากล หรือ IEA เตือนว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก อีกทั้ง โอเปกให้ความสำคัญกับความสมดุลของตลาดน้ำมัน และขณะนี้หลายประเทศพร้อมเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันสู่ตลาด และหากจำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตอีกก็พร้อมทำ
ทั้งนี้ กลุ่มโอเปกจะประชุมร่วมกันในวันที่ 22 ธันวาคมนี้ ที่แองโกลา เพื่อพิจารณาโควต้าการผลิต ซึ่งโอเปกตรึงราคาไว้ที่ระดับเดิมตลอดการประชุม 3 ครั้งนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ขณะที่ ราคาสัญญาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นกว่า 80% แล้วในปีนี้
************
28/10/52
บางจากคาดราคาน้ำมันโลกปีหน้าพุ่ง90ดอลล์/บาร์เรล
28 ตค. 2552 10:52 น.
นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด มหาชน ระบุว่าแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลก ช่วงครึ่งปีหลังปีหน้า อาจปรับตัวสูงถึง 90 ดอลลาร์/บาร์เรล เนื่องจาก ช่วงกลางปีหน้าหรือช่วงฤดูร้อนในสหรัฐ หากเศรษฐกิจโตขึ้น 3% จะมีปริมาณการใช้สูงแต่ขณะนี้ โรงกลั่นลดกำลังการผลิตลงมา เนื่องจากประสบภาวะขาดทุนเพราะค่าการกลั่นลดต่ำลงมาก เหลือแค่ 40 สตางค์ต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับที่ขาดทุน ซึ่งเป็นผลจากปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้กำลังการผลิตน้ำมันทั่วโลก มีมากกว่าความต้องการใช้ ที่อยู่ที่ 84 ล้านบาร์เรล-ต่อวัน จากปกติอยู่ที่ 86 ล้านบาร์เรลต่อวัน จะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงได้อีก ดังนั้น จึงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดแม้สถานการณ์ราคาน้ำมันในปีนี้ จะยังไม่สูงมากนัก โดยแนะนำให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น เช่น การใช้แก๊สโซฮอล์ 95 แทนเบนซิน 95 เพราะมีคุณสมบัติไม่แตกต่างกัน ขณะที่ราคาต่างกันถึง 9 บาท/ลิตร
**********
20/10/52
น้ำมันทำสถิติสูงสุดในรอบ 1 ปีอีกครั้ง หลังค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวอีก
Posted on Tuesday, October 20, 2009
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์ก ส่งมอบเดือน พ.ย. ปรับเพิ่มขึ้น 1.08 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 79.61 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำสถิติสูงสุดในรอบ 1 ปีอีกครั้ง หลังค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 14 เดือนเมื่อเทียบกับเงินสกุลยูโร
ปัจจัยบวกที่มีผลต่อราคาน้ำมัน
- เงินดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 14 เดือนเมื่อเทียบกับเงินสกุลยูโร เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ใกล้ 0% ไปจนถึงปีหน้า หลังตัวเลขการว่างงานเพิ่มขึ้น
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดตัวในแดนบวกอีกครั้งและสูงสุดในรอบ 12 เดือน มาปิดที่ 10,092.19 จุด เนื่องจากผลประกอบการที่ดีขึ้นของหุ้นส่วนใหญ่นำโดยบริษัทแอปเปิ้ล ที่แสดงยอดขายเกินกว่าที่ตลาดคาดไว้ ทำให้หุ้นแอปเปิ้ลปรับสูงขึ้นกว่า 7% และยังเป็นแรงสนับสนุนว่าการใช้จ่ายของคนสหรัฐฯ ยังคงดีอยู่
- ทางสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า ปีนี้ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ จะพบกับความหนาวเย็นที่สุดในรอบหลายปีเนื่องจากปรากฎการณ์ El Nino
ปัจจัยลบที่มีผลต่อราคาน้ำมัน
- รอยเตอร์คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำมันดิบสำรองของสหรัฐฯน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 2 ล้านบาร์เรล, ปริมาณน้ำมันเบนซินสำรองน่าจะลดต่ำลง 1.5 ล้านบาร์เรลและ น้ำมันดีเซลสำรองน่าจะลดต่ำลง 1.6 ล้านบาร์เรล
- ดัชนีตลาดบ้านของสหรัฐ ฯ ลดต่ำลง 1 จุด มาอยู่ที่ 18 จุด หลังจากดีดตัวสูงขึ้นเนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล แต่รัฐบาลสหรัฐ ฯ ยังคงพิจารณาจะขยายมาตรการสนับสนุนผู้ซื้อบ้านครั้งแรกต่อไปอีก 1 ปี
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ตลาดลอนดอน ส่งมอบเดือน ธ.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 0.78 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 77.77 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันดิบดูไบ ตลาดสิงคโปร์ ปรับเพิ่มขึ้น 0.71 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 75.83 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
-สนับสนุนข้อมูลโดย บมจ. ไทยออยล์-
money update
**********
19/10/52
เชฟรอนค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่
Posted on Monday, October 19, 2009
เชฟรอน บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่เผยว่า พบแหล่งก๊าซแห่งใหม่ บริเวณนอกชายฝั่งทางตะวันตกของออสเตรเลีย
ซึ่งมีก๊าซประมาณ 40 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ตามโครงการพัฒนาทรัพยากรครั้งใหญ่ในออสเตรเลียที่ชื่อ “การ์กอน” ซึ่งเป็นโครงการลงทุนร่วมกันระหว่างเชฟรอน เชลล์ และเอ๊กซ์ซอนโมบิลในออสเตรเลีย
เชฟรอน ระบุว่า ก๊าซดังกล่าว อยู่ห่างจากจุดสำรวจอาคลิส 1 ประมาณ 100 เมตร และตั้งอยู่ห่างออกไปจากชายฝั่งของออสเตรเลียประมณ 160 กิโลเมตร ทั้งนี้คาดว่า จะเริ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติได้ในปี 2557
สำหรับโครงการการ์กอน นับเป็นโครงการแหล่งพลังงานขนาดใหญ่สุดในออสเตรเลีย โดยเชฟรอนถือหุ้น 50% ขณะที่เชลล์ และเอ๊กซ์ซอนโมบิลถือหุ้นรายละ 25% เบื้องต้นทุ่มเงินทุนในการก่อสร้างฐานขุดเจาะในระยะแรก มูลค่า 4.3 หมื่นดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 3.925 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
money update
***********
16/10/52
ปิโตรไชน่าเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติรับดีมานด์พุ่ง
Posted on Friday, October 16, 2009
นายหลี่ หัวหลิน รองประธานบริษัทปิโตรไชน่า บริษัทพลังงานรายใหญ่อันดับสองของโลก บอกว่า บริษัทมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานในประเทศจีน โดยในช่วงเดือนมกราคม -มิถุนายน ผลผลิตน้ำมันดิบของปิโตรไชน่าอยู่ที่ 418 ล้านบาร์เรล ขณะที่ก๊าซธรรมชาติมีผลผลิตเทียบเท่ากับน้ำมันเพียง 170 ล้านบาร์เรล และเชื่อว่าผลผลิตก๊าซธรรมชาติจะขยายตัวเทียบเท่าผลผลิตน้ำมันดิบได้ภายในปี 2558 โดยปิโตรไชน่ายังคงสำรวจแหล่งก๊าซ Longgang ในเสฉวนอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าแหล่งดังกล่าวจะมีก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก
ทั้งนี้ จีนซึ่งเป็นผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่สุดของโลก กำลังเพิ่มการนำเข้าก๊าซและสร้างท่อส่งก๊าซจากแหล่งก๊าซในซินเจียงและเสฉวน ทางภาคตะวันตกของประเทศไปยังศูนย์กลางการค้าในเซี่ยงไฮ้และกว่างตง เพื่อลดการพึ่งพาถ่านหินที่ใช้ผลิตไฟฟ้ากว่า 80% ของทั้งหมด ด้วยหวังว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน
money news update
***********
16/10/52
News Comment
Energy-Coal ราคาถ่านหิน BJI ปรับเพิ่มขึ้น 0.30 เหรียญ/ตัน หรือ 0.42% wow เป็น 71.45 เหรียญ/ตัน
ความเห็นนักวิเคราะห์ :
ราคาถ่านหินยังคงขยับขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 โดยการฟื้นตัวในช่วง Q4/52 คาดจะได้รับปัจจัยหนุนจากทิศทางราคาน้ำมันและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศอื่นๆนอกเหนือจากจีน เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ขณะที่ SCRI คาดราคาถ่านหิน BJI เฉลี่ยยังคงมีแนวโน้มทำได้ตามสมมติฐานเดิมคือเฉลี่ยปี 2552 ที่ 74 เหรียญ/ตัน ซึ่งใน Q4/52 จะอิงกรอบราคาถ่านหินที่ 80-85 เหรียญ/ตัน
ในเชิงปัจจัยพื้นฐาน SCRI ยังคง Positive ต่อทิศทางราคาถ่านหินและปัจจัยพื้นฐานหุ้นในกลุ่มถ่านหินซึ่งมีแนวโน้มขยับดีขึ้นตามทิศทางราคา โดยช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มถ่านหินอย่าง BANPU ไม่มี upside ทำให้ SCRI ยังคงแนะนำ รอซื้ออ่อนตัว ซึ่งหากภาวะตลาดโดยรวมทำให้ราคาหุ้นปรับลงมาจนเริ่มมี upside 10%-15% จากราคาเหมาะสมที่ 428 บาท จะเป็นจุดที่น่าสนใจในการกลับเข้าไปซื้อลงทุน ทั้งนี้ ปี 2552-2553 มีโอกาสได้รับการปรับประมาณการเพิ่มจากปริมาณการผลิต ซึ่งปัจจุบัน SCRI อิงไว้ที่ระดับ 19.5 ล้านตันในปี 2552 และ 2553 ซึ่งอิงส่วนลดไว้ 5% จากแผนการผลิตที่ 20.5 ล้านตันในปี 2552 และ 2553 แต่สภาพอากาศในอินโดนีเซียที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตถ่านหินมากกว่าปีก่อน ทำให้ Q3/52 การผลิตถ่านหินคาดจะทำได้ถึง 5.3-5.5 ล้านตัน ซึ่งสูงขึ้นกว่าปริมาณขาย Q2/52 ที่ 4.5 ล้านต้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้โอกาสในการผลิตตามแผนเป็นไปได้มากขึ้น สำหรับปี 2553 การผลิตของ East block (กำลังการผลิต 3 ล้านตัน)และเหมือง Kitadin ที่อาจเริ่มกลับมาทำการผลิตใหม่อีกครั้ง คาดจะทำให้ BANPU มีโอกาสปรับแผนการผลิตเพิ่มเป็น 23-23.5 ล้านต้น (ไม่รวม Kitadin ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษา) ซึ่งแผนการผลิตที่เพิ่มขึ้นราว 15% yoy จะช่วยชดเชยกับราคาขายถ่านหินเฉลี่ยของบริษัทที่มีแนวโน้มทรงตัว-อ่อนตัวลงในปีหน้า (จาก Lag Time ในการปรับราคา) BANPU เป็นหุ้นที่ทิศทางการเติบโตในปี 2553 อาจจะไม่ได้โดดเด่น แต่ในช่วงที่ผ่านมาถือว่าผลกระทบต่อวิกฤตเศรษฐกิจแทบจะไม่มีผลให้ผลประกอบการของ BANPU ลดต่ำลง โดยระยะยาวหลังปี 2554 มีแนวโน้มจะกลับมาเติบโตได้ต่อเนื่องจากปริมาณการผลิตที่เพิ่มจากเหมืองเกาเหอที่จะเริ่มผลิตในเดือนส.ค 2553 และบารินโตในปลายปี 2553
*********
14/10/52
ราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง หลังเงินดอลลาร์อ่อนค่า และโอเปกคาดความต้องการปีหน้าพุ่ง
Posted on Wednesday, October 14, 2009
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์ก ส่งมอบเดือน พ.ย. ปรับเพิ่มขึ้น 0.88 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 74.15 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ปัจจัยบวกที่มีผลต่อราคาน้ำมัน
- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 14 เดือนที่ 1.4847 ดอลลาร์สหรัฐต่อยูโร จากการที่นักลงทุนเคลื่อนย้ายเงินทุนมายังตลาดน้ำมันและทองคำเพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้นจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลทำให้ราคาทองคำวานนี้ปรับตัวสูงขึ้นทำสถิติใหม่อีกครั้ง ที่ 1,069 ดอลลาร์สหรัฐต่อ ออนซ์
- โอเปกปรับเพิ่มการคาดการณ์ความต้องการน้ำมันโลกในปี 2553 ว่าจะเพิ่มขึ้น 700,000 บาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ 84.93 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากการคาดการณ์ในเดือนก่อนว่าความต้องการปี 2010 จะเพิ่มขึ้น 500,000 บาร์เรลต่อวัน
- หลังตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิด อินเทล ผู้ผลิตชิพคอมพิวเตอร์รายใหญ่ที่สุดในโลก ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/52 ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดไว้เช่นเดียวกับไตรมาส 2/52 และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในไตรมาส 4/52 ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้าปรับเพิ่มขึ้นกว่า 60 จุด และราคาน้ำมันดิบ WTI ที่กระดานอิเลกโทรนิกปรับขึ้นอีก 0.70 ดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 74.85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ปัจจัยลบที่มีผลต่อราคาน้ำมัน
- ดัชนีดาวโจนส์ปรับลดลง 13 จุด โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มธนาคาร หลังนักวิเคราะห์ชื่อดัง Meredith Whitney ปรับลดอันดับความน่าลงทุนของ Goldman Sachs และ Royal Bank of Canada เนื่องจากมองว่าราคาหุ้นดังกล่าวขึ้นสูงกว่าความเป็นจริง ในขณะที่จอหน์สัน แอนด์ จอหน์สัน ประกาศผลประกอบการออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้เพียงเล็กน้อย
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ตลาดลอนดอน ส่งมอบเดือน พ.ย. ปรับเพิ่มขึ้น 1.04 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 72.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันดิบดูไบ ตลาดสิงคโปร์ ปรับเพิ่มขึ้น 1.27 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 71.40 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล
- สนับสนุนข้อมูลโดย บมจ. ไทยออยล์ -
money news update
********
12/10/52
News Comment
Energy (Oil) IEA ปรับเพิ่มคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันโลกปี 52 และ 53 ขึ้น 200,000 บาร์เรลต่อวัน และ 350,000 บาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้คาดอุปสงค์น้ำมันโลกปี 52 ติดลบน้อยลงจาก -2.2% เป็น -1.9 % ขณะที่ ปี 53 เติบโต 1.8 %
ความเห็นนักวิเคราะห์ :
คาดการณ์อุปสงค์น้ำมันของ IEA ยังคงเป็นไปในทิศทางเชิงบวกโดยมีการปรับเพิ่มอุปสงค์น้ำมันต่อเนื่องในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา(ตั้งแต่เดือนมิ.ย.52) ทั้งนี้ คาดการณ์อุปสงค์น้ำมันล่าสุด(ประจำเดือนต.ค. 52) IEA คาดการณ์อุปสงค์โลกปี 2552 ที่ระดับ 84.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ติดลบน้อยลงจาก -2.2%yoy ในคาดการณ์ครั้งก่อนเป็น 1.9%yoy และปี 2553 ที่ 86.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นจากเติบโต 1.5%yoy เป็น 1.8%yoy โดยให้น้ำหนักกับการฟื้นตัวของอุปสงค์โดยเฉพาะในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ แม้ IEA ระบุว่าแนวโน้มตลาดน้ำมันโลกปี 2553 ยังคงมีความไม่แน่นอน หากเศรษฐกิจโลกเติบโตได้น้อยกว่าคาดการณ์ของ IMF ที่เพิ่งขยับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2553 จาก 1.9% เป็น 3.1% และระบุ OPEC ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อตลาด เนื่องจากมีการผลิตน้ำมันออกมาที่ 26.42 ล้านบาร์เรลต่อวันในปัจจุบันมากกว่าเป้าการผลิตของกลุ่มที่ 24.845 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่เชื่อว่าการปรับคาดการณ์ของ IEA จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มน้ำหนักให้กับความเชื่อเกี่ยวความตึงตัวขึ้นของตลาดน้ำมันในอนาคตโดยเฉพาะหลังปี 2554 ซึ่ง SCRI คาดว่าอุปสงค์น้ำมันกลับมาฟื้นตัวเท่าระดับสูงสุดเดิม ทั้งนี้ ระยะสั้น SCRI ยังคงจับตาที่ตัวเลขสต็อกน้ำมันดีเซลประจำสัปดาห์ซึ่งคาดจะเห็นการปรับตัวลงในช่วงครึ่งหลังของเดือนต.ค. 52 เป็นต้นไป (จากการจะเริ่มเข้า High Season) ทั้งนี้ คาดจะเป็นประเด็นหลักที่สนับสนุนให้ราคาน้ำมันปรับตัวฟื้นขึ้นได้ชัดเจนในช่วง Q4/52 ทั้งนี้ การฟื้นตัวของราคาน้ำมันคาดจะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นในกลุ่มน้ำมันต้นน้ำโดยเฉพาะ PTTEP ซึ่งยังคง Laggard ตลาดโดยรวมในช่วงที่ผ่านมา โดยปีหน้าอัตราการเติบโตคาดจะสูงโดดเด่นถึง 85%yoy และปัจจุบันยังคงมี upside สูงถึง 32% จากราคาเหมาะสมที่ 202 บาท
โดย สถาบันวิจัยนครหลวงไทย ประจำวันที่ 12 ตุลาคม 2552
www.thunhoon.com
************
28/09/52
บล. กิมเอ็งเชื่อ Q4/52 ราคาน้ำมันดิบจะอยู่ที่ 70-80 เหรียญ/บาเรล
Posted on Monday, September 28, 2009
กิตติชาญ ศิริสุขอาชา ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวในรายการ Trading Hour (Morning) ว่า ในช่วงไตรมาส 4/52 ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้าที่นิวยอร์กน่าจะเคลื่อนไหวที่ระดับ 70-80 เหรียญต่อบาเรล ในขณะที่การปรับลดลงของราคาน้ำมันในช่วงนี้ก็ไม่น่าจะลงไปต่ำกว่า 65 เหรียญต่อบาเรล
ทั้งนี้ เพราะมีปัจจัยบวกมากมายรออยู่ ทั้งการใช้น้ำมันสำหรับเครื่องทำความร้อน (Heating Oil) ในฤดูหนาวที่จะเพิ่มขึ้น รวมถึงการที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) พยายามที่จะรักษาระดับราคาน้ำมันเอาไว้ โดยหากราคาลดลงไปมากก็อาจใช้วิธีลดกำลังการผลิตลง นอกจากนี้ กลุ่มประเทศที่อยู่นอกโอเปกจะมีต้นทุนการขุดเจาะน้ำมันที่ 65 เหรียญต่อบาเรล โดยหากราคาลดต่ำลงไปมาก ก็จะไม่มีแรงจูงใจให้เกิดการพัฒนาแหล่งผลิตน้ำมันใหม่ ๆ
ขณะเดียวกันแนวโน้มของเงินดอลลาร์ยังคงอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้นักลงทุนขายเงินดอลลาร์ออกไปแล้วมาลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์แทน ดังนั้นยิ่งเงินดอลลาร์อ่อนค่า ก็จะยิ่งทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังช่วยหนุนให้ความต้องการใช้น้ำมันปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
moneyline news************
ข่าวกลุ่มพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ
วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552
ข่าวอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วน 1
25/12/52
AUTO ยอดผลิตรถยนต์พ.ย.ขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบปี พร้อมทำสถิติสูงสุดรอบ 12 เดือน มั่นใจรอบผลิต ธ.ค.2552-ก.พ.2553 จะ
ขยายตัวต่อเนื่อง 58% ด้านการส่งออก 11 เดือน ติดลบ 30% มูลค่า 3.6 แสนล้านบาท (กรุงเทพธุรกิจ)
ความเห็น: การผลิตรถยนต์ในเดือน พ.ย. ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.26%YoY และ 5.17%MoM มาอยู่ที่ 120,985 คัน ได้รับผลดีจาก
ยอดขายรถยนต์ในประเทศที่เพิ่มขึ้นถึง 23.8%YoY คาดว่าเกิดจากผลดีของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐฯ ขณะที่ใน
แง่ของการส่งออกอยู่ที่ 58,665 คัน ยังคงติดลบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11%YoY แต่เป็นการติดลบที่น้อยที่สุดในรอบปี
(แต่เมื่อเทียบกับเดือน ต.ค. 52 ลดลงเล็กน้อย 1%MoM) สำหรับแนวโน้มการผลิตรถยนต์ในเดือน ธ.ค. 52 ต่อเนื่องจนถึง
เดือน ก.พ. 53 ทาง ส.อ.ท. คาดว่าการผลิตจะเพิ่มขึ้นถึง 58%YoY จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเรามองว่ามีความเป็นไปได้
ค่อนข้างมาก ทั้งจากแนวโน้มยอดขายรถยนต์ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง (โดยเฉพาะในงาน Motor Expo ที่มียอดจองสูงสุดเป็นสถิติ
ถึง 25,000 คัน) และฐานการผลิตที่ค่อนข้างต่ำในปี 52 สำหรับนำหนักการลงทุนเรา จากแนวโน้มอุตสาหกรรมที่แสดงให้เห็น
ถึงการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในปี 53 จะมีโครงการ Eco Car เกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความต้องการด้านชิ้นส่วนรถยนต์ใน
ประเทศมากขึ้น และจะเป็นผลดีกับผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ เราจึงปรับน้ำหนักการลงทุนเพิ่มเป็น “มากกว่าตลาด”
โดยแนะนำให้เก็งกำไรใน SAT, AH และ STANLY
cgs*********
24/12/52
รถยนต์ลุ้นปีนี้ผลิตทะลุ1ล.คัน
ตลาดรถยนต์ฟื้นแรง ลุ้นผลิตทะลุ 1 ล้านคัน ดันยอดในประเทศ 5.3-5.4 แสนคัน มั่นใจปีหน้าผลิตไม่น้อยกว่า 1.2 ล้านคัน ถ้าการเมืองนิ่ง
แหล่งข่าวจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ยอดการผลิตรถยนต์ใน เดือนพ.ย. 2552 ที่พุ่งขึ้นไปถึง 120,985 คัน ทำให้ใน 11 เดือนแรกของปีนี้มียอดผลิตไปแล้ว 887,656 คัน ซึ่งในเดือนธ.ค. คาดว่าจะมียอดผลิตไม่น้อยกว่า 1.2 แสนคันแน่นอน จะทำให้มีการผลิตรถยนต์ในประเทศปีนี้ไม่น้อยกว่า 1.007 ล้านคัน หดตัวเพียง 28% เท่านั้น
ขณะที่ยอดจำหน่ายรถยนต์ในช่วง 11 เดือนแรกที่ปิดไปที่ 476,786 คัน คาดว่าในเดือนสุดท้ายน่าจะมียอดขายไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นคันอย่างแน่นอน เมื่อดูจากยอดการจองรถยนต์ในงานมหกรรมยานยนต์ที่มีจำนวนมาก จึงอยู่ที่ผู้ประกอบการว่าจะส่งมอบรถได้มากเพียงใด แต่เชื่อว่าตลาดในประเทศจะปิดที่ 5.3-5.4 แสนคันอย่างแน่นอน ในส่วนของการผลิตเพื่อการส่งออกในช่วง 11 เดือนแรกของปีมีแล้วทั้งสิ้น 493,357 คัน มีการผลิตลดลง 33%
แหล่งข่าวเปิดเผยต่อว่า แนวโน้มที่ตลาดรถยนต์ในปี 2553 จะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งมีค่อนข้างมาก เห็นได้จากตัวเลขเป้าหมายการผลิตรถยนต์ที่ค่ายรถยนต์วางเอาไว้ระหว่างเดือนธ.ค. 2552–มี.ค. 2553 พบว่ามีถึง 345,880 คัน หรือเฉลี่ยเดือนละ 1.2 แสนคัน ทำให้คาดว่าทั้งปีจะมีเป้าหมายการผลิตไม่น้อยกว่า 1.2 ล้านคัน อย่างแน่นอน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 6 แสนคัน และส่งออก 6 แสนคัน
ด้านนายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า หากดูแนวโน้มของตลาดรถยนต์ในประเทศไทยแล้ว คาดว่าในปี 2553 อาจจะมีการผลิตได้มากถึง 1.4 ล้านคัน โดยคาดว่าจะเป็นการผลิตเพื่อการจำหน่ายในประเทศถึง 6.5 แสนคัน และที่เหลือเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งมีโอกาสที่ตลาดจะเติบโตอย่างมาก
“ต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยจะมีการเปิดตัวอีโคคาร์ของนิสสันและรถเล็กอย่างฟอร์ด เฟียสต้า ซึ่งเป็นโมเดลที่เน้นการส่งออกทั้งคู่ ทำให้การผลิตน่าจะเติบโตอีกมาก แต่ทั้งนี้ต้องดูปัจจัยหลักอย่างการเมืองมาประกอบ ว่าจะส่งผลกระทบในเชิงลบ หรือไม่” นายวัลลภ กล่าว
posttoday
*********
22/12/52
ญี่ปุ่นคาดยอดขายรถในประเทศปีหน้าเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 6 ปี
สมาคมผู้ผลิตยานยนต์ญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า ยอดขายยานยนต์ในญี่ปุ่นในปี 2553 จะเพิ่มขึ้นจากปีนี้ ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ซึ่งการคาดการณ์ดังกล่าวเป็นผลมาจากมาตรการงดเว้นภาษีและให้เงินอุดหนุนของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นดีมานด์รถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม ซาโตชิ อาโอกิ ประธานสมาคมฯ กล่าวเสริมว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังเป็นปัจจัยที่จำเป็นในการสนับสนุนยอดขายรถยนต์ หลังจากที่มาตรการต่างๆของรัฐบาลหมดอายุลง
ทั้งนี้ ยอดขายยานยนต์ในประเทศญี่ปุ่นในช่วง 11 เดือนแรกปีนี้ รวมอยู่ที่ 4,236,581 คัน ลดลง 11.3% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
นายอาโอกิกล่าวว่า ยอดขายรถยนต์ในสหรัฐจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปีหน้า แต่ปริมาณรวมจะยังห่างไกลจากจำนวน 11 ล้านคัน ขณะที่ยอดขายรถในประเทศจีนจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง
ขณะที่เมื่อวานนิ้ กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า กิจกรรมด้านอุตสาหกรรม ในประเทศมีการขยายตัว 1.2% ในเดือนตุลาคม
ข้อมูลดังกล่าวช่วยให้ญี่ปุ่นผ่อนคลายความตึงเครียดได้บ้าง หลังจากที่ตัวเลขอุตสาหกรรมหดตัวลงในเดือนก.ย. จนทำให้วิตกว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจถดถอยอีกครั้ง
ทั้งนี้ เมื่อช่วงต้นเดือนรัฐบาลผสมโดยการนำของพรรคดีพีเจ เพิ่งประกาศทุ่มงบ 7.2 ล้านล้านเยน (8 หมื่นล้านดอลลาร์) เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และป้องกันมิให้ภาวะเงินฝืดทวีความรุนแรงขึ้น
money wake up***********
21/12/52
Automotive
คำแนะนำ “Neutral”
เดือน พ.ย. 52 ยอดขายยานยนต์ในประเทศเติบโต yoy ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 งาน Motor Expo ในช่วงต้นเดือน ธ.ค. 52 มียอดจองกว่า 2.5 หมื่นคัน สูงสุดตั้งแต่เคยจัดมา ยอดผลิตยานยนต์เดือน ต.ค. 1.15 แสนคัน ฟื้นตัว mom ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 แม้ว่าสัญญาณการฟื้นตัวของอุตฯ ยานยนต์ไทยมีความชัดเจนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ดัชนีราคาหุ้นกลุ่มยานยนต์ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันปรับเพิ่มขึ้นกว่า 67% แล้ว ดีกว่าการฟื้นตัวของ SET Index และราคาหุ้นในกลุ่มยานยนต์ที่เราติดตามข้อมูลก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นจนใกล้เคียงกับราคาเหมาะสมในปี 53 ที่เราประเมินใหม่แล้ว นอกจากนี้ ในระยะยาวอุตฯ ยานยนต์ไทยยังมีความเสี่ยงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ทำให้เราให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มยานยนต์เพียง “ปานกลาง”
โดย บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคิน จำกัด ประจำวันที่ 21 ธันวาคม 2552
******
18/12/52
สูตรสำเร็จ "งานโชว์รถยนต์เมืองไทย" ค่ายรถ-คนซื้อ...ผู้จัด แฮปปี้กันทั่วหน้า
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ยอดจองรถยนต์ ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปดีดตัวทะลุเป้าขึ้นไป 2.5 หมื่นคัน เม็ดเงินสะพัดเฉียด 3 หมื่นล้าน และงานนี้มีคนเข้าชมงานถึง 1.6 ล้านคน พอจะตอบคำถามซึ่งก่อนหน้านี้ค่ายรถยนต์เกือบทุกค่ายบ่นกันหนักหนาว่า งานมอเตอร์โชว์บ้านเราเยอะไปรึป่าว ? ได้ดีทีเดียว
ถึงจะมีคนแย้งว่า เหตุผลที่มันทะลักทลายมาจากตลาดมัน "อั้น" มาตั้งแต่ต้นปีด้วยพิษเศรษฐกิจ แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหน "อีเวนต์" แบบนี้ก็กระตุ้นการขายได้ดีเกินคาด
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยถือเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมาเป็นอันดับต้น ๆ เห็นได้จากความสำคัญในฐานะที่ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญของโลก โดยเฉพาะตลาดรถปิกอัพขนาด 1 ตัน รวมทั้งอนาคตอันใกล้นี้ยังจะกลายเป็นฐานการผลิตรถยนต์ขนาดเล็กอย่าง "อีโคคาร์" ที่กำลังจะแจ้งเกิดด้วย
ดังนั้นถ้า "ไม่ร่วมด้วยช่วยกัน" กระแสขายรถฟีเวอร์คงไม่เกิด
ย้อนรำลึก "งานโชว์รถ" บ้านเราเกิดขึ้นมากกว่า 30 ปี ทุกคนรู้จัก "มอเตอร์โชว์" หรือที่ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า "บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์" ซึ่งจัดโดยค่ายกรังด์ปรีซ์ฯ นำทีมโดย "ปราจิน เอี่ยมลำเนา" และจาตุรนต์ โกมลมิศร์ ที่ยึดหัวหาดพื้นที่จัดงานที่ "ไบเทค" บางนา โดยงานจะมีขึ้นในช่วงระหว่างปลายเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายนของทุกปี ด้วยแนวคิดบวกกับการพัฒนารูปแบบการจัดงาน รวมถึงการสรรค์สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อหวังให้งานโชว์รถยนต์ของเมืองไทยได้ทัดเทียมกับงานโชว์ของต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโตเกียว, เจนีวา หรือแฟรงก์เฟิร์ต มอเตอร์โชว์ ที่ต่างก็จัดขึ้นมาเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาห กรรมยานยนต์ในประเทศนั้น ๆ
นอกจากงานมอเตอร์โชว์ซึ่งถือเป็นงานประจำปีของแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์เมืองไทย ขายรถใหม่ที่เพิ่งออกจากโรงงานผลิต ค่ายกรังด์ปรีซ์ ในฐานะผู้จัดงาน ยังได้เกิดแนวความคิดจัดงานให้กลุ่มรถยนต์มือสอง ดังนั้นปีนี้จึงถือเป็นปีแรกที่ประเทศไทยได้มีการจัดงานโชว์รูมรถยนต์มือสองอย่างเป็นทางการ ภายใต้งาน บางกอก ยูสคาร์โชว์ 2009 ขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย เมื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
โดยให้งานนี้เป็นงานโชว์สำหรับรถมือสองโดยเฉพาะ และยังเป็นสถานที่ซื้อขายรถมือสองระหว่างบริษัทรถยนต์และผู้ประกอบการรายย่อยต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อเป็น การปลุกกระแสในตลาดรถยนต์ท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ยังซบเซาอยู่ในขณะนั้น และถือเป็นครั้งแรกที่ค่าย กรังด์ปรีซ์ได้เลือกสถานที่จัดงานข้ามฟากมาใช้พื้นที่ของอาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี เป็นสนามจัดงาน
ซึ่งงานนี้แม้จะเป็นการจัดงานปีแรกแต่ก็ได้รับการตอบรับจากบรรดาค่ายรถยนต์ ที่มีกลุ่มธุรกิจรถยนต์มือสองตบเท้าเข้า ร่วมงานอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง รวมทั้งบริษัทผู้นำเข้ารถยนต์หรือที่เรียกติดปากว่าเกรย์มาร์เก็ต รวมทั้งผู้ประกอบการรถยนต์มือสองอีกเป็นจำนวนมาก ด้วยความสำเร็จดังกล่าวทำให้บิ๊กเต้ "จาตุรนต์ โกมลมิศร์" หนึ่งในโต้โผผู้จัดงานถึงกับออกปากว่า เมื่อได้รับกระแสตอบรับทั้งจากผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปเป็นอย่างดี ครั้งที่สองที่สามก็ต้องมีตามมาแน่
ส่วนอีกฟากที่เพิ่งสร้างปรากฏการณ์ขายรถมากสุดในประวัติศาสตร์ "มอเตอร์ เอ็กซ์โป" ซึ่งจัดโดยบริษัท สื่อสากล จำกัด ภายใต้การบริหารงานของ "ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์" ยึดพื้นที่จัดงานย่านเมืองทองธานีมาช้านาน ครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่ 26
งานนี้ทุกคนรู้ดีว่าเป็นงานเทกระจาด เรียกยอดขายปลายปี ซึ่งทุกปีก็ทำตัวเลข ได้สวยงามมาตลอด จะแย่หน่อยก็เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งวันเปิดงานตรงกับวันที่ "พันธมิตร" ยึดสนามบินพอดิบพอดี
ไอเดียของผู้จัดงานค่ายนี้นอกจากจะจัดในพื้นที่ กทม. ซึ่งถือเป็นระดับประเทศไทยแล้ว ก็ยังได้มีการบุกเบิกความคิดในการจัดงานมอเตอร์เอ็กซ์โปลงไปสู่ระดับภูมิภาค โดยเน้นการจำลองรูปแบบการจัดงานให้มีขนาดย่อมลงไปจากงานประจำปี เข้าไปเจาะตลาดจังหวัดใหญ่ ๆ ศูนย์กลางของแต่ละภาค โดยเริ่มต้นจัดงานที่เชียงใหม่เป็นที่แรก แต่เนื่องจากติดขัดปัญหาด้านสถานที่จัดงานทำให้งานดังกล่าวได้ถูกยกเลิกในปีถัด ๆ มา รวมทั้งที่ขอนแก่น ซึ่ง "ขวัญชัย" เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า หากปัญหาที่ติดขัดเรื่องสถานที่จัดงานหมดไป แผนการจัดงาน "มอเตอร์เอ็กซ์โป" ระดับภูมิภาคก็พร้อมนำมาปัดฝุ่นและเดินหน้าอีกครั้ง
และจากผลของความสำเร็จงานมอเตอร์ เอ็กซ์โปที่เมืองทองธานี ในปีนี้ที่ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น โดยเฉพาะถือเป็นปีแรกที่มีการเชิญค่ายรถยนต์นำเข้าอิสระอย่าง "ทีเอสแอล" และ "บีอาร์จี" 2 ค่ายยักษ์แห่งวงการรถยนต์นำเข้า เข้าร่วมงานอย่างเต็มรูปแบบเป็นปีแรก และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จากยอดขายรวมกันเฉียด 400 คัน ทำให้ "ขวัญชัย" พร้อม จะหาลูกเล่นสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการรถยนต์นำเข้าโดยเฉพาะ และมีความเป็นไปได้ว่า เร็ว ๆ นี้เราจะได้เห็นงานมอเตอร์ เอ็กซ์โปสำหรับเกรย์มาร์เก็ตโดยเฉพาะ
คำถามที่ยังคาใจ...ว่า ประเทศอื่นจัดมอเตอร์โชว์ปีละครั้ง บ้านเรามีสองครั้ง ต้นปีครั้ง ปลายปีครั้ง แถมระหว่างปียังมียิบย่อย เล็ก ๆ น้อย ๆ ตามกันมาอีกเป็นพรวน จนจะกลายเป็นมอเตอร์โชว์รายไตรมาส
ถึงวันนี้พอจะมีคำตอบแล้วสินะว่า "อีเวนต์" แบบนี้มันกระตุ้นตลาดที่ซบเซาให้กลับมาคึกคักได้จริง
prachachat
*************
17/12/52
ส่งออกรถยนต์ปี53กระเตื้อง12%
แม้ในปี 2552 การส่งออกรถยนต์ของไทยจะหดตัวลงเป็นครั้งแรก หลังจากขยายตัวสูงมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ไทยเริ่มส่งออกรถยนต์ไปต่างประเทศปี 2539 โดยสาเหตุหลักมาจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงอย่างมากนับตั้งแต่สหรัฐฯประสบกับปัญหาวิกฤติทางการเงิน
สำหรับการส่งออกในปี 2553 นั้นศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ตลาดรถยนต์ในปัจจุบันและทิศทางการส่งออกรถยนต์ของไทย โดยสถิติการส่งออกกระทรวงพาณิชย์ ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2552 ที่ผ่านมีมูลค่า 5,827.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งนับเป็นการหดตัวที่รุนแรงถึงร้อยละ 36.0 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ส่งออกได้สูงถึง 9,110.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้เนื่องจากมูลค่าการส่งออกรถยนต์แต่ละประเภทของไทยยังคงหดตัวสูง โดยประเภทรถยนต์นั่งหดตัวร้อยละ 26.8 ประเภทรถบรรทุกหดตัวร้อยละ 22.3 ขณะที่ประเภทรถกระบะหดตัวสูงถึงร้อยละ 48.6
อย่างไรก็ตามแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี 2552 นี้ จากทิศทางการฟื้นตัวส่งสัญญาณให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับฐานที่ต่ำในปีก่อน คาดว่าจะส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกรถยนต์โดยเฉพาะในเดือนธันวาคมนี้มีโอกาสที่จะพลิกกลับมาขยายตัวเป็นบวกสูง และจะกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปริมาณการส่งออกรถยนต์ไทยเริ่มหดตัวต่อเนื่องหลังจากเดือนพฤศจิกายนปี 2551
ด้วยทิศทางการฟื้นตัวดีขึ้นดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าจะส่งผลทำให้ปริมาณการส่งออกรถยนต์ไทยปี 2552 หดตัวประมาณร้อยละ 31 ซึ่งต่ำกว่าที่คาดไว้ว่าจะหดตัวประมาณร้อยละ 34 ถึง 37 โดยคิดเป็นจำนวนประมาณ 533,000 คัน เพิ่มขึ้นจากที่คาดไว้เดิมที่ 490,000 - 510,000 คัน
สำหรับในปี 2553 นี้คาดว่าปัจจัยบวกต่างๆที่เริ่มมีการส่งสัญญาณให้เห็นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2552 นี้ จะช่วยกระตุ้นการส่งออกรถยนต์ไทยให้มีแนวโน้มดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งปัจจัยบวกต่างๆประกอบไปด้วย การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในหลายประเทศ, แนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายชนิดเพิ่มสูงขึ้น, การเปิดเสรีการค้า, การเปิดตัวรถอีโคคาร์ และฐานตัวเลขการส่งออกที่ต่ำในปีนี้จะทำให้อัตราการเติบโตในปี 2553 เติบโตขึ้นไม่ยากนัก
แม้จะมีปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของการส่งออกรถยนต์ไทยหลายประการ แต่ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น โอกาสที่จะเกิดความไม่ต่อเนื่องของการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกที่ยังมีอยู่ โดยเฉพาะหากรัฐบาลแต่ละประเทศยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางใดทางหนึ่งไปในสภาวะที่เศรษฐกิจแม้จะมีสัญญาณการฟื้นตัวแล้วแต่ก็ยังคงมีความอ่อนแออยู่ โดยเฉพาะปัญหาการว่างงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง อาจส่งผลทำให้การบริโภคลดลง ทำให้รถยนต์ซึ่งเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยชนิดหนึ่งอาจจะได้รับผลกระทบเป็นอันดับต้นๆ
นอกจากนี้แนวโน้มการแข็งค่าของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่มีโอกาสจะแข็งค่าต่อเนื่อง ซึ่งหากเงินบาทแข็งค่าในอัตราที่มากกว่าค่าเงินประเทศอื่นในภูมิภาคมาก อาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้การส่งออกรถยนต์จากไทยเสียเปรียบทางด้านราคากับประเทศคู่แข่งได้ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่อาจเพิ่มสูงจากราคาสินค้าต่างๆ เช่น ราคาน้ำมัน ซึ่งยังคงมีโอกาสผันผวนสูงในปีหน้า จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งในส่วนอุตสาหกรรม และผู้บริโภค ซึ่งทำให้ความสามารถในการซื้อรถยนต์ลดลง
แต่ในทางกลับกันราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอาจจะส่งผลดีต่อตลาดรถยนต์ขนาดเล็กที่ใช้พลังงานทางเลือกและประหยัดพลังงานมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นโอกาสดีสำหรับประเทศไทยที่เริ่มมีการพัฒนาและขยายตลาดรถยนต์ขนาดเล็กที่ประหยัดพลังงานมาระยะหนึ่งแล้ว
อย่างไรก็ตามทิศทางตลาดดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกรถกระบะจากไทยอยู่บ้าง โดยส่วนแบ่งตลาดการส่งออกอาจจะลดลงไปจากเดิม ซึ่งผู้ประกอบการก็จำเป็นจะต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับทิศทางตลาดโลกและจากปัจจัยต่างๆดังกล่าวข้างต้นคาดว่าจะทำให้ในปี 2553 การส่งออกรถยนต์ไทยแม้จะมีโอกาสขยายตัวได้แต่จะยังคงต้องเผชิญกับภาวะที่ท้าทายอยู่
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปริมาณการส่งออกรถยนต์ของไทยในปี 2553 จะอยู่ระหว่าง 575,000 -595,000 คัน หรือขยายตัวร้อยละ 8 - 12 จากที่คาดว่าจะหดตัวร้อยละ 31 ในปี 2552 โดยยังคงเผชิญกับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ เช่น ทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาท แนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ราคาน้ำมัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่อาจจะยังคงฉุดรั้งการเติบโตของตลาดอยู่
อย่างไรก็ตามหากไทยสามารถใช้สิทธิประโยชน์จากการลดภาษีภายใต้กรอบอาฟต้าได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีอุปสรรค เช่น การกีดกันการค้าโดยใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures) รูปแบบต่างๆจากประเทศผู้นำเข้า รวมถึงหากการตอบรับของตลาดต่อรถยนต์อีโคคาร์ซึ่งจะเปิดตัวในปี 2553 เป็นไปได้ดีกว่าที่คาด อาจจะผลักดันให้ตลาดเติบโตได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ได้ ซึ่งจะส่งผลให้ปี 2553 ไทยอาจจะสามารถผลิตรถยนต์ได้ใกล้เคียง 1.2 ล้านคัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 15 จากที่คาดว่าจะผลิตได้ประมาณ 1 ล้านคันในปี 2552
แม้ภาวะการผลิตรถยนต์ของไทยจะกลับมาขยายตัวในปี 2553 แต่การที่อุตสาหกรรมจะสามารถฟื้นตัวกลับมามีระดับการผลิตเท่ากับก่อนเกิดวิกฤติที่ 1.4 ล้านคันนั้น อาจจะต้องใช้ระยะเวลาถึงประมาณ 3 ปีนับจากนี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
************
16/12/52
ยอดขายรถยนต์เดือนพ.ย.สูงสุดรอบกว่า 4 ปี
Posted on Wednesday, December 16, 2009
นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด บอกว่า ยอดขายรถยนต์เดือนพฤศจิกายน มีปริมาณการขายทั้งสิ้น 57,031 คัน เพิ่มขึ้น 23.8% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 24,054 คัน เพิ่มขึ้น 32.3% รถเพื่อการพาณิชย์ 32,977 คัน เพิ่มขึ้น 18.2%
ทั้งนี้ ยอดขายรถยนต์ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน และเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 4 ปี 5 เดือน โดยตลาดรถยนต์รถกระบะขนาด 1 ตัน จำนวน 28,885 คัน เพิ่มขึ้น 18.9% ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ประกอบกับราคาสินค้าการเกษตรที่ปรับราคาสูงขึ้น
นายวุฒิกรบอกด้วยว่า สำหรับยอดรถยนต์ในประเทศสะสม 11 เดือนของปีนี้ มีปริมาณทั้งสิ้น 476,786 คัน ลดลง 14.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 1.7% ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตลดลง 21.5%
สำหรับตลาดรถยนต์เดือนธันวาคม คาดว่าจะมีปริมาณการขายดีขึ้น เพราะเดือนธันวาคมเป็นเดือนที่มียอดขายสูงสุดในแต่ละปี ประกอบกับค่ายรถยนต์ต่างๆ ได้มีการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ รุ่นพิเศษ ตลอดจนนำข้อเสนอพิเศษต่างๆมาเสนอต่อผู้บริโภคทั้งในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โปและต่อเนื่องตลอดเดือน รวมถึงภาวะเศรษฐกิจโดยรวมมีสัญญาณการฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้มั่นใจว่าตลาดรถยนต์ในปีนี้จะสามารถขายรถยนต์ได้ถึงเป้าที่ตั้งไว้ 520,000 คัน
********
14/12/52
ยอดจองรถในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2009 ทะลุ 25,220 คัน
Posted on Monday, December 14, 2009
นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานบริษัท สื่อสากล จำกัด และประธานจัดงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2009 บอกว่า ยอดจองรถยนต์ตลอดการจัดงานอยู่ที่ประมาณ 25,220 คัน สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 15,000 คัน และน่าจะมีเงินสะพัดเมื่อรวมยอดขายอุปกรณ์ตกแต่งและอื่นๆ กว่า 2.7 หมื่นล้านบาท
สำหรับจองรถที่ดีกว่าคาด และสูงกว่าปีก่อน เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและตลาดรถยนต์เริ่มฟื้นตัว ขณะที่ค่ายรถก็พยายามสร้างยอด เพื่อปิดตัวเลขขายปลายปี ชดเชยยอดที่หายไปในช่วงต้นปี โดยอาศัยแคมเปญส่งเสริมการขายต่างๆ
ด้านผลสำรวจราคารถยนต์เฉลี่ยที่ถูกจองภายในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2009 จะอยู่ประมาณ 960,000 แสนบาท สูงกว่าปีก่อนที่เคยสำรวจไว้คือ 850,000 แสนบาท โดยเมื่อแบ่งตามประเภทรถยนต์ปรากฏว่า ยอดจองปิกอัพมีสัดส่วนเพียง 17% ขณะที่รถยนต์นั่งมีถึง 45% ซึ่งในจำนวนนี้เป็นส่วนแบ่งของเก๋งเล็กกว่า 60% สอดคล้องกับทิศทางตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมานิยมรถยนต์นั่งขนาดเล็กมากขึ้น
ส่วนค่ายรถยนต์ที่มียอดจองสูงสุดในงาน ได้แก่ โตโยต้า 7,230 คัน อันดับสอง ได้แก่ ฮอนด้า ยอดจอง 4,239 คัน อันดับสาม ได้แก่ อีซูซุ ยอดจอง 2,539 คัน อันดับสี่ มาสด้า ยอดจอง 2,277 คัน อันดับห้า มิตซูบิชิ ยอดจอง 1,518 คัน และ อันดับที่หก โปรตอน ยอดจอง 1,388 คัน
นายขวัญชัยบอกด้วยว่า ปรากฏการณ์ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2009 ถือเป็นสัญญาณดีและจะเป็นจุดเริ่มให้ตลาดรถยนต์ไทยในปี 2553 กลับมาคึกคักอีกครั้ง ที่สำคัญเมื่อวิกฤตเศรษฐกิจโลกเริ่มนิ่ง ย่อมส่งผลให้ยอดส่งออกรถยนต์กลับมาอยู่ในภาวะปกติ
money news update********
12/12/52
นายกฯ มั่นใจอุตฯ ยานยนต์-พลังงาน อนาคตสดใส-เอกชนเทลงทุนเพิ่ม
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและอุตสาหกรรมพลังงานไทยถือเป็น 2 อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันมาอย่างยาวนาน
และต่างก็เป็นอุตสาหกรรมที่รัฐบาลให้การสนับสนุนมาโดยตลอดย้อนหลังกลับไปร่วมครึ่งศตวรรษ
ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 26 ที่จัดขึ้นอยู่นี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่องทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงานไทย โดยยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมที่จะเดินหน้าให้การสนับสนุนทั้งสองอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องในเชิงนโยบาย และเชื่อมั่นว่าเอกชนก็พร้อมที่จะเดินหน้าลงทุนเพิ่มเติมเพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน
“ช่วง 7-8 เดือนแรกของปีนี้เป็นช่วงที่อุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับผลกระทบอย่างมากจากเศรษฐกิจทั่วโลก เห็นได้จากยอดการผลิตที่หดตัวลง แต่สถานการณ์เริ่มกลับมา ดีขึ้นอีกครั้ง เห็นได้จากยอดผลิตที่เริ่มกลับมา การรับพนักงานชั่วคราวกลับมาทำงานมากขึ้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่า พึงพอใจ”
การพลิกฟื้นของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยสอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวม จากเดิมที่หดตัวถึง 7.1% ในไตรมาสแรก และลดลงเหลือลบ 2.8% ในไตรมาส 3 รวมถึงมีการคาดการณ์ว่าจะกลับมาเป็นบวกอีกครั้งในไตรมาสสุดท้าย และในปี 2553 คาดว่าจะเติบโตได้ 3-4% ซึ่งสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจขาขึ้นได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม อภิสิทธิ์ บอกว่า สิ่งที่รัฐบาลยืนยันและ พยายามดำเนินการมาโดยตลอดไม่ใช่แค่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น แต่อยากเห็นการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ซึ่งการที่นั่งรอความช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างเดียวไม่มีทางทำได้ ดังนั้นเอกชนเองจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายและมีการลงทุนเพิ่ม ซึ่งจากตัวเลขยอดผลิตที่เพิ่มขึ้นก็คาดว่าจะมีการลงทุนมากขึ้นในปีหน้า
“เราพยายามที่จะผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่มาอย่างยาวนาน ย้อนหลังไปตั้งแต่การเริ่มต้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2500 และเห็นการเติบโตที่ชัดเจนในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา มาจนปัจจุบันเรามีการผลิตรถยนต์ระดับ 1 ล้านคันต่อปี และคาดว่าอีก 2-3 ปีจะเพิ่มเป็น 2 ล้านคัน และเพิ่มเป็น 2.5 ล้านคันในอีก 5-6 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้เราติดอันดับ 10 ของฐานการผลิตรถยนต์ของโลก”
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงนโยบายการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ว่า พยายามกระจายพื้นที่ของอุตสาหกรรมไม่ให้อยู่แต่ในส่วนของเขตอุตสาหกรรมเท่านั้น รวมถึงมีการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการที่อยู่ในประเทศไทย โดยมองไปที่คู่แข่งที่เกิดขึ้นใหม่ไม่ว่าจะเป็นจีนหรืออินเดีย ซึ่งมองว่าศักยภาพของผู้ประกอบการไทยยังสามารถแข่งขันได้
สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมยานยนต์นั้น อภิสิทธิ์ ยืนยันว่ารัฐบาลได้ติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องของสิทธิประโยชน์ในโครงการต่างๆ พร้อมทั้งให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลจะระมัดระวังเพื่อหาความสมดุลเพื่อให้นโยบายของรัฐบาลมีความยืดหยุ่น แต่ก็จะไม่ผ่อนผันจนกระทบกระเทือนต่อนโยบายที่ประกาศไปแล้ว รวมถึงผู้ประกอบการที่ดำเนินการไปแล้วด้วย
ในส่วนของอุตสาหกรรมพลังงานนั้น นายกฯ บอกว่า เป้าหมายที่จะเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนจาก 6% ในปัจจุบันเป็น 15% ในปี 2558 นั้น เชื่อมั่นว่าจะทำได้ และอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อให้เกิดการใช้งานได้มากขึ้นและเร็วขึ้นกว่าแผนงานเดิม โดยในช่วง 3-4 ปีนับจากนี้จะเน้นเรื่องการใช้พลังงานทดแทนทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเอทานอล ไบโอดีเซล ไฮโดรเจน หรือเชื้อเพลิงชีวมวลในการผลิตไฟฟ้า
จากนั้นในช่วงสุดท้ายจะเป็นการพัฒนาต้นแบบการใช้พลังงานทดแทนให้เกิดขึ้น สร้างต้นแบบของการใช้พลังงานทดแทนเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน โดยสุดท้ายก็จะสามารถส่งเสริมเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนใหม่ๆ ไปสู่ เป้าหมายได้
อภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ทิศทางการเดินหน้านโยบายพลังงานทดแทนของรัฐบาลมีความชัดเจน ในส่วนของเอทานอลก็จะมีการใช้งานเพิ่มขึ้นจาก อี10 ไปเป็น อี20 และ อี85 ต่อไป แต่จะต้องมาดูการเตรียมความพร้อมของเอทานอลในประเทศไทยเสียก่อน
ขณะที่ในส่วนของเอ็นจีวีก็จะเดินหน้าต่อไป โดยเน้นการขยายสถานีบริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ขณะเดียวกันก็ต้องมาดูรายละเอียดทางด้านราคาให้เหมาะสม ไม่ใช่ดึงผู้บริโภคมาใช้แล้วปตท.แบกรับไม่ได้แล้วต้องปรับราคา ซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค
นายกรัฐมนตรีกล่าวสรุปในตอนท้ายของการปาฐกถาว่า รัฐบาลพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอของเอกชนผ่านมาตรการต่างๆ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน เพื่อช่วยกันผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและมีบูรณาการ รวมถึงเป็นการเตรียมความพร้อมในการเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลก
โดยเฉพาะเรื่องที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือ การเป็นตลาดเดียวของประชาคมอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในอีก 5-6 ปีข้างหน้า ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลง และเตรียมรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป
ที่สำคัญ ภายใต้คำมั่นที่ว่ารัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุนเท่าที่จะทำได้ แต่ขณะเดียวกันภาคเอกชนเองก็ต้องพึ่งพาตัวเองสอดคล้องกันไป เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน!!!
posttoday*********
11/12/52
คาดอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปี 2553 โต 20%
Posted on Friday, December 11, 2009
นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณณางกูร นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย บอกว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2553 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีนี้ประมาณ 20% โดยคาดว่า จะสามารถผลิตรถยนต์ได้ถึง 1,200,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่ 1 ล้านคัน
เนื่องจากในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 กำลังชื้อของผู้บริโภคเริ่มดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ผ่านทางงบประมาณไทยเข้มแข็งและราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยขณะนี้ มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 70% หลังจากในช่วงไตรมาส 1 ของปีนี้ที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ติดลบถึง 40-45%
นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย บอกด้วยว่า การที่อุตสาหกรรมยานยนตืไทยเติบโตและเข้มแข็งได้อย่างทุกวันนี้ เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมาไม่น้อยกว่า 40-50ปี โดยเฉพาะในส่วนของการผลิตรถยนต์ปิกอัพ แต่สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการขณะนี้ คือ การพัฒนาแรงงานที่มีทักษะสูง และการลดต้นทุนวัตถุดิบและเครื่องจักรให้ผู้ประกอบการในส่วนที่ไม่สามารถผลิตได้ในประเทศ โดยการลดภาษีนำเข้าลง เป็นต้น
money news update
*********
08/12/52
ลุยหุ้นยานยนต์รับQ4ชุ่มฉ่ำ STANLYม้ามืดผลงานแจ่ม
ทันหุ้น-บิ๊กยานยนต์เรียงหน้า โปรยยาหอมลุ้นผลงานไตรมาส 4 สุดสวย หลังยอดผลิตรถยนต์พุ่ง ความต้องการส่งออกทะลัก บิ๊ก STANLY เชื่อผลงานพุ่ง หลังออเดอร์ใน-นอกล้นหนุนกำลังการผลิตพุ่งแตะระดับ 80 % จากไตรมาสก่อนที่ผลิตเพียง 70 % เตรียมลุยเอเชีย อินเดียต่อ พร้อมรับข่าวดีอีโคคาร์ หลังย่องเจรจาค่ายรถยักษ์ใหญ่ทุกค่ายรับออเดอร์ใหม่
นายอภิชาต ลี้อิสสระนุกูล กรรมการ บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) STANLY เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานไตรมาส 3/2552 (ต.ค-ธ.ค52) นั้นเชื่อว่ามีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นเมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานช่วงไตรมาสที่ 2 ที่บริษัทสามารถทำกำไรได้ 209 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าผลการดำเนินงานไตรมาสนี้น่าจะปรับตัวค่อนข้างมาก ทั้งจากกำลังการผลิตที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 80 % จากไตรมาส 2 ที่กำลังการผลิตเพียง 70 % เท่านั้น
อีกทั้งการปรับตัวของคำสั่งซื้อทั้งในส่วนของในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดหลัก อย่างตะวันออกกลาง ยุโรป ออสเตรเรีย และอินเดียเริ่มปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับ
ขณะเดียวกันในอนาคตบริษัทยังมีแผนการขยายงานในส่วนของการลงทุนมากยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนของการขยายการรับงาน ในต่างประเทศ โดยเฉพาะภูมภาคเอเซีย อินเดีย ที่ยังมีแนวโน้มในการรับงานเพิ่มขึ้นอีกมาก ส่วนแนวโน้มการลงทุนใหม่นั้นขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาทั้งแหล่งการผลิตใหม่ในต่างประเทศ ซึ่งบริษัทเชื่อว่าอย่างน้อยในปี 2553 น่าจะมีความชัดเจน
ทั้งนี้ในอนาคตบริษัทยังมีแนวโน้มการรับงานผลิตไฟ ของรถอีโคคาร์ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับ ค่ายรถทุกค่ายที่สนใจเกี่ยวกับการลงทุนอีโคคาร์ โดยคาดว่าบริษัทมีโอกาสในการเข้าไปรับงานดังกล่าว ซึ่งจะเป็นส่วนสนับสนุนให้บริษัทมีออเดอร์เพิ่มมากขึ้นในอนาคต
IHLยอดออเดอร์ทะลัก
แหล่งจากวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ เปิดเผย ถึงแนวโน้มของผลการดำเนินงานของ บริษัท อินเตอร์ไฮด์ จำกัด (มหาชน) IHLว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานในงวดไตรมาส 4/2552 จะเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส3และสูงสุดในรอบปีนี้ เพราะยอดคำสั่งซื้อจากลูกค้าเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงมีการสต๊อกวัตถุดิบ (หนังสัตว์) ต้นทุนต่ำที่ได้ส่งสินค้าไว้แล้วในช่วงวิกฤต และปัจจุบันยังมีสินค้าบางจำนวนที่ยังไม่ได้ส่งมอบให้บริษัท ซึ่งจะทำให้บริษัทมีสต็อกในราคาต้นทุนต่ำไปจนถึงครึ่งปีแรกของปี 2553
นอกจากนี้คาดว่ายอดการผลิตรถยนต์ในงวดไตรมาส 4/2552 จะเติบโตอย่างโดดเด่น เนื่องจากจะเป็นช่วงที่ผู้ผลิตรถยนต์เร่งผลิต เพราะในช่วงที่ผ่านมาดีมานต์ในตลาดยังคงมีสูง แต่ผู้ประกอบการผลิตรถยนต์ออกมาจำหน่ายในจำนวนที่น้อย ขณะเดียวกันในช่วงสิ้นปี มอเตอร์ เอ็กซ์โปร ที่เริ่มงานแล้วในขณะนี้ จะช่วยดันยอดขายให้เพิ่มขึ้น
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึง แนวโน้มผลการดำเนินงานของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงไตรมาส 4/2552 นั้นเชื่อว่าผลการดำเนินงานทุกบริษัทน่าจะปรับตัวขึ้นถ้วนหน้า เนื่องจากทั้งจากการฟื้นตัวของยอดการผลิตรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากเดือนตุลาคม 2552 ที่ผ่านมาที่ยอดกำลังการผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้น11 % เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน ซึ่งเชื่อว่การเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตนั้นน่าจะเห็นได้อีกในช่วงที่เหลือของปีนี้ ไปจนถึงต้นปี 2553 โดยเฉพาะการฟื้นตัวของความต้องรการยานยนต์ในประเทศ และยอดการส่งออกที่เริ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน เชื่อว่า บริษัทที่จะสามารถมีผลการดำเนินงานที่เติบโตมากขึ้น ได้แก่ AH ,SAT,STANLY,IHL ตามการฟื้นตัวของกลุ่มยานยนต์ทั้งกลุ่ม โดยคาดบริษัทที่มีความโดดเด่นในแง่ของผลการดำเนินงานนั้น ทั้งจากการเติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันปีก่อน SAT น่าจะมีความโดดเด่นสุด เพราะเติบโตในทุกด้านจากยอดขายที่เติบโต
อย่างไรก็ตามการปรับตัวดีขึ้นทุกด้านในไตรมาส 4/2552 นั้นมาจาก กำลังการผลิตที่ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 80% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนที่มีกำลังการผลิตเพียง 60-70 % ดังนั้นคาดว่าในส่วนของยอดขายน่าจะเติบโตใกล้เคียงกับไตรมาสที่ผ่านมาที่ 1.4 พันล้านบาท ส่วนการคาดกาณณ์กำไรสุทธินั้นเชื่อว่าน่าจะเป็นไตรมาสสูงสุดที่ประมาณ 140 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการก้าวกระโดดขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนถึง 40 %
STANLYกำไรพุ่งต่อ
ส่วน STANLY แนวโน้มการฟื้นตัวของรายได้และกำไรสุทธินั้น ยังคงมีต่อเนื่องจากไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ทั้งจากกำลังการผลิตของบริษัทที่เพิ่มขึ้นเป็น 70 % เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ที่มีกำลังการผลิตที่ 60 % ทำให้ในส่วนของกำไรสุทธิน่าจะมากกว่า 209 ล้านที่บริษัททำได้เมื่อเทียบกับในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา
สำหรับ AH นั้น น่าจะเห็นการฟื้นตัวของไตรมาส 4 อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ทั้งจากการฟื้นตัวของยอดขายในประเทศจีนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากค่ายรถหลักอย่างนิสสัน โดยคาดว่าไตรมาสนี้จะเห็นการเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 20 % ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากสัญญาณการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ในประเทศ ซึ่งมีการเติบโต
ทั้งนี้ให้ราคาเป้าหมาย STANLY ที่ 130 บาท ซึ่งถือว่ายังมีอัฟไซน์ถึง 8 % ส่วน SAT ให้ราคาเป้าหมายที่ 17.65 บาท มีอัพไซน์ถึง 40 % เช่นเดียวกัน AH ที่มีอัพไซน์ 40% เช่นกัน
www.thunhoon.com**********
04/12/52
ยอดจองรถเล็กมหกรรมยานยนต์เฉียดพันคัน
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
เชื่อบรรยากาศซื้อขายกลับคืน หวังการเมืองไม่ป่วน มุ่งดันยอดปีนี้ทะลุเป้า 1.5 หมื่นคัน
ครั้งที่ 26 ออกตัวแรง ยอดสะสม 993 คัน กระแสรถเล็กมาแรง "ขวัญชัย" เชื่อบรรยากาศการซื้อขายกลับคืน ระบุหากไม่มีเหตุการณ์การเมืองมาป่วนยอดทะลุเป้าหมาย 1.5 หมื่นคัน ได้แม่เหล็ก "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ร่วมปาฐกถาพิเศษ "ทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ และพลังงานไทย" ศุกร์หน้า (11 ธ.ค.) หวังทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยฟันฝ่าวิกฤติสู่ความสำเร็จยั่งยืน แถมวันนี้ (4 ธ.ค.) ไฮไลต์เด็ดสตั้นท์ โชว์ระดับโลก
นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธาน บริษัท สื่อสากล จำกัด และประธานจัดงาน "มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 26" เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า บรรยากาศการตอบรับของผู้ชมงานมหกรรมยานยนต์ล่าสุด ถือว่ามีกระแสที่ดีเกินคาดหมายไว้ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
ทั้งนี้ สะท้อนจากยอดจองรถยนต์ในงานวันรอบสื่อมวลชนและรอบบุคคลสำคัญ เมื่อ 2 ธ.ค. 2552 มียอดจองสูงกว่าระยะเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากรอบสื่อมวลชนปีที่แล้ว มียอดราว 70 คัน แต่งานปีนี้มียอดถึง 211 คัน ส่วนงานวันที่สองมียอดจอง 782 คัน รวมถึงขณะนี้ มียอดจองรถใหม่ในงานรวมแล้ว 993 คัน
บริษัทสื่อสากล คาดว่า ตลอดงานจะมีการจองรถใหม่จากลูกค้า 15,000 คัน และมีผู้ชมเข้าชมงาน 1.6 ล้านคน
"บรรยากาศเป็นที่น่าพอใจ ผมสำรวจจากผู้ที่มาออกงานต่างพอใจ ว่า มียอดสั่งจองดีกว่าคาดไว้ โดยยอดจองปกตินั้น เฉลี่ยในวันธรรมดาจะมีประมาณ 1,000 คัน และจะเพิ่มสูง 2-3 เท่าในวันหยุด ซึ่งเชื่อว่า เมื่อรวมวันหยุดแล้วจะสามารถทำยอดได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ ต้องไม่มีผลกระทบจากบรรยากาศการเมืองซึ่งไม่แน่ใจว่า ก่อนที่จะสิ้นส่วนงานนี้จะมีข่าวเชิงลบมากระทบบรรยากาศการซื้อของผู้บริโภคหรือไม่ ก็หวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีก"
นายขวัญชัย กล่าวต่อไปว่า ทางด้านบรรยากาศในงาน ผู้เข้าชมให้ความสนใจส่วนของรถเล็ก ซึ่งทุกค่ายนำรถยนต์ขนาดเล็กมาแสดงมีทั้งรถเล็ก 3 แสนบาท และรถเล็ก 3 ล้านบาท อย่างเช่น รถทาทา นาโน จากอินเดีย ก็มีผู้ให้ความสนใจมาก และทางทาทาก็เก็บข้อมูลที่ได้สำรวจความต้องการของผู้บริโภคโดยเชื่อว่าอนาคตอาจจะเห็นรถเล็กราคา 2 แสนบาท ที่ตรงกับรสนิยมของคนไทยก็ได้ ทั้งนี้ ทาทาเองก็คาดหวังไว้เช่นนี้เหมือนกัน
สำหรับงาน "มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 26" หรือ "The 26th Thailand International Motor Expo 2009" จัดขึ้นที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีบริษัทรถยนต์ 32 ยี่ห้อ เข้าร่วมกิจกรรม
งานปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "ขับเคลื่อน...สู่ความยั่งยืน" หรือ DRIVING…FOR SUSTAINABILITY โดยผู้จัดต้องการให้ทุกภาคส่วน ร่วมแรงร่วมใจกัน "ขับเคลื่อน" อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ฟันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจไปสู่ความสำเร็จอันยั่งยืนในอนาคต"
ล่าสุดผู้จัดได้รับการตอบรับจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ร่วมปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "ทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ และพลังงานไทย" ซึ่งจะมีขึ้นศุกร์ที่ 11 ธ.ค. 2552 เวลา 14.00-15.30 น. ณ ห้องรอยัล จูบีลี่ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี
ส่วนกิจกรรมล่าสุดซึ่งเป็นไฮไลต์ ในวันนี้ (4 ธ.ค.) คือ การแสดงสตั้นท์ โชว์ โดยรัฟฟ์ สวิฟท์ สตั้นท์โชว์ระดับโลก ที่ลานจอดรถ P 9 เวลา 09.00 น.
krungthepturakij
************
25/11/52
กลุ่มยานยนต์ ซูซูกิ ใส่เกียร์เดินหน้า โครงการอีโคคาร์ หลังเคยประกาศชะลอโครงการจากเศรษฐกิจซบเซา คาดเดินสายการผลิต
โรงงาน 7,500 ล้านบาท ไตรมาสแรกปี 2553 (กรุงเทพธุรกิจ)
ความเห็น การประกาศเดินหน้าโครงการ Eco Car ของ ซูซูกิ นับเป็นผู้ประกอบการรายที่ 5 ที่ประกาศเดินหน้าโครงการ
ดังกล่าวต่อจาก Nissan, Honda, Mitsubishi และ Toyota ที่ประกาศแผนมาก่อนหน้านี้ โดยทาง ซูซูกิจะเริ่มก่อสร้างโรงงานที่
จังหวัดระยองในช่วงปลายปี 52 และคาดว่าจะเริ่มผลิตรถยนต์ออกขายได้ในปี 2555 (ตามหลัง Nissan ที่จะเปิดตัวในปี 53
Honda ที่จะเปิดตัวในช่วงปี 54 ส่วน Mitsubishi ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาถึงโมเดลรถที่จะใช้ในโครงการดังกล่าว) เรามองว่า
การที่ ซูซูกิ เดินหน้าโครงการจะทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศมีโอาสที่จะได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากยังเป็น
เพียงแผนการดำเนินงาน เราจึงยังไม่เห็นผลดีที่จะเกิดกับผู้ผลิตชิ้นส่วนในระยะสั้นแต่อย่างใด
ด้านภาพรวมธุรกิจยานยนต์ของไทย มีสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่จุดต่ำสุดในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา โดยภาคการ
ส่งออกรถยนต์ในเดือน ต.ค. อยู่ที่ 59,502 คัน นับเป็นยอดการส่งออกรายเดือนที่สูงที่สุดตั้งแต่เดือน ธ.ค. 51 และเป็นการติด
ลบที่ต่ำสุดเช่นกันโดยติดลบจากเดือน ต.ค. 51 เพียง 11%YoY และเติบโตเพิ่มขึ้นจากเดือน ก.ย. ถึง 20%MoM เราคาดว่าเกิด
จากการที่ประเทศคู่ค้าต่างๆของไทยเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น ขณะที่หากพิจารณาในส่วนของการผลิตรถยนต์ มีการปรับ
เพิ่มขึ้นจากเดือน ก.ย. เช่นกันโดยเพิ่มขึ้น 11%MoM และเมื่อเทียบกับเดือน ต.ค. 51 มีการติดลบเหลือเพียง 8% เท่านั้น มา
อยู่ที่ 115,043 คัน ซึ่งนับเป็นการผลิตที่มากกว่า 100,000 คัน/เดือน เป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน โดยรวมแล้วในช่วง 10M52 ที่ผ่าน
มาการผลิตรถยนต์โดยรวมอยู่ที่ 766,671 คันลดลง 36%YoY สำหรับช่วงที่เหลืออีก 2 เดือน ทางสภาอุตสาหกรรมคาดว่าการ
ผลิตรถยนต์ยังมีทิศทางที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเนื่องจากเป็นช่วง High Season ของการขาย ซึ่งจะส่งผลดีต่อเนื่องไปถึง
เดือน ม.ค. 53 ด้วย (ทางสภาอุตสาหกรรมคาดการผลิตในช่วง 3 เดือนข้างหน้า (พ.ย. 52 – ม.ค. 53) จะเพิ่มขึ้นจาก ช่วง
เดียวกันของปีก่อน (พ.ย.51-ม.ค. 52) ประมาณ 22%) สำหรับนำหนักการลงทุนเรา เรามองว่าอุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มมี
สัญญาที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการขายรถยนต์ การส่งออกรถยนต์ ซึ่งจะทำให้การผลิตรถยนต์ปรับตัวเพิ่มขึ้น
ตามไปด้วย อีกทั้งในช่วงปลายปีจะเป็นช่วงที่ค่ายรถยนต์ต่างๆ พยายามออกรายการส่งเสริมการขายเพื่อเพิ่มยอดขายให้มาก
ขึ้น แต่เนื่องจากราคาหุ้นในปัจจุบันได้รับรู้ข่าวดีจากการฟื้นตัวของกลุ่มยานยนต์มาบ้างแล้ว เราจึงให้น้ำหนักการลงทุนไว้
เพียง “เท่าตลาด” เช่นเดิม cgs
***********
24/11/52
อุตฯชิ้นส่วนรถลุ้นไตรมาส4ฟื้น
ผู้ประกอบการลุ้นกำไรพลิกเป็นบวกพร้อมหวังการเมืองไม่สะดุด ขณะที่ไทยสตีลรับสภาพทั้งปีวูบกว่า 25% แม้ไตรมาส 4 จะเริ่มฟื้น
คาดไตรมาส 4/52 ฟื้น หวังการเมืองไม่สะดุด "อาปิโก" มั่นใจพลิกกำไร เหตุเดือนต.ค.ยอดขายรถยนต์ แตะ 5 หมื่นคันแล้ว ลุ้นปีหน้าผลประกอบฟื้นกลับเท่าปี 2551 เตรียมทุ่ม 200-300 ล้านบาทซื้อที่ดิน-ผุดโรงงานที่จีนเพิ่ม ด้านไทยสตีลฯ เชื่อไตรมาสสุดท้ายดีกว่าไตรมาส 3/52 แต่ภาพรวมรายได้-กำไรปีนี้วูบ 25-30% ขณะที่ปีหน้าตั้งเป้าโตตามอุตสาหกรรม 15-20%
นายเย็บ ซู ชวน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อาปิโก ไฮเทค (AH) กล่าวว่า กำไรสุทธิในไตรมาส 4 ปี 2552 จะฟื้นตัวขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า เชื่อว่าจะมีกำไรสุทธิ 100 ล้านบาท เป็นอย่างต่ำ ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการทั้งปีนี้ พลิกเป็นกำไรสุทธิ หรือไม่ขาดทุนได้ จากงวด 9 เดือนที่ผลประกอบการขาดทุนสุทธิ 102 ล้านบาท
ทั้งนี้ เนื่องจากอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยในเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ทิศทางการซื้อรถยนต์ดีขึ้น โดยมียอดขายรถยนต์ทั้งอุตสาหกรรมอยู่ในระดับ 5 หมื่นคัน
อย่างไรก็ตาม จะมีผลต่อการจ่ายเงินปันผลหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการบริษัทที่จะมีขึ้นในช่วงต้นปีหน้า แต่ที่ผ่านมาบริษัทมีการจ่ายอย่างต่อเนื่องตามนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 10% ของกำไรสุทธิ
สำหรับผลประกอบการในปี 2553 บริษัทตั้งเป้าว่า น่าจะกลับมาดีในระดับเดียวกับปี 2551 ซึ่งมีรายได้จำนวน 9,516 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 241 ล้านบาท เนื่องจากมองว่าภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวและยอดขายรถน่าจะดีขึ้น ขณะที่โรงงานแห่งใหม่ที่ จ.ระยองได้เริ่มเดินการผลิตและรับรู้รายได้ และค่ายรถยนต์ที่มีฐานผลิตในไทยก็ออกรถยนต์รถใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอีโคคาร์
ทั้งนี้ จากคำสั่งสินค้าที่เพิ่มเข้ามา ส่งผลให้กำลังการผลิตของบริษัทในปี 2553 จะขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 90% จากระดับ 60% ในปีนี้ ทำให้บริษัทมีแผนสร้างโรงงานแห่งใหม่ใน จ.ระยองเพิ่ม อย่างไรก็ตาม บริษัทจะพิจารณาจากคำสั่งซื้อที่จะเข้ามาจาก 3 ค่าย คือโตโยต้า ซูซูกิ และทาทา ทั้งนี้ หากคำสั่งซื้อมากถึงระดับ 50% ของระดับกำลังการผลิตในปัจจุบัน จึงจะตัดสินใจลงทุน โดยใช้ที่ดินเดิมในจังหวัดระยอง ซึ่งมี 80-90 ไร่ โดยเป็นที่ดินว่างเปล่า 40-50 ไร่
นอกจากนี้ ปี 2553 บริษัทยังมีแผนสร้างโรงงานแห่งใหม่ในประเทศจีน หลังจากเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศจีนฟื้นตัวอย่างแท้จริง โดยจัดสรรงบลงทุน 200-300 ล้านบาท ทั้งนี้ ประเทศจีนมีศักยภาพค่อนข้างสูงทั้งอุตสาหกรรมมียอดขายรถยนต์ 11 ล้านคันต่อปี เทียบกับประเทศไทยมียอดขายรถยนต์ 1 ล้านคันต่อปี
ด้านนายสริศ พัฒนะเมลือง กรรมการบริหาร บริษัทไทยสตีลเคเบิล (TSC) ผู้ผลิตชิ้นส่วน OEM และ REM เพื่อส่งให้แก่โรงงานประกอบของลูกค้า ผู้ผลิตชิ้นส่วน และศูนย์อะไหล่ กล่าวว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมไตรมาส 4 ปี 2552 น่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นหากเทียบกับงวดครึ่งปีแรก หลังจากที่มีสัญญาณคำสั่งซื้อกลับเข้ามา แต่จะต้องติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด หากมีความรุนแรงเกิดขึ้นอาจทำให้ภาพรวมอุตสาหกรรมไม่ดีตามที่คาดการณ์ไว้
"ภาพรวมรายได้และกำไรของบริษัทปีนี้จะลดลงตามอุตสาหกรรมรวม ประมาณ 25-30% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและความวุ่นวายทางการเมือง แต่อัตรากำไรขั้นต้นน่าจะรักษาไว้ที่ 6.7% ส่วนปีหน้าคาดว่ารายได้รวมน่าจะเติบโตตามทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ที่จะเติบโต 15-20% และอัตรากำไรจะพยายามรักษาให้เท่ากับปีนี้" นายสริศกล่าว
แผนการลงทุนในปีหน้าบริษัทตั้งงบลงทุนไว้ที่ 70 ล้านบาท คิดเป็น 2% จากรายได้การขาย โดยจะนำไปใช้ซื้อเครื่องจักร ซึ่งในปีนี้บริษัทใช้งบลงทุนเพียง 40 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัทมีกระแสเงินสดอยู่ที่ 300 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามีสัดส่วนที่สูงแต่บริษัทไม่ได้มีนโยบายเปิดพอร์ตลงทุน เพราะมองว่า การมีฐานะเป็นบริษัทมหาชน ควรให้ผลตอบแทนมากกว่าที่จะนำเงินไปลงทุน เพราะการลงทุนในตลาดหุ้นมองว่ามีความเสี่ยงมากเกินไป ส่วนนโยบายการจ่ายเงินปันผล บริษัทก็คาดว่าจะรักษาอัตราการจ่ายเงินปันผลให้อยู่ในระดับเท่าเดิมไว้ได้
ทั้งนี้ ในปี 2552 มีโมเดลรถยนต์ใหม่ 4 โมเดล ปี 2553 มีโมเดลรถยนต์ใหม่ 4 โมเดล ปี 2554 มีโมเดลรถยนต์ใหม่ 5 โมเดล และปี 2555 มีโมเดลรถยนต์ใหม่ 3 โมเดล โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้าเพื่อเข้าไปประกอบชิ้นส่วนยานยนต์
ส่วนกรณีที่กลุ่มตระกูลจุฬางกูร ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ทยอยเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นโดยล่าสุดถือสัดส่วนแตะ 38% นั้น เนื่องจาก กลุ่มดังกล่าว เห็นอนาคตและราคาหุ้นก็ไม่ได้ปรับตัวขึ้นแรง จึงเข้ามาเพิ่มการลงทุน แต่ระหว่างกลุ่มผู้ถือหุ้นยังไม่ได้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องการนำกลุ่มบริษัทของตระกูลจุฬางกูรเข้าตลาดทางอ้อม (แบล็คดอร์ลิสติ้ง)
krungthepturakij
***********
24/11/52
Ford Motor เปิดแผนลงทุนกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในบราซิล
Posted on Monday, November 23, 2009
Ford Motor เปิดแผนลงทุนกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในบราซิล
หลังจากสามารถประคับประคองธุรกิจไม่ให้ล้ม และไม่ต้องพึ่งเงินรัฐมาได้ ผู้ผลิตรถอันดับ 2 ของสหรัฐฯ อย่าง Ford Motor ก็เผยถึงแผนลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในตลาดที่ยังมีศักยภาพสูง
ผู้ผลิตรถยนต์ Ford Motor เปิดเผยว่า ขณะนี้ บริษัทกำลังวางแผนลงทุนกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในบราซิล เพื่อเพิ่มระดับการผลิต โดยหวังใช้โอกาสที่ต้นทุนการกู้ยืมในประเทศตลาดเกิดใหม่นี้ยังต่ำเป็นประวัติการณ์ ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากวิกฤติครั้งล่าสุด ส่งสัญญาณว่า ความต้องการรถยนต์ใหม่จะขยายตัวอย่างรวดเร็วด้วย
Mark Fields ประธานบริษัทในภาคพื้นอเมริกา บอกว่า งบก้อนนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุน 4 พันล้านเรียลที่บริษัทเคยประกาศออกมาก่อนหน้านี้ โดยเชื่อว่า แผนการขยับขยายจะช่วยสร้างงานได้อีก 1,000 ตำแหน่ง และเร่งระดับการผลิตของโรงงานในเขตบราซิลตะวันออกเฉียงเหนือ ขึ้นจาก 250,000 คันเป็น 300,000 คันต่อปีด้วย
ปัจจุบัน Ford เป็นผู้ผลิตรถอันดับ 4 ในบราซิล เมื่อดูจากยอดขายเป็นหลัก และเป็นอันดับ 2 ในอเมริกา ตามหลังเพียง General Motors เท่านั้น
**********
24/11/52
ส่งออกรถยนต์ตค.ลดลง11.89%
ส.อ.ท.เผยยอดส่งออกรถยนต์ ต.ค.ลดลง 11.89% มาที่ 59,502 คัน
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)เผยเดือน ต.ค.52 ยอดส่งยอดส่งออกรถยนต์ลดลงจากเดือนเดียวกันของปีก่อน 11.89% มาที่ 59,502 คัน แต่ขยายตัว 20.10% จากเดือน ก.ย.52 และมียอดสูงสุดนับจากเดือน ธ.ค.51 ขณะที่ยอดขายในประเทศอยู่ที่ 53,271 คัน ขยายตัว 9.5% จากเดือน ก.ย.52 สูงสุดในรอบปี 52
"เดือนตุลาคม 2552 ส่งออกสูงสุดตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 เป็นต้นมา...ส่วนยอดขายรถยนต์ภายในประเทศสูงสุดในปีนี้" นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท.กล่าว
ทั้งนี้ ส่งผลให้ยอดส่งออกในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้(ม.ค.-ต.ค.52) อยู่ที่ 423,298 คัน ขยายตัวลดลง 36.54% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มีมูลค่า 198,498 ล้านบาท ขยายตัวลดลง 34.79% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า ประมาณการผลิตรถยนต์ช่วงเดือน พ.ย.52-ม.ค.53 จะมีจำนวน 332,164 คัน เพิ่มขึ้น 9.77% ของยอดผลิตจริงช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค.52 และเพิ่มขึ้น 21.62% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
posttoday
************
19/11/52
ยานยนต์กำไรพุ่ง229%
อุตสาหกรรมยานยนต์ฟื้นแล้วจ้า 13 บจ.อวดกำไรไตรมาส 3 กว่า 324 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 229.47% จากไตรมาส 2 บิ๊ก SAT พูดเต็มปากพ้นวิกฤต
จากการรวบรวมผลดำเนินงานงวดไตรมาส 3 ปี 2552 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในหมวด ธุรกิจยานยนต์จำนวน 13 บริษัท มีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 324.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 229.47% จากงวดไตรมาส 2 ปี 2552 ที่มีกำไรสุทธิ 98.52ล้านบาท โดยไม่นับรวมบริษัท ยานภัณฑ์ (YNP) ที่ถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งให้แก้ไขงบการเงิน
สำหรับบริษัทที่มีกำไรเติบโตอย่างโดดเด่นที่สุด คือ บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) ที่ไตรมาส 3 มีกำไรสุทธิ 97.20 ล้านบาท โตขึ้น 7,319.84% จาก ไตรมาส 2 ที่มีกำไรสุทธิเพียง 1.31 ล้านบาท รองลงมาคือ บริษัท ที. กรุงไทยอุตสาหกรรม (TKT) มีกำไรสุทธิ 17.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 987.19% จากไตรมาส 2 ที่มีกำไรสุทธิ 1.64 ล้านบาท และบริษัท อาปิโก ไฮเทค (AH) มีกำไรสุทธิ 4.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 110.85% จากไตรมาส 2 ที่ขาดทุนสุทธิ 38.42 ล้านบาท
สำหรับบริษัทที่ฟื้นตัวชัดเจน เช่น บริษัท ไทยรุ่งยูเนียนคาร์ (TRU) ขาดทุนสุทธิ 22.32 ล้าน บาท ดีขึ้น 28.45% จากไตรมาส 2 ที่ขาดทุนสุทธิ 30.91 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ YNP นั้น ไตรมาส 3 ขาดทุนหนัก 625.75 ล้านบาท หลังแก้ไขงบการเงินตามคำสั่งก.ล.ต. และขาดทุนมากขึ้นจากไตรมาส 2 ที่ขาดทุนสุทธิเพียง 245.79 ล้านบาท
นายวีระยุทธ กิตะพาณิชย์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) กล่าวว่า แนวโน้มผลดำเนินงานในงวดไตรมาส 4 จะออกมาดีกว่าไตรมาส 3 เพราะขณะนี้คำสั่งซื้อในสินค้าประเภทต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตของบริษัทขึ้นมาอยู่ ในระดับ 70% จากไตรมาส 3 ที่ผลิตเพียง 60% ทำให้รายได้จากการขายของบริษัทดีขึ้นด้วย
สำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี บริษัทมีรายได้รวม 2,929.34 ล้านบาท โดยเป็นรายได้จากการขาย 2,889.96 ล้านบาท ซึ่งการที่ยอดขายดีขึ้น ทำให้บริษัทคาดว่าเมื่อ สิ้นปีรายได้ของบริษัทจะลดลงจาก ปีก่อน 24% จากต้นปีประเมินว่ารายได้จะลดลงจากปีก่อน 25-30%
“มาถึงตอนนี้ทำให้เห็นภาพชัดเจนแล้วว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจชัดเจนแล้ว และปีหน้าก็หวังว่าน่าจะ ยังคงดีต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ” นายวีระยุทธ กล่าว
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา (AYS) ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปีนี้ของ SAT เป็น 280 ล้านบาท จากเดิมประมาณการว่าจะมีกำไร 251 ล้านบาท หลังไตรมาส 3 กำไรดีเกิน และไตรมาส 4 น่าจะดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 3 และจะมีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยทั้งปีที่ 17-18%
สำหรับปี 2553 ยอดขายจะ เพิ่มขึ้น 20% จากปีนี้ แนะนำซื้อ เก็งกำไร ให้ราคาเหมาะสมปี 2553 ที่ 13.58 บาท
posttoday
*************
18/11/52
ยอดขายโตโยต้าทั่วโลกเพิ่มครั้งแรกในรอบ 15 เดือน
Posted on Wednesday, November 18, 2009
ยอดจำหน่ายรถยนต์ทั่วโลกของบริษัทโตโยต้า ในเดือน ตุลาคมที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยสามารถจำหน่ายรถยนต์ได้ 640,000 คัน นับเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน
บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ได้ประกาศในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ว่า ทางบริษัทได้กลับมามีผลกำไรในไตรมาส 3/52 เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากความต้องการรถยนต์ประหยัดพลังงาน จากก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์ว่า ในปีนี้บริษัทจะประสบภาวะขาดทุน
ขณะที่ในปี 2551 บริษัทโตโยต้าของญี่ปุ่นสามารถไล่ตามทันบริษัทคู่แข่งอย่างเจเนอรัล มอเตอร์ส ของสหรัฐฯ จนกลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในโลก แต่ต่อมายอดขายกลับดิ่งลงอย่างหนักเป็นครั้งแรกในปีการเงินดังกล่าว ซึ่งนับถึงเดือนมีนาคม 2552
***********
18/11/52
ได้ฤกษ์รถยนต์ราคาถูกจากจีนบุกตลาดไทยเริ่มต้น 3.8 แสนบาท
Posted on Wednesday, November 18, 2009
นายวิทิต ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทย เฌอรี่ ยานยนตร์ บอกว่า ทางบริษัทจะเริ่มรุกตลาดซีตี้คาร์ในไทยมากขึ้น โดยได้นำรถ แบรนด์เฌอรี่ (Chery) จากประเทศจีนมาจำหน่าย วางกลุ่มเป้าหมายให้สามารถเข้าถึงคนได้ทุกกลุ่ม เน้นจุดเด่นทางด้าน ดีไซน์ ความปลอดภัย และประหยัด โดยราคารถเริ่มต้นอยู่ที่ 380,000 บาทสำหรับเกียร์ธรรมดาและ 420,000 บาทสำหรับเกียร์ออโต้ ส่วนเงินดาวน์อยู่ที่ 15% และผ่อนขั้นต่ำเพียงเดือนละ 5,000 – 6,000 บาทเท่านั้น
ทั้งนี้จะบริษัทเปิดตัว รถเฌอรี่ อีกครั้งในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป วันที่ 2-13 ธันวาคมนี้ ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี และจะเร่งสร้างแบรนด์ให้ติดตลาด สำหรับส่วนแบ่งการตลาดรถประเภทชิตี้ คาร์ของบริษัทจะประเมินภายหลังงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป
นายดำรง ดำรงกุลวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย เฌอรี่ ยานยนตร์ บอกว่า ได้ตั้งเป้าจำหน่ายรถยนต์เฌอรี่ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 300-400 คัน ส่วนแนวโน้มรถซิตี้คาร์ มองว่า จะมีคนหันมาใช้มากขึ้นและอาจจะมีการแข่งขันด้านราคา โดยบริษัทจะไม่เน้นเฉพาะราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่จะเพิ่มอุปกรณ์เสริมและการตกแต่งภายในรถให้ลูกค้า เพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าทั้งเรื่องราคาและดีไซน์ทันสมัย
money news update
**********
17/11/52
กลุ่มยานยนต์ ยอดขายรถเดือนต.ค. พุ่ง 53,271 คัน ตลาดรถนั่งเริ่มตื่นโตทะลัก 23% ยอดพุ่งแตะ 2.2หมื่นคัน ขณะที่ยอดขาย 10
เดือน เกิน 4.1 แสนคัน ฟากโตโยต้าชี้ เดือนพ.ย. ยังไปได้สวย หลังค่ายรถเดินหน้าอัดโปรโมชั่นกระตุ้นเพียบ (ข่าวหุ้น)
ความเห็น ยอดขายรถยนต์ในเดือน ต.ค. 52 ที่ออกมา เป็นการทำสถิติยอดขายรายเดือนสูงสุดในรอบปี โดยเป็นการปรับตัว
เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน รวมทั้งยังเพิ่มขึ้นจากเดือน ก.ย. อีก 9.5% โดยยอดขายรถยนต์ที่
เพิ่มขึ้นมาจากทั้งในส่วนของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้น 23%YoY และ 6%MoM รวมถึงรถกระบะเพื่อการพาณิชย์ขนาด 1
ตัน ที่เพิ่มขึ้น 1.5%YoY และ 14%MoM เราคาดว่าเกิดจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐฯ ที่เริ่มเห็นผลมากขึ้น
รวมทั้งค่ายรถยนต์มีการออกรายการส่งเสริมการขายออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ยอดขายรถยนต์รวม 10M52 อยู่ที่ 419,755
คันลดลง 17.7%YoY เป็นอัตราที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องจากระดับ 30% ในช่วงต้นปี โดยเราคาดว่าช่วงที่เหลือของปีอีก 2
เดือน (พ.ย.-ธ.ค.) ยอดขายรถยนต์จะมีแนวโน้มที่ปรับเพิ่มขึ้นได้อีก เนื่องจากเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของการขายรถยนต์ ที่จะมีการ
จัดงาน Motor Expo ในช่วงต้นเดือนธ.ค. และการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อย่าง Mazda 2 และ Honda Freed ที่คาดว่าจะช่วย
กระตุ้นตลาดรถยนต็ในช่วงปลายปีได้อย่างมาก ซึ่งจากทิศทางยอดขายรถยนต์ที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราให้น้ำหนัก
การลงทุนอยู่ที่ “เท่าตลาด” เช่นเดิม โดยแนะนำให้เข้าลงทุนในหุ้นยานยนต์ที่มีพื้นฐานดีอย่าง STANLY หรือ SAT เป็นหลัก
cgs
*********
16/11/52
ตลาดรถยนต์ฟื้น รถยนต์นั่งโตสุดในรอบปี
ตลาดรถยนต์เดือนตุลาคมยอดขายรวม 53,271 คัน เพิ่มขึ้น 8.8% สะสม10 เดือนขาย 419,755 คัน ลดลง 17.7% รถยนต์นั่งเติบโตสูงสุดในรอบปี ที่ 23.4%
นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานสถิติการขายรถยนต์ประจำเดือนตุลาคม 2552 ปริมาณการขาย 53,271 คัน เพิ่มขึ้น 8.8% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 22,747 คัน เพิ่มขึ้น 23.4% รถเพื่อการพาณิชย์ 30,524 คัน อัตราการเติบโตไม่เปลี่ยนแปลง รวมทั้ง รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนท์นี้ จำนวน 26,487 คัน เพิ่มขึ้น 1.5%
สถิติการขายสะสม 10 เดือนของปี 2552 มีปริมาณทั้งสิ้น 419,755 คัน ลดลง 17.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยแบ่งออกเป็น รถยนต์นั่ง 175,552 คัน ลดลง 5.0% รถเพื่อการพาณิชย์ 244,203 คัน ลดลง 25.0% รวมทั้ง รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซ็กเมนท์นี้จำนวน 211,377 คัน ลดลง 24.2%
ประเด็นสำคัญมีดังนี้
1. ตลาดรถยนต์เดือนตุลาคม มีปริมาณการขาย 53,271 คัน เพิ่มขึ้น 8.8% เติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และสูงสุดในรอบ 18 เดือน โดยตลาดรถยนต์นั่งเติบโต 23.4% สูงสุดในรอบปี จากความนิยมอย่างต่อเนื่องของรถยนต์หลายรุ่นทั้งขนาดกลางและเล็ก ในขณะที่ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ มีอัตราการเติบโตไม่เปลี่ยนแปลง โดยตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 1.5% เป็นผลจากการฟื้นตัวของภาคการลงทุนของภาคเอกชน ประกอบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ส่งผลต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อที่ไม่เปลี่ยนแปลง และราคาสินค้าการเกษตรบางชนิดมีการปรับราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง
2. ตลาดรถยนต์สะสม 10 เดือนมีปริมาณการขาย 419,755 คัน ลดลง 17.7% เป็นอัตราการเติบโตที่หดตัวน้อยที่สุดของปี เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 5.0% ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตลดลง 25.0% ทั้งนี้ยอดขายรถยนต์สะสมยังคงหดตัวแต่เป็นการหดตัวที่ชะลอลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ในท้ายไตรมาส 3 ส่งผลให้การอุปโภคบริโภคของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น การเร่งจ่ายงบประมาณภาครัฐ ตลอดจนการดำเนินการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ดำเนินการในครึ่งปีหลัง ประกอบกับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น
3. สำหรับตลาดรถยนต์เดือนพฤศจิกายน คาดว่าจะมีปริมาณการขายดีขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการแนะนำรถยนต์นั่งรุ่นใหม่ๆ ตลอดจนข้อเสนอพิเศษต่างๆ ที่แต่ละค่ายนำมาเสนอต่อผู้บริโภค เพื่อหวังบรรลุเป้าหมายทางการขายในช่วงสิ้นปี ประกอบกับราคาสินค้าการเกษตรที่รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมในการ ประกันราคาพืชผล ซึ่งจะส่งผลดีต่อตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน แต่อย่างไรก็ดี อัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจซึ่งต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดต่อไป
ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์เดือนตุลาคม 2552
1.) ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 53,271 คัน เพิ่มขึ้น 8.8%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 23,786 คัน เพิ่มขึ้น 15.8% ส่วนแบ่งตลาด 44.7%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 10,614 คัน เพิ่มขึ้น 3.2% ส่วนแบ่งตลาด 19.9%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า 9,009 คัน เพิ่มขึ้น 9.9% ส่วนแบ่งตลาด 16.9%
2.) ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 22,747 คัน เพิ่มขึ้น 23.4%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 10,983 คัน เพิ่มขึ้น 36.4% ส่วนแบ่งตลาด 48.3%
อันดับที่ 2 ฮอนด้า 8,628 คัน เพิ่มขึ้น 11.6% ส่วนแบ่งตลาด 37.9%
อันดับที่ 3 นิสสัน 693 คัน เพิ่มขึ้น 13.8% ส่วนแบ่งตลาด 3.0%
3.) ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน* (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV) ปริมาณการขาย 26,487 คัน เพิ่มขึ้น 1.5%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 11,465 คัน เพิ่มขึ้น 1.2% ส่วนแบ่งตลาด 43.3%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 9,865 คัน เพิ่มขึ้น 4.1% ส่วนแบ่งตลาด 37.2%
อันดับที่ 3 นิสสัน 1,813 คัน เพิ่มขึ้น 14.0% ส่วนแบ่งตลาด 6.8%
*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน: 2,871 คัน
โตโยต้า 1,493 คัน - มิตซูบิชิ 654 คัน - อีซูซุ 612 คัน - ฟอร์ด 112 คัน
4.) ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 23,616 คัน ลดลง 0.2%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 9,972 คัน ลดลง 0.5% ส่วนแบ่งตลาด 42.2%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 9,253 คัน เพิ่มขึ้น 2.4% ส่วนแบ่งตลาด 39.2%
อันดับที่ 3 นิสสัน 1,813 คัน เพิ่มขึ้น 14.0% ส่วนแบ่งตลาด 7.7%
5.) ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 30,524 คัน ไม่เปลี่ยนแปลง
อันดับที่ 1 โตโยต้า 12,803 คัน เพิ่มขึ้น 2.6% ส่วนแบ่งตลาด 41.9%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 10,614 คัน เพิ่มขึ้น 3.2% ส่วนแบ่งตลาด 34.8%
อันดับที่ 3 นิสสัน 1,842 คัน เพิ่มขึ้น 15.0% ส่วนแบ่งตลาด 6.0%
สถิติการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมกราคม – ตุลาคม 2552
1) ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 419,755 คัน ลดลง 17.7%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 177,666 คัน ลดลง 17.9% ส่วนแบ่งตลาด 42.3%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 85,772 คัน ลดลง 23.3% ส่วนแบ่งตลาด 20.4%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า 72,008 คัน ลดลง 0.2% ส่วนแบ่งตลาด 17.2%
2) ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 175,552 คัน ลดลง 5.0%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 78,505 คัน ลดลง 11.4% ส่วนแบ่งตลาด 44.7%
อันดับที่ 2 ฮอนด้า 67,967 คัน เพิ่มขึ้น 5.6% ส่วนแบ่งตลาด 38.7%
อันดับที่ 3 นิสสัน 6,832 คัน เพิ่มขึ้น 10.3% ส่วนแบ่งตลาด 3.9%
3) ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน* (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV) ปริมาณการขาย 211,377 คัน ลดลง 24.2%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 89,659 คัน ลดลง 22.6% ส่วนแบ่งตลาด 42.4%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 80,054 คัน ลดลง 24.1% ส่วนแบ่งตลาด 37.9%
อันดับที่ 3 นิสสัน 15,180 คัน ลดลง 24.3% ส่วนแบ่งตลาด 7.2%
*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน: 21,167คัน
โตโยต้า 12,002 คัน - อีซูซุ 4,371 คัน - มิตซูบิชิ 4,268 คัน - ฟอร์ด 526 คัน
4) ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 190,210 คัน ลดลง 27.1%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 77,657 คัน ลดลง 25.5% ส่วนแบ่งตลาด 40.8%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 75,683 คัน ลดลง 24.6% ส่วนแบ่งตลาด 39.8%
อันดับที่ 3 นิสสัน 15,180 คัน ลดลง 24.3% ส่วนแบ่งตลาด 8.0%
5) ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 244,203 คัน ลดลง 25.0%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 99,161 คัน ลดลง 22.4% ส่วนแบ่งตลาด 40.6%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 85,772 คัน ลดลง 23.3% ส่วนแบ่งตลาด 35.1%
อันดับที่ 3 นิสสัน 15,471 คัน ลดลง 24.8% ส่วนแบ่งตลาด 6.3%
krungthepturakij*********
12/11/52
BMW ทุ่มลงทุนจีนสูงสุดในตลาดยานยนต์
Posted on Thursday, November 12, 2009
บีเอ็มดับเบิลยู เอจี บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมัน จะลงทุนในประเทศจีนเพิ่มอีก 5 พันล้านหยวน หรือประมาณ 735 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการลงทุนจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดยานยนต์ของจีนซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
ทั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยูได้ลงนามในข้อตกลงกับหุ้นส่วนจีน คือ บริษัท บริลเลียนซ์ ออโตโมทีฟ ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 8 ของจีน ในวันนี้ เพื่อขยายการร่วมทุนระยะที่สอง ซึ่งมีกำหนดจะเริ่มก่อสร้างในปีหน้า
ปัจจุบัน บริลเลียนซ์ ออโต และ บีเอ็มดับเบิลยู ได้ร่วมทุนกันผลิตรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 และ ซีรีส์ 5 ที่โรงงานในเมืองเฉินหยาง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน
money news update***********
11/11/52
ส่งออกมอเตอร์ไซค์เติบโต ฮอนด้าส่งรุ่นใหม่ดันยอด
ฮอนด้ามั่นใจยอดส่งออกรถจักรยานยนต์ปีหน้าเติบโตดี เตรียมส่งรุ่นใหม่บุกตลาด
นายอดิศักดิ์ โรหิตะศุน รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เอเชี่ยน ฮอนด้า มอเตอร์ เปิดเผยว่า แนวโน้มการส่งออก รถจักรยานยนต์ในประเทศไทยใน ปีหน้าจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง โดยเฉพาะในส่วนของการส่งออก รถจักรยานยนต์สำเร็จรูป
ทั้งนี้ เนื่องจากมีการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถจักรยานยนต์ รุ่นใหม่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นของฮอนด้าที่จะใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถ รุ่นพีซีเอกซ์ หรือค่ายรถจักรยานยนต์ที่มีการผลิตรถจักรยานยนต์ใหญ่ ในไทย
นอกจากนี้ เชื่อว่าในปีหน้าจะทำให้ตลาดส่งออกของรถจักรยานยนต์มีอัตราการขยายตัวเป็นบวก หลังจากที่แนวโน้มในปีนี้จะหดตัวอย่างมาก โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี ขยายตัวลดลงกว่า 20% มากกว่า การลดลงของตลาดในประเทศที่ 12%
สำหรับปัจจัยสำคัญมาจากภาวะ เศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบจาก การที่ฐานผลิตแต่ละแห่งหันไปใช้ชิ้นส่วนในประเทศกันมากขึ้น ก็ทำให้ตลาดส่งออกของประเทศไทย หดตัว
“ปีหน้าถ้าเราสามารถส่งออก รถจักรยานยนต์สำเร็จรูปได้ ก็จะส่งผลดีทั้งเรื่องการเป็นฐานผลิตของไทย และทำให้มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผมมองว่ามีโอกาส เพราะอย่างพีซีเอกซ์ที่จะเปิดตัวในประเทศไทย จะใช้เป็นฐานส่งออกจำนวนมาก รวมถึงการส่งกลับไปจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นเช่นกัน” นายอดิศักดิ์ กล่าว
สำหรับฮอนด้านั้น ในปีนี้ยังไม่เห็นผลกระทบที่ชัดเจนสำหรับตลาดในประเทศ โดยคาดว่าจะสามารถ รักษายอดจำหน่าย 1.5 แสนเครื่องเอาไว้ได้ เนื่องจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลช่วยสร้างรายได้ให้ประชาชนระดับรากหญ้าโดยตรง
ด้านตลาดส่งออกในปีนี้น่าจะลดลงเหลือ 1.3 ล้านเครื่อง จากปกติที่ส่งออกประมาณ 1.7 ล้านเครื่อง หรือหดตัวไปประมาณ 26% จากตลาดสหรัฐและยุโรป
posttoday*************
05/11/52
โตโยต้า เตรียมถอนตัวจาก F1 หลังจบฤดูกาล 2552
โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป แถลงข่าวการถอนตัวจากการแข่งขันรถสูตร 1 หรือฟอร์มูลาวันเมื่อจบฤดูกาลแข่งขันปัจจุบัน โดยให้เหตุผลว่าต้องการลดต้นทุน ตามรอยฮอนด้า มอเตอร์ โค บริษัทผลิตยานยนต์อันดับ 2 ของญี่ปุ่นที่ตัดสินใจถอนตัวไปก่อนแล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมา
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โตโยต้าไม่ต้องการแบกรับต้นทุนการทำทีมฟอร์มูลาวันที่สูงถึงปีละหลายสิบล้านเยน ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้ทำให้ไม่เหลือบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นในการแข่งขันฟอร์มูลาวันแม้แต่บริษัทเดียว และโตโยต้ากำลังมองหาบริษัทในยุโรปให้มาเทคโอเวอร์ทีมฟอร์มูลาวันต่อไป
โตโยต้ามีตัวเลขขาดทุนจากการดำเนินงาน 461,010 ล้านเยนในปีงบการเงิน 2551 ซึ่งถือว่าเป็นปีแรกที่ขาดทุนนับตั้งแต่ปีงบการเงิน 2480 และคาดว่าจะขาดทุนเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันในปีงบ 2552 ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมีนาคมปีหน้า โดยคาดว่าอาจมีตัวเลขขาดทุนจากการดำเนินงานถึง 7.5 แสนล้านเยน ซึ่งถือว่าแย่สุดเป็นประวัติการณ์
หลังถอนตัวจากการแข่งขันฟอร์มูล่าวัน หรือ เอฟวัน โตโยต้าจะหันไปให้ความสำคัญกับการพัฒนารถประหยัดพลังงานซึ่งเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้บริษัทได้เป็นอย่างดี โดยดูได้จากรถไฮบริดรุ่นพรีอุสของโตโยต้าที่มียอดขายอย่างท่วมท้น
ทั้งนี้ โตโยต้าเข้าร่วมการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวันเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2545 โดยหวังพัฒนาความสามารถด้านเทคโนโลยีและสร้างภาพลักษณ์ในยุโรป และเคยกล่าวว่าจะร่วมแข่งจนถึงปี 2555 โดยโตโยต้ารั้งอันดับ 5 จากทั้งหมด 10 ทีมในปีนี้
***********
03/10/52
"ฮอนด้า"ฟุ้งส่งออกปี"52ทะลุ7หมื่นล. 9เดือนซิตี้แชมป์-จยย.เริ่มมีออร์เดอร์
ไตรมาส 4 ยอดส่งออกฮอนด้าดีขึ้น คาดส่งออกปี"52 มากกว่า 70,000 ล้านบาท ชูไทยฐานผลิตมอเตอร์ไซค์พีซีเอ็กซ์ ส่งทั่วโลก
นายฟูมิฮิโกะ อิเคะ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ยอดส่งออกผลิตภัณฑ์ของฮอนด้าประเทศไทยในช่วง 9 เดือนแรกมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 51,459 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 37%
สำหรับยอดส่งออกในไตรมาส 3 ของ ปีนี้มีมูลค่า 20,067 ล้านบาท ลดลง 21% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาเทียบกับไตรมาสแรกและไตรมาส 2 ซึ่งลดลง 40% และ 46% ตามลำดับ คาดการณ์ว่าการส่งออกในไตรมาส 4 จะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ฮอนด้ายังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ ใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก ทั้งนี้คาดว่ายอดส่งออกถึงสิ้น ปี 2552 จะมีมูลค่ามากกว่า 70,000 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้ว 32% รวมมูลค่าสะสม 625,665 ล้านบาท
สำหรับตลาดรถยนต์ใน 9 เดือนแรก ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปและชิ้นส่วน เพื่อการประกอบรถยนต์มีมูลค่าทั้งสิ้น 31,781 ล้านบาท ลดลง 39% จากช่วงเวลาเดียวกัน ปีที่แล้ว ยอดส่งออกในไตรมาส 3 มีมูลค่า 13,240 ล้านบาท ลดลง 17% จากไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว แสดงให้เห็นว่าการส่งออกมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น และการส่งออกชิ้นส่วนเพื่อการประกอบรถยนต์ในไตรมาส 3 มีมูลค่า 6,824 ล้านบาท คิดเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้น 3% เนื่องมาจากประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียมีการเพิ่มจำนวนการผลิต
รถยนต์สำเร็จรูปในช่วง 9 เดือนแรก ฮอนด้าส่งออกทั้งหมด 30,052 คัน โดยฮอนด้า ซิตี้ถือเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุด ยอดส่งออกทั้งสิ้น 11,505 คัน ตามมาด้วยฮอนด้า ซีวิค 7,484 คัน และฮอนด้า แจ๊ซ 5,189 คัน รวมทั้ง 3 รุ่น คิดเป็นสัดส่วน 80.5% ของจำนวนรถยนต์ที่ส่งออกทั้งหมด ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดโลกให้ความนิยมในรถยนต์นั่งขนาดเล็กเพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันฮอนด้าส่งออกรถยนต์จากประเทศไทยไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก
รถจักรยานยนต์ การส่งออกรถจักรยานยนต์สำเร็จรูปและชิ้นส่วนเพื่อการประกอบรถจักรยานยนต์ในช่วง 9 เดือนแรกมีมูลค่า 11,189 ล้านบาท ลดลง 35% จากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้ว โดยยอด ส่งออกในไตรมาส 3 มีมูลค่าทั้งสิ้น 3,998 ล้านบาท ลดลง 28% จากไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว การส่งออกชิ้นส่วนเพื่อการประกอบรถจักรยานยนต์เริ่มส่งสัญญาณ ฟื้นตัวเนื่องมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดหลัก เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย
นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังจะเป็นฐานการผลิตรถจักรยานยนต์รุ่นพีซีเอ็กซ์ โดยจะเริ่มส่งออกรถรุ่นดังกล่าวไปยังประเทศกลุ่มอาเซียนในต้นปี 2553 และจะทยอยส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา ฯลฯ ต่อไป ขณะที่เครื่องยนต์อเนกประสงค์ ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องยนต์อเนกประสงค์เพื่อส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของฮอนด้า ปัจจุบันส่งออกไปจำหน่ายกว่า 80 ประเทศทั่วโลก ในตลาดหลักคือ สหรัฐอเมริกา และยุโรป โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2552 ฮอนด้าส่งออกเครื่องยนต์อเนกประสงค์แบบสำเร็จรูปและชิ้นส่วนจำนวนทั้งสิ้น 933,285 เครื่อง คิดเป็นมูลค่า 5,697 ล้านบาท ลดลง 28% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้ว
ในไตรมาส 3 ฮอนด้าส่งออกเครื่องยนต์อเนกประสงค์จำนวนทั้งหมด 321,456 เครื่อง เป็นมูลค่า 1,925 ล้านบาท ลดลง 16% แม้ว่าความต้องการในตลาดหลัก คือสหรัฐอเมริกา และยุโรป ยังคงชะลอ ตัว แต่ฮอนด้าสามารถขยายการส่งออกเครื่องยนต์อเนกประสงค์ในตลาด แถบภูมิภาคเอเชีย อาทิ เวียดนาม อินโดนีเซีย ไต้หวัน เกาหลี เป็นต้น
ชิ้นส่วนอะไหล่ อุปกรณ์ตกแต่ง และแม่พิมพ์ : สำหรับชิ้นส่วนอะไหล่ยังคงมีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 9 เดือนแรกมีมูลค่าการส่งออก 1,769 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้ว แต่ด้านอุปกรณ์ตกแต่งและแม่พิมพ์มีการชะลอตัว ในช่วง 9 เดือนแรกยอด ส่งออกมีมูลค่าทั้งสิ้น 2,792 ล้าน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้ว 27%
prachachart
**********
02/10/52
ยอดขายรถยนต์เดือนต.ค.ของ ญี่ปุ่นเพิ่ม 12.6%
Posted on Monday, November 02, 2009
สมาคมผู้แทนจำหน่ายยานยนต์แห่งญี่ปุ่น ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ในญี่ปุ่นเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 12.6% มาอยู่ที่ 263,506 คันจาก 233,922 คันในเดือนเดียวกันปีก่อน แต่ลดลงจาก 310,991 คันในเดือนก่อนหน้า โดยยอดขายรถยนต์นั่งและรถยนต์ขนาดเล็กในเดือนดังกล่าวเพิ่มขึ้น 2.4% และ 15.5% ตามลำดับ ขณะที่ยอดขายรถบรรทุกลดลง 28.4% และยอดขายรถโดยสารลดลง 21.1%
ยอดขายรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นผลดีจากที่รัฐบาลมีมาตรการอุดหนุนผู้ซื้อรถยนต์ไฮบริด ซึ่งมีคุณสมบัติในการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ขณะที่ในวันนี้ นายกรัฐมนตรียูกิโอะ ฮาโทยาม่าของญี่ปุ่นประกาศว่า รัฐบาลจะใช้งบประมาณ 3 ล้านล้านเยนในการกระตุ้นเศรษฐกิจจนถึงเดือนมีนาคม 2553
money news update
**********
28/10/52
ฮอนด้ามอเตอร์มีกำไรQ3ลดลงจากปีที่แล้ว56%
28 ตค. 2552 09:14 น.
ฮอนด้า มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่น ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 3 มีกำไรลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 56% โดยมีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 54,000 ล้านเยน หรือป 19,900 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่เคยได้กำไรถึง 123,300 ล้านเยน อย่างไรก็ตาม ผลกำไรของฮอนด้าที่ลดลงถือว่าไม่มากอย่างที่คาดไว้ และเชื่อว่าผลกำไรตลอดทั้งปีนี้ จะเป็นไปตามเป้าที่บริษัทวางไว้ ส่วนสาเหตุที่ทำให้ผลกำไรของ ฮอนด้า ลดลง เกิดจากเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นอย่างมาก เมื่อเทียบกับเงินสกุลสำคัญอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อยอดขาย โดยเฉพาะ ในตลาดต่างประเทศ โดยตลาดในประเทศยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งการยกเว้นภาษี และให้งบประมาณสนับสนุนในการพัฒนารถยนต์ไฮบริด
***********
27/10/52
ยอดส่งออกรถยนต์ก.ย.ลดลง 33.71%
27 ตค. 2552 13:38 น.
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหรือ ส.อ.ท.เปิดเผยว่า ยอดการส่งออกรถยนต์ในเดือน ก.ย. ลดลง 33.71% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 49,542 คัน แต่มากกว่าเดือน ส.ค.14.72% หรือคิดเป็นมูลค่าการส่งออก 23,896.37 ล้านบาท ลดลง 30.04% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนการผลิตรถยนต์มีจำนวน103,390 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16.51% ขณะที่การผลิตรถยนต์ช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ มีจำนวน 651,628 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 39.03%
ขณะที่ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศอยู่ที่ 48,649 คัน เพิ่มขึ้นจากจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.60% และมากกว่าเดือน ส.ค. 12.48% เนื่องจากกำลังซื้อของประชาชนเพิ่มขึ้นจากแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ส่งผลให้การบริโภคขยายตัว ภาคการส่งออกเริ่มติดลบน้อยลงและการท่องเที่ยวจากต่างประเทศเริ่มดีขึ้น
ทั้งนี้ คาดว่าการผลิตรถยนต์ในช่วงไตรมาสที่ 4 จะมีจำนวน 316,558 คัน เทียบกับยอดผลิตจริงในไตรมาสที่ 3 ซึ่งมี 262,543 คัน เพิ่มขึ้น 54,015 คัน หรือ 20.57% แต่หากเทียบกับยอดผลิตจริงในไตรมาสที่ 4 ปีที่แล้ว ที่อยู่ที่ 325,310 คันแล้ว ลดลง 8,752 คัน หรือ 2.69% นอกจากนี้ คาดว่าทั้งปีนี้ จะส่งออกได้ตามเป้าที่ 510,000 คัน
*************
26/10/52
“อีโคคาร์” กู้วิกฤตยานยนต์ไทย ได้ขับแน่มีนาคมปีหน้า
Posted on Monday, October 26, 2009
อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีในวงการว่าไทยเป็นฐานการผลิตรถปิคอัพรายใหญ่ของโลก แต่แนวโน้มของรถยนต์ในอนาคตจะต้องประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้แผนการส่งเสริมการผลิตอีโคคาร์เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยมีการกำหนดคุณสมบัติตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะมาตรฐานยุโรป ซึ่งถือได้ว่ามีประสิทธิภาพสูง อาทิ การใช้น้ำมันเพียง 5 ลิตร และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 120 กรัมต่อ 1 กิโลเมตร เท่านั้น โดยในขณะนี้มีผู้ขอรับการส่งเสริมการลงทุนและได้เริ่มพัฒนารถอีโคคาร์ในประเทศไทยไปแล้ว 6 ราย คาดว่าในปีหน้าจะเริ่มออกสู่ตลาดประมาณ 2 ราย
สิทธิประโยชน์ที่ผู้ผลิตได้รับคือจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี ลดภาษีนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ รวมถึงชิ้นส่วนที่ยังผลิตไม่ได้ในประเทศเป็นเวลา 2 ปี ตลอดจนการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนได้ประมาณ 3-5 หมื่นบาทต่อคัน โดย BOI กำหนดว่าภายใน 5 ปีหลังได้รับสิทธิประโยชน์จะต้องมีรถออกสู่ตลาดประมาณ 1 แสนคัน โดยจะจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ
เพียงใจ แก้วสุวรรณ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และรองผู้จัดการใหญ่ รัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท สยามนิสสัน ออโตโมบิล จำกัด คาดว่า ในปีนี้ผู้ประกอบการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยจะสามารถผลิตรถยนต์ได้ 1 ล้านคัน จากเดิมที่คาดว่าจะผลิตได้ 9.4 แสนคัน โดยคาดว่าจะส่งออกได้ 5.1 แสนคัน ทั้งนี้เพราะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ยอดขายในประเทศอาจไม่เพิ่มมากนัก เพราะคนไทยยังไม่มั่นใจที่จะบริโภค แม้ว่าจะมีเงินในกระเป๋าก็ตาม
นิสสันเตรียมนำรถอีโคคาร์ออกสู่ตลาดในราวเดือนมี.ค. ปีหน้า ซึ่งเป็นการออกแบบใหม่หมดทั้งคัน มีขนาดเล็ก เน้นความคล่องตัว โดยจะเน้นตลาดในประเทศเป็นหลัก และได้รับการส่งเสริมจาก BOI มาตั้งแต่ปี 2550 และในปีที่ 5 - 8 คือประมาณปี 2555 – 2558 จะต้องผลิตให้ได้ปีละ 1 แสนคัน ทั้งนี้การผลิตตามมาตรฐานที่ทาง BOI กำหนด และการที่ต้องใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ต้นทุนถูกลง และน่าจะสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ โดยมีเอเชียเป็นตลาดหลัก I
hard topics
************
23/10/52
“ฮุนได” กำไร Q 3 พุ่งทำสถิติสูงสุดรายไตรมาส
เอพี รายงานว่า ฮุนได มอเตอร์ บริษัทรายใหญ่ของเกาหลีใต้ รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3 เท่า
โดยฮุนไดมีรายได้สุทธิพุ่งแตะระดับ 979.2 พันล้านวอน (ราว 827.3 ล้านดอลลาร์) ในช่วงไตรมาส 3 ที่สิ้นสุด ณ 30 กันยายน เทียบกับ 264.8 พันล้านวอนในช่วงเดียวกันของปีก่อน
“คี จิน-โฮ” โฆษกของฮุนได ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวทำสถิติสูงสุดในรายไตรมาส แซงหน้าไตรมาส 2 ของปีนี้ที่เคยทำสถิติสูงสุดที่ 811.85 พันล้านดอลลาร์
ยอดขายของฮุนไดในไตรมาสล่าสุดพุ่งขึ้น 33.8% อยู่ที่ 8.1 ล้านล้านวอน เพิ่มจาก 6.1 ล้านล้านวอนในปีก่อนหน้า
ในส่วนยอดขายในตลาดโลก เพิ่มขึ้น 41% อยู่ที่ 824,181 คัน เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ยอดขายของฮุนไดโตขึ้น 7.5% อยู่ที่ 2.23 ล้านคัน
บริษัทระบุว่า ในไตรมาส 3 ฮุนไดมีส่วนแบ่งตลาด 5.5% ในตลาดรถยนต์โลก เพิ่มจาก 4.4% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 5.2% ในไตรมาส 2 ของปีนี้
ทั้งนี้ ฮุนไดใช้การตลาดที่สร้างสรรค์ ทำให้ได้รับความสนใจ แม้ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญที่ให้ลูกค้าในสหรัฐและบางประเทศสามารถคืนรถที่ซื้อไปได้ หากพวกเขาตกงาน นอกจากนี้บริษัทยังได้ประโยชน์จากค่าเงินวอนที่อ่อนค่าลง ทำให้สินค้าของฮุนไดสามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น
prachachart
*********
21/10/52
เกรดหุ้นยานยนต์ยังปกติ
ยอดขายรถยนต์รวมเดือนก.ย. ปรับ สูงขึ้นครั้งแรกในรอบปี แต่เกรดหุ้นยานยนต์ยังปกติ
ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือนก.ย. มีจำนวนทั้งสิ้น 48,649 คัน เพิ่มขึ้น 1.60% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยยอดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ 21,426 คัน ปรับตัวดีขึ้น 14.66% ซึ่งเป็นการปรับตัวดีขึ้นสูงสุดในรอบปี อย่างไรก็ตาม ยอดขายในส่วนของรถยนต์เชิงพาณิชย์ยังคงปรับตัวลดลง 6.75% โดยเป็นการปรับตัวลดลง ของรถกระบะ 1 ตัน 6.54%
รวม 9 เดือนยอดขายรถยนต์ในประเทศอยู่ที่ 366,484 คัน ลดลง 20.55% จาก ช่วงเดียวกันของปีก่อน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลลดลงน้อยสุด 8.16% ด้วยจำนวน 152,805 คัน จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจำนวน 152,805 คัน ลดลง 8.16% และรถยนต์เชิงพาณิชย์จำนวน 213,679 คัน ลดลง 27.54% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) ได้ปรับคำแนะนำเป็น “ลงทุนปกติ” จากน้อยกว่าปกติ และแนะนำให้ซื้อสูงสุดใน หุ้นบริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) ราคาพื้นฐาน 11.50 บาท
สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ แม้ว่าทางโตโยต้าปรับลดคาดการณ์ยอดขายรถยนต์ปี 2552 ลงมาอยู่ที่ 4.8 แสนคัน ลดลง 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (จากประมาณการเดิมที่คาดว่าลดลง 15.4%) โดยเฉลี่ยราว 3.8 หมื่นคันต่อเดือน
บล.ฟิลลิป มองว่าเป็นการประมาณการอย่างระมัดระวัง เนื่องจากแนวโน้มยอดขายรถยนต์ในช่วงปลายปีมักจะปรับตัวสูงขึ้นจากการออกรถยนต์รุ่นใหม่ และปรับเปลี่ยนโฉมเพื่อกระตุ้นยอดขายช่วงปลายปี
ในส่วนของปี 2553 คาดว่ายอดขายรถยนต์จะดีขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจที่ได้รับการกระตุ้นจากภาครัฐ ประกอบกับราคาผลผลิตทางการเกษตรที่คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น
ด้านสถาบันวิจัยนครหลวงไทย คาดว่าอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์พ้นจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/2552 แล้ว และเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2553 ยังคงเป็นการฟื้นตัวอย่างเปราะบาง โดยเฉพาะภาคการส่งออก เนื่องจากสถานการณ์ยอดขายรถยนต์ในประเทศต่างๆ ที่แม้ว่าจะเริ่มฟื้นตัว แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงอีกครั้ง
นอกจากนี้ ประเมินว่าต้องใช้เวลาประมาณ 3 ปี ยอดผลิตรถยนต์ของไทยจึงจะฟื้นกลับสู่ระดับเดิมก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาได้สะท้อนการคาดการณ์ถึงการฟื้นตัวของผลประกอบการในปี 2553 แล้ว ดังนั้นจึงมีมุมมองว่าน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มยานยนต์ที่เหมาะสมจึง เป็นเพียง “ปกติ”
คาดว่ายอดขายรถยนต์ในประเทศได้รับอานิสงส์จากโครงการไทยเข้มแข็ง : ประเมินว่ายอดขายรถยนต์โดยเฉพาะรถปิกอัพ 1 ตัน และรถมอเตอร์ไซค์จะฟื้นตัวได้ในไตรมาส 4/2552 และต่อเนื่องในไตรมาส 1/2553 จากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” ที่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคโดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด
ดังนั้น ประเมินว่ายอดขายของหุ้นในกลุ่มยานยนต์ที่มียอดขายอิงกับรถปิกอัพ 1 ตัน SAT และบริษัท อาปิโก้ ไฮเทค (AH) และรถมอเตอร์ไซค์ (บริษัท ไทย แสตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) และบริษัท อีโนเวรับเบอร์ (IRC) จะได้รับประโยชน์จากโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” มากที่สุด
ฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ต้องใช้เวลาอีก 3 ปี จึงจะกลับสู่ระดับเดิม : ประเมินว่าอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ของประเทศไทยต้องใช้เวลาประมาณ 3 ปี (หรือปี 2555) ยอดผลิตรถยนต์จึงกลับสู่ภาวะปกติก่อนเกิดวิกฤตเลห์แมนฯ คือ ประมาณ 1.4 ล้านคันต่อปี เช่นเดียวกับยอดขายของหุ้นในกลุ่มยานยนต์ก็ต้องใช้เวลา 3 ปีเช่นกัน จึงจะมียอดขายกลับสู่ระดับเดิมในปี 2551
นอกจากนี้ ในช่วงปี 2553 แม้ว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศจะเริ่มฟื้นตัว แต่ยังคงมีความเสี่ยงเรื่องการส่งออกที่อาจชะลอตัวลง หากรัฐบาลประเทศต่างๆ ยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลง
สถาบันวิจัยนครหลวงไทย ยังคงคำ แนะนำ “ขาย” SAT : การที่ SAT ได้ทำการ ขอเลื่อนชำระหนี้เงินกู้กับสถาบันการเงินออกไป ทำให้ติดภาระผูกพันที่ทำให้ไม่สามารถจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้จน กว่าจะทำการชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าว คาดว่า SAT จะไม่สามารถจ่ายปันผลสำหรับ ผลประกอบการปี 2552 และอาจต่อเนื่องจนถึงครึ่งแรกของปี 2553 ได้ ดังนั้น แม้ผลประกอบการจะเริ่มฟื้นตัวตามภาวะอุตสาหกรรมโดยรวมก็ตาม
แต่สถาบันวิจัยนครหลวงไทย ยังคงคำแนะนำ “ขาย” SAT โดยประเมินมูลค่าเหมาะสมปี 2553 ไว้เท่ากับ 12.9 บาท
posttoday
***********
20/10/52
ยอดผลิตรถยนต์ในจีนพุ่งแตะ 10 ล้านคันแล้ว
Posted on Tuesday, October 20, 2009
สมาคมผู้ผลิตยานยนต์ของจีน (CAAM) ระบุว่า การผลิตรถยนต์ในประเทศนับตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงปัจจุบันได้พุ่งแตะ 10 ล้านคันแล้ว นับเป็นประเทศที่ 3 ในโลกที่มียอดการผลิตรถต่อปีทะลุหลัก 10 ล้านคัน ตามหลังสหรัฐฯและญี่ปุ่น
ยอดขายที่ทะลุหลัก 10 ล้านคันในปีนี้ทำให้ สมาคมผู้ผลิตยานยนต์ได้จัดงานเฉลิมฉลอง ร่วมกับ สมาคมวิศวกรรมยานยนต์ของจีนที่สำนักงานใหญ่ของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง First Automobile Works Group ในฉางชุน เมืองหลวงของมณฑลจีหลินทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน
ขณะที่ผู้ประกอบการยานยนต์ คาดว่า ยอดขายรถยนต์ในจีนปีนี้มีมากถึง 12 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มียอดขายราว 8.8 ล้านคัน ซึ่งเป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ทำให้เศรษฐกิจจีนเริ่มฟื้นตัว ประกอบกับมาตรการภาษีรถยนต์ จนขณะนี้จีนสามารถแซงหน้าสหรัฐฯ กลายเป็นประเทศที่มียอดขายรถยนต์มากที่สุดในโลกไปแล้ว และในปีหน้านั้นยังต้องลุ้นว่า ทางการจีนจะขยายมาตรการด้านภาษีรถยนต์และอุดหนุนอุตสาหกรรมยานยนต์หรือไม่
money news update************
16/10/52
Automotive ยอดขายรถยนต์เดือน ก.ย. 2552 เพิ่มขึ้น 12.48% mom และ 1.6% yoy (ที่มา : www.toyota.co.th)
ความเห็นนักวิเคราะห์ :
ยอดขายรถยนต์รวมทุกประเภทเดือน ก.ย. 2552 : โตโยต้ารายงานยอดขายรถยนต์ในประเทศไทยเดือน ก.ย. 2552 เท่ากับ 48,649 คัน เพิ่มขึ้น 12.48% mom และ 1.6% yoy ซึ่งถือว่าเป็นยอดขายรายเดือนในระดับสูงที่สุดของปี 2552 ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่ายอดขายรถยนต์ในประเทศนั้นได้พ้นจุดต่ำสุดอย่างชัดเจนแล้ว อย่างไรก็ตามหากแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 1) รถยนต์นั่ง และ 2) รถปิกอัพ 1 ตัน จะเห็นได้ชัดว่ายอดขายรถยนต์ในประเทศเดือน ก.ย. 2552 ที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการเติบโตของยอดขายรถยนต์นั่งที่เติบโตสูงถึง 14.7% yoy และ 20.4% mom เป็น 21,426 คัน สอดคล้องกับมุมมองเดิมของ SCRI ว่ายอดขายรถยนต์นั่งจะเติบโตได้ดีกว่ารถปิกอัพ 1 ตัน และยังมีปัจจัยบวกเรื่องรถยนต์รุ่นใหม่เช่น โตโยต้า คัมรี่ ไฮบริด ขณะที่ยอดขายรถปิกอัพ 1 ตันในเดือน ก.ย. 2552 ลดลง 6.5% yoy แต่เพิ่มขึ้น 6.35% mom เป็น 23,161 คัน ทั้งนี้ SCRI คาดยอดขายรถปิกอัพ 1 ตันจะเริ่มฟื้นตัวได้ในช่วงปลายปี 2552 และในช่วงปี 2553 เนื่องจากได้รับอานิสงค์จากมาตรการไทยเข้มแข็ง ขณะที่ยอดขายรถยนต์นั่งจะได้รับอานิสงค์จากรถยนต์รุ่นใหม่ที่จะเริ่มออกสู่ตลาดในช่วงปลายปี 2552
ยังคงน้ำหนักการลงทุนเป็น “Neutral” : แม้ SCRI จะประเมินว่ายอดขายรถยนต์ในประเทศจะเริ่มฟื้นตัวและเข้าสู่ High Season ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี แต่เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอีกปัจจัยหนึ่งยังคงอยู่ที่ยอดการผลิตเพื่อส่งออก เนื่องจากประเทศที่เป็นฐานลูกค้าหลักของการส่งออกรถยนต์จากประเทศไทยเช่นสหรัฐฯและยุโรป ยังคงมีความเสี่ยงในเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว และคาดว่าภายหลังจากสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เช่นมาตรการ “Crash for Clunkers” จะทำให้ยอดขายรถยนต์ในต่างประเทศมีโอกาสชะลอตัวลงอีกครั้ง ดังนั้น SCRI จึงยังคงน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มยานยนต์ เป็นระดับ “Neutral” และยังคงคำแนะนำ “ขาย” SAT (มูลค่าเหมาะสม 12.90 บาท) เนื่องจากคาดว่าจะไม่สามารถจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นสำหรับผลประกอบการช่วงปี 2552 และ 1H/53 ได้ เพราะยังคงมีภาระผูกพันกับสถาบันการเงินเรื่องการขอเลื่อนชำระหนี้เงินกู้ออกไป
**********
08/10/52
คาดยอดขายรถยนต์จีนปีหน้าชะลอความร้อนแรง
Posted on Thursday, October 08, 2009
นายชิพปิ้ง ต่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารไชน่าออโต้ ลอจิสติคส์ ผู้นำเข้ารถยนต์รายใหญ่ของจีน คาดว่า ตลาดยานยนต์จีนในปีหน้าจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง เหลือประมาณ 15% หลังจากที่คาดว่ายอดขายในปีนี้ที่จะขยายตัวสูงเกือบ 40% นับเป็นการขยายตัวที่สูงอย่างมาก และทำให้จีนสามารถขึ้นแท่นกลายเป็นตลาดรถรายใหญ่สุดของโลก
เมื่อปีที่แล้วยอดขายรถในจีนมีเพียง 8.8 ล้านคันเนื่องจากตลาดได้รับผลกระทบหนักจากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย แต่นายตงคาดว่า ยอดขายรถในปีนี้จะเพิ่มขึ้นแตะ 12 ล้านคัน อันเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวแล้ว รวมถึงมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาล
แต่ตลาดยานยนต์ปีหน้าอาจจะมีแรงกระตุ้นที่ลดลง เนื่องจากทางการจีนยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะใช้มาตรการให้เงินช่วยเหลือและลดหย่อนภาษียานยนต์ต่อไปในปีหน้าหรือไม่ แต่ทางศูนย์ข้อมูลแห่งรัฐซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปรึกษาของรัฐบาล กำลังโน้มน้าวให้รัฐบาลขยายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป ทั้งนี้ ชาวจีนที่ซื้อรถต่างชาติส่วนมากนิยมรถโตโยต้า ขณะที่เจเนอรัล มอเตอร์ ก็ติด 1 ใน 5 อันดับ
money news update
***********
05/10/52
มิตซูบิชิตั้งเป้าครองมาร์เก็ตแชร์ปีนี้ 4%
Posted on Monday, October 05, 2009
นายจารุกร เรืองสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด บอกว่า ยอดการจำหน่ายรถยนต์ของบริษัทตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ คือเดือนเมษายนถึงกันยายน มียอดขายรวม 10,000 คัน ซึ่งปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอลง ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
แต่ยังมั่นใจว่า ในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ หรือ จนถึงเดือนมีนาคม 2553 บริษัทจะสามารถจำหน่ายรถยนต์ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 23,400 คัน และมีส่วนแบ่งการตลาดที่ 4 % เพราะเศรษฐกิจมีสัญญาณที่ดีขึ้น รวมถึงบริษัทมีการออกรถยนต์รุ่นใหม่ในทุกประเภทสินค้า จึงน่าจะดึงดูดให้ผู้บริโภคสนใจซื้อรถยนต์ได้
นายจารุกร บอกอีกว่า ขณะนี้บริษัทได้เพิ่มชั่วโมงการทำงานเป็น 2 กะเท่าเดิม จากก่อนหน้าที่มีการลดชั่วโมงการทำงานลงเพราะวิกฤตเศรษฐกิจ เพราะมีความมั่นใจในภาวะเศรษฐกิจ ตลอดจนการส่งออกที่เริ่มมีคำสั่งซื้อกลับเข้ามา โดยบริษัทยังคงกำลังการผลิตไว้ที่ 2 แสนคัน เท่าเดิม แบ่งเป็นรถกระบะ 1.5 แสนคัน และรถยนต์ส่วนบุคคล 5 หมื่นคัน
*********
02/10/52
"นิสสัน" ประกาศความพร้อมขาย "อีโคคาร์" เดือน มี.ค. 2553 ปูพรมแจงรายละเอียดตัวรถให้ลูกค้าปลายเดือน ต.ค.ปีนี้ ตั้งเป้าขายปีแรก 1 หมื่นคัน
นายโทรุ ฮาเซกาวา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า วานนี้ (1 ต.ค.) ได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นเวลา 30 นาที เพื่อรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการรถเล็กประหยัดพลังงาน หรืออีโคคาร์ (Eco Car) ของนิสสัน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการเติบโตของรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ซึ่งเป็นทิศทางใหม่ของโลกและพลังงาน และเชื่อว่าจะเป็นคลื่นลูกที่ 2 ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ต่อจากการเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพ 1 ตัน
พร้อมขายอีโคคาร์ มี.ค. 53
นายฮาเซกาวา กล่าวว่า ได้รายงานให้นายกรัฐมนตรี ทราบว่า โครงการลงทุนผลิตรถอีโคคาร์ จะช่วยสร้างสรรค์เศรษฐกิจของประเทศไทยได้ โดยนิสสันยืนยันแผนการลงทุนอีโค คาร์ มูลค่าโครงการ 5,050 ล้านบาทเช่นเดิม แม้ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะชะลอตัว พร้อมจ้างงานเพิ่มกว่า 1,000 ตำแหน่ง และได้เลือกวันที่ 1 ต.ค. 2552 ซึ่งเป็นวันที่ภาษีสรรพสามิตรถอีโคคาร์ในอัตรา 17% เริ่มมีผลบังคับใช้ มาเป็นวันเริ่มโครงการอีโคคาร์ของนิสสันอย่างเป็นทางการ
"ตอนนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่า รถอีโคคาร์ ของนิสสันจะมีราคาเท่าใด เพราะเวลาที่เหลืออีก 6 เดือนนั้น สามารถปรับเปลี่ยนด้วยการลดต้นทุนหรือปรับปรุงสเปครถได้อีก แต่ยืนยันว่าราคาจำหน่ายจะสมเหตุสมผล คนทั่วไปครอบครองได้ ไม่ผิดหวังแน่นอน" นายฮาเซกาวาระบุ
นายฮาเซกาวา กล่าวว่า อีโคคาร์ ถูกพัฒนาขึ้นด้วยแนวคิด "รถที่ใช่ ในเวลาที่ถูกต้อง และสถานที่ที่เหมาะสม" ทั้งนี้ นิสสันพร้อมที่จะเผยแพร่รายละเอียดของรถให้กับผู้บริโภคได้ในช่วงปลายเดือน ต.ค.นี้ และพร้อมจะเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในงาน "บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2010" ในเดือน มี.ค.ปีหน้า ทั้งนี้ นิสสันกำหนดเป้าหมายการผลิตในปีแรก 3 หมื่นคัน โดยแบ่งเป็นการจำหน่ายในประเทศ 1 ใน 3 ของยอดการผลิต ส่วนที่เหลือเป็นการส่งออก โดยเน้นหนักในตลาดเอเชีย
นอกจากนี้ นิสสันยังยืนยันว่า ในปีที่ 5 จะเพิ่มการผลิตได้เป็น 1 แสนคัน/ปี ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดในการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ได้อย่างแน่นอน
ชูโกลบอลแพลตฟอร์มรถเล็ก
นายฮาเซกาวา กล่าวว่า รถอีโคคาร์ ของนิสสัน ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการออกแบบและพัฒนา ภายนอกสวยงามทันสมัย ภายในกว้างขวางลูกค้า โดยสามารถรองรับผู้โดยสารที่มีความสูง 180 เซนติเมตร ได้ 5 คน แบบไม่อึดอัด จากเทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำหน้า ทั้งนี้ รถดังกล่าวใช้โกลบอล แพลตฟอร์ม ร่วมกับสายการผลิตในหลายประเทศ อาทิเช่น จีน อินเดียและยุโรป ขณะที่อัตราสิ้นเปลือง ก็ทำได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยในโอกาสนี้ นิสสัน ได้นำภาพสเกตช์ของอีโคคาร์ มาแสดงให้ดูด้วย
ทั้งนี้ สำหรับข้อกำหนดของอีโคคาร์ มีข้อหลักๆ คือ เครื่องยนต์เบนซินขนาดไม่เกิน 1,300 ซีซี หรือเครื่องดีเซล ไม่เกิน 1,400 ซีซี มาตรฐานไอเสียยูโร 4 ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่า 200 กรัม/กม. อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต้องทำได้ 5 ลิตร/100 กม. มีการผลิต 1 แสนคัน ภายในปีที่ 5 และมาตรฐานความปลอดภัย UNECE 94/95ุสมผล คนทั่วไปครอบครองได้ ไม่ผิด
ทั้งนี้ คาดว่ารถยนต์อีโคคาร์ ของนิสสันจะทำตลาดในชื่อมาร์ช จะมีทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล แต่จะทำตลาดโดยเครื่องยนต์เบนซิน 1,200 ซีซี 3 สูบก่อน โดยมีรายงานด้วยว่า นิสสันพยายามควบคุมต้นทุน เพื่อกำหนดราคาขายในระดับ 3.5 แสนบาท
ชู"นิสสัน เวย์"เพิ่มแชร์ตลาด 2 เท่า
นอกจากนี้ นิสสันยังได้ประกาศแผนธุรกิจ 4 ปี ภายใต้ชื่อ นิสสัน เวย์ (Nissan Way) หรือแผนการปรับปรุงปฏิรูป 2555 มุ่งหวังเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดเป็น 2 เท่าของปัจจุบัน หรือจาก 5% ในปี 2551 เพิ่มเป็น 10% ในปี 2555 พร้อมทั้งจะเปิดตัวรถรุ่นใหม่สู่ตลาดเมืองไทยอย่างน้อยปีละ 1 รุ่น
แผนการปรับปรุงปฏิรูป 2555 ประกอบด้วย กลยุทธ์ 3 ประการ คือ ความสำเร็จของการเปิดตัวรถยนต์นิสสันอีโคคาร์ การพัฒนาการบริหาร ผลิตภัณฑ์ และคุณภาพขายและการให้บริการ และการนำหลักการ "นิสสัน เวย์" ซึ่งเป็นทัศนคติและข้อควรปฏิบัติของพนักงานบริษัท นำมาเพื่อเป็นหลักในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่เหมือนกับนิสสันทั่วโลก
นายฮาเซกาวา กล่าวว่า โครงการอีโคคาร์ จะทำให้นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) เป็นหนึ่งในฐานการส่งออกที่สำคัญของเครือข่ายการผลิตของนิสสันที่มีอยู่ทั่วโลก เพราะความได้เปรียบในด้านต้นทุนการผลิตจากชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ ปริมาณผลิตคุ้มทุนภายใต้มาตรฐานระดับโลก
ในส่วนการยืนยันด้านคุณภาพ นิสสันจะบรรลุเป้าหมายได้นั้น จะต้องใช้การพัฒนาคุณภาพสินค้า เพื่อให้ได้ระดับมาตรฐานการส่งออก ขณะเดียวกัน ยกระดับมาตรฐานการขาย การบริการหลังการขายขั้นสูงสุด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดีที่สุด พร้อมๆ กับการปรับปรุงการบริหารให้อยู่ในทิศทางเดียวกันของนิสสันทั่วโลก
ในส่วนวัฒนธรรมองค์กร "นิสสัน เวย์" ได้เริ่มจากการประกาศเปลี่ยนชื่อองค์กรจากเดิม บริษัทสยาม นิสสัน ออโตโมบิล มาเป็น บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อไม่นานมานี้ โดยถือเป็นจุดเริ่มในการนำวัฒนธรรมการทำงานในระดับมาตรฐานสากล ด้วยบุคลากรในประเทศมาใช้อย่างเป็นทางการ รวมถึงการส่งเสริมการทำงานแบบข้ามสายงาน เพื่อให้เกิดความหลากหลายในที่ทำงาน กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายและความร่วมมือ
นายฮาเซกาวา กล่าวว่า แผนงานนี้ได้แสดงผลก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันนิสสันมีส่วนแบ่งทางการตลาด 5.7% โตขึ้นจากในช่วงเวลาเดียวกันในปี 2551 ที่มีส่วนแบ่งการตลาด 5% โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปิดตัวนิสสัน เทียน่าใหม่ เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา
กรุงเทพธุริกิจ
*********
02/10/52
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุ ธุรกิจเช่าซื้อในไตรมาส 4 จะกลับมาฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าในช่วงที่เหลือของปี 2552 ธุรกิจให้เช่าซื้อรถน่าจะปรับตัวดีขึ้นตามยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศ ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากอำนาจซื้อของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น โอกาสการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อเช่าซื้อรถเพิ่มสูงขึ้น โดยที่คุณสมบัติหรือความน่าเชื่อถือทางการเงินของผู้เช่าซื้อปรับตัวดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให้อัตราการอนุมัติสินเชื่อของผู้ประกอบการให้เช่าซื้อรถเพิ่มสูงขึ้นตาม ซึ่งมีส่วนอย่างมากต่อยอดขายรถใหม่ เนื่องจากประมาณ 80% ของยอดขายรถใหม่ ใช้บริการสินเชื่อเพื่อเช่าซื้อรถ
ขณะที่หากปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ อาทิ การเมืองในประเทศ สามารถควบคุมได้ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมีความต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็น่าจะปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการตัดสินใจซื้อสินค้าคงทนราคาแพงอย่างรถยนต์ ให้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาส 3/2552 ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่แห่งหนึ่งประกาศรุกตลาดสินเชื่อเพื่อเช่าซื้อรถ ด้วยการเสนออัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าท้องตลาดพร้อมข้อเสนอพิเศษจูงใจดีลเลอร์ผู้ขายรถ ซึ่งทำให้กระแสการแข่งขันให้สินเชื่อเช่าซื้อกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง อันเป็นผลดีต่อบรรยากาศการซื้อขายรถ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อยอดขายรถยนต์ ก็คือราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เช่นเดียวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าปัจจัยทั้งสองน่าจะมีผลไม่มากนัก เนื่องจากระดับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นน่าจะอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 10-15% ขณะที่ผู้บริโภคที่ซื้อรถใหม่ มีโอกาสเลือกใช้พลังงานทางเลือกได้
ส่วนทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น โดยเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากระยะยาว อาจส่งผลต่อต้นทุนการเงินของธุรกิจให้เช่าซื้อในระยะต่อไป แต่กระแสการแข่งขันที่รุนแรง ทำให้คาดว่าอัตราดอกเบี้ยเพื่อเช่าซื้อรถ น่าจะปรับขึ้นได้ไม่มากนัก โดยมีแนวโน้มทรงตัวถึงสิ้นปี 2552 ก่อนจะปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยประมาณ 0.1-0.2% ในปีหน้า จากระดับประมาณ 2.55-2.65% ในปัจจุบัน ตามทิศทางขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในระบบ
ที่ผ่านมา สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของระบบสถาบันการเงิน (ไม่รวมบริษัทลูก) ณ 30 มิ.ย. 2552 เพิ่มขึ้นสุทธิจำนวน 10,795 ล้านบาทจากสิ้นปี 2551 คิดเป็นอัตราการเติบโต 2.89% จากสิ้นปี 2551 และเพิ่มขึ้น 9.94% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ และยอดขายรถยนต์ แต่ก็ยังเป็นบวกเมื่อเทียบกับสินเชื่อรวมของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยที่หดตัว 2.7% จากสิ้นปี 2551 (แต่เพิ่มขึ้น 1.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยพิเศษเนื่องจากการเข้าซื้อกิจการลีสซิ่งรายเล็กที่อยู่นอกระบบสถาบันการเงินของธนาคารขนาดเล็ก แม้ว่าจะมีปัจจัยลบจากยอดขายรถยนต์ใหม่ในประเทศในช่วงครึ่งแรกของปีที่หดตัวลงถึง 27.74% หรือลดลง 88,855 คัน เป็น 231,429 คัน ประกอบกับคุณสมบัติของผู้กู้ยืมด้อยลงตามภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวลงถึง 6.0% ในช่วงเดียวกัน ส่งผลให้อัตราการพิจารณาให้สินเชื่อของสถาบันการเงินมีสัดส่วนลดลงก็ตาม
กรุงเทพธุรกิจ
************
02/10/52
ยานยนต์เฮรัฐหั่นภาษีอีโคคาร์ SAT ออเดอร์ล้นได้งานคูโบต้า
SAT ทุ่มงบ 100 ล้านบาท เล็งผุดโรงงานใหม่ รองรับออเดอร์จากคูโบต้า พร้อมยิ้มร่ารับอานิสงส์ยานยนต์ฟื้นออเดอร์ทะลัก พ่วงข่าวดีรัฐลดภาษีอีโคคาร์เหลือ 17% คาดยอดขายรถเล็กพุ่ง ด้าน STANLY ชี้ชัดยานยนต์ผงาดแล้ว เตรียมกางโกดังรับออเดอร์ใหม่
*************
30/09/52
ยอดส่งออกรถยนต์สิงหาลด36.21%
สภาอุตฯเผยยอดส่งออกรถยนต์สิงหาลด 36.21%มาที่ 43,106 คัน
วันนี้(30กันยายน) นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดการส่งออกรถยนต์ในเดือน ส.ค.52 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 36.21% มาอยู่ที่ 43,106 คัน คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 20,840 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 36.62% ในขณะที่การส่งออกรถยนต์ช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้(ม.ค.-ส.ค.52) ส่งออกได้ 314,445 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 40.08% คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 146,524 ล้านบาท ลดลง 39.10%
ส่วนการผลิตรถยนต์ในเดือน ส.ค.52 มีจำนวนทั้งสิ้น 84,107 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันของปีก่อน 18.86% ในขณะที่การผลิตรถยนต์ช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 548,238 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 41.98%
posttoday
**************
30/09/52
ยอดส่งออกรถชั้นนำของญี่ปุ่นเดือนส.ค.ร่วง
บริษัทรถชั้นนำ 5 รายของญี่ปุ่นเผยยอดการผลิตรถทั่วโลกและการส่งออกเดือนส.ค.ร่วงลงเมื่อเทียบเป็นรายปี ขณะที่บริษัทรถอีก 4 รายสามารถทำยอดขายในประเทศได้เพิ่มขึ้นจากระดับปีที่แล้ว
ในบรรดาค่ายรถชั้นนำทั้ง 5 นั้น มิตซูบิชิ มอเตอร์ มียอดการผลิตทั่วโลกที่ลดลงมากที่สุดถึง 32.1% เหลือ 62,924 คัน ขณะที่ยอดการผลิตทั่วโลกของฮอนด้า มอมเตอร์ ร่วง 16.6% เหลือ 246,403 คัน ส่วนนิสสัน มอเตอร์ ตกลง 13.7% แตะ 217,954 คัน มาสด้า มอเตอร์ ร่วง 12.8% เหลือ 84,823 คัน และโตโยต้า มอเตอร์ อ่อนตัวลง 9.9% เหลือ 566,262 คัน โดยในกรณีของโตโยต้านั้น นับรวมฮีโน่ มอเตอร์ส และไดฮัทสุ มอเตอร์ ด้วยเช่นกัน
มิตซูบิชิยังทำยอดส่งออกได้น้อยที่สุด โดยยอดส่งออกของมิตซูบิชิร่วง 66.8% รองลงมาคือ ฮอนด้าที่ยอดส่งออกตกลง 60.7% โตโยต้าร่วง 40.2% นิสสัน 36.3% และมาสด้า 31.5%
สำหรับยอดขายในประเทศนั้น มิตซูบิชิมียอดขายเพิ่มขึ้น 15% นับเป็นยอดขายที่ปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี ส่วนโตโยต้ามียอดขายเพิ่มขึ้น 4.5% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 13 เดือน ฮอนด้า เพิ่มขึ้น 4.2% ขยายตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ส่วนนิสสันมียอดขายเพิ่มขึ้น 0.8% ขณะที่มาสด้ามียอดขายในประเทศลดลงไป 3.4% แต่สถิติที่ลดลงไปนั้นน้อยลงเมื่อเทียบกับยอดเดือนก.ค.ที่ลดลงไป 14.3%
*************
30/09/52
ยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ของไทยเริ่มกระเตื้อง หลังเศรษฐกิจฟื้นตัว คำสั่งซื้อเริ่มเข้ามามากขึ้น
Posted on Tuesday, September 29, 2009
สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้การส่งออกยานยนต์ของไทยติดลบถึง 40% ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการส่งออกในปี 2551 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7.7 แสนคัน ซึ่งนับว่าเป็นฐานตัวเลขที่สูง ในขณะที่ปีนี้ส่งออกไปได้เพียง 3.17 แสนคันเท่านั้น โดยยอดขายเริ่มตกลงมาตั้งแต่เดือนม.ค. ทำให้ส่งออกได้เพียงประมาณเดือนละ 3.4 หมื่นคัน แต่ในเดือนส.ค.ยอดส่งออกยานยนต์ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.3 หมื่นคัน ซึ่งน่าจะช่วยรับประกันได้ว่า สถานการณ์การส่งออกได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
นอกจากนี้ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาได้มีการปรับลดเป้าการผลิตรถยนต์ประจำปีนี้จาก 1.4 ล้านคัน เหลือเพียง 9.4 แสนคัน ซึ่งเท่ากับว่า ภาวะการส่งออกยานยนต์ได้ถดถอยลงไปเท่ากับเมื่อ 3-4 ปีก่อนหน้านี้ เพราะไทยเพิ่งจะฉลองการผลิตรถยนต์ได้ 1 ล้านคันไปเมื่อปี 2548 และสามารถผลิตได้ 1.39 ล้านคันในปี 2551
สำหรับในปีนี้ในช่วง 8 เดือนแรกยอดการผลิตรถยนต์อยู่ที่เพียง 5.5 แสนคัน แต่ในช่วง 3 เดือนที่เหลือนับจากนี้การผลิตจะเพิ่มขึ้นมาก โดยคาดว่าจะผลิตได้เดือนละเกือบ 1 แสนคัน และทำให้เป้าการผลิตของปีนี้ที่ 9.4 แสนคันเป็นจริงได้
สุรพงษ์ยังกล่าวอีกว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจเป็นสำคัญ และในช่วง 2-3 ปีมานี้ไทยผลิตเพื่อส่งออกมากกว่าการขายในประเทศ และเมื่อลดกำลังการผลิตลงทำให้สต็อกมีไม่เพียงพอ ในช่วงที่ผ่านมาผู้ซื้อรถในประเทศ ซึ่ง 80% เป็นรถยนต์ขนาดเล็กประหยัดน้ำมันต้องจองรถนาน 2-3 เดือนจึงจะได้รับรถ
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาแผนการผลิตที่ผู้ผลิตแต่ละรายแจ้งเข้ามาจะพบว่า มีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ ที่ทางการมีการอัดฉีดมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
ดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ใบสั่งซื้อสินค้าที่เริ่มมีเข้ามาในระยะนี้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ บ่งชี้ว่า ภาวะเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวได้อีกในอีก 3 เดือนข้างหน้า และหากผลการดำเนินงานในไตรมาส 4 ออกมาดี ก็จะส่งผลต่อเนื่องไปยังไตรมาส 1 และ 2 ในปีถัดไปด้วย โดยดุสิตเชื่อว่า การเมืองที่มีเสถียรภาพ จะทำให้ผู้ประกอบการชาวต่างชาติที่ลงทุนในประเทศไทยอยู่เดิม เลิกคิดที่จะย้ายฐานผลิตไปยังประเทศอื่น และนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ในไทยมักจะติดใจในฝีมือแรงงานและอุปนิสัยของคนไทยอยู่แล้ว
hard topic
*************
ข่าวอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วน
AUTO ยอดผลิตรถยนต์พ.ย.ขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบปี พร้อมทำสถิติสูงสุดรอบ 12 เดือน มั่นใจรอบผลิต ธ.ค.2552-ก.พ.2553 จะ
ขยายตัวต่อเนื่อง 58% ด้านการส่งออก 11 เดือน ติดลบ 30% มูลค่า 3.6 แสนล้านบาท (กรุงเทพธุรกิจ)
ความเห็น: การผลิตรถยนต์ในเดือน พ.ย. ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.26%YoY และ 5.17%MoM มาอยู่ที่ 120,985 คัน ได้รับผลดีจาก
ยอดขายรถยนต์ในประเทศที่เพิ่มขึ้นถึง 23.8%YoY คาดว่าเกิดจากผลดีของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐฯ ขณะที่ใน
แง่ของการส่งออกอยู่ที่ 58,665 คัน ยังคงติดลบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11%YoY แต่เป็นการติดลบที่น้อยที่สุดในรอบปี
(แต่เมื่อเทียบกับเดือน ต.ค. 52 ลดลงเล็กน้อย 1%MoM) สำหรับแนวโน้มการผลิตรถยนต์ในเดือน ธ.ค. 52 ต่อเนื่องจนถึง
เดือน ก.พ. 53 ทาง ส.อ.ท. คาดว่าการผลิตจะเพิ่มขึ้นถึง 58%YoY จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเรามองว่ามีความเป็นไปได้
ค่อนข้างมาก ทั้งจากแนวโน้มยอดขายรถยนต์ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง (โดยเฉพาะในงาน Motor Expo ที่มียอดจองสูงสุดเป็นสถิติ
ถึง 25,000 คัน) และฐานการผลิตที่ค่อนข้างต่ำในปี 52 สำหรับนำหนักการลงทุนเรา จากแนวโน้มอุตสาหกรรมที่แสดงให้เห็น
ถึงการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในปี 53 จะมีโครงการ Eco Car เกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความต้องการด้านชิ้นส่วนรถยนต์ใน
ประเทศมากขึ้น และจะเป็นผลดีกับผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ เราจึงปรับน้ำหนักการลงทุนเพิ่มเป็น “มากกว่าตลาด”
โดยแนะนำให้เก็งกำไรใน SAT, AH และ STANLY
cgs*********
24/12/52
รถยนต์ลุ้นปีนี้ผลิตทะลุ1ล.คัน
ตลาดรถยนต์ฟื้นแรง ลุ้นผลิตทะลุ 1 ล้านคัน ดันยอดในประเทศ 5.3-5.4 แสนคัน มั่นใจปีหน้าผลิตไม่น้อยกว่า 1.2 ล้านคัน ถ้าการเมืองนิ่ง
แหล่งข่าวจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ยอดการผลิตรถยนต์ใน เดือนพ.ย. 2552 ที่พุ่งขึ้นไปถึง 120,985 คัน ทำให้ใน 11 เดือนแรกของปีนี้มียอดผลิตไปแล้ว 887,656 คัน ซึ่งในเดือนธ.ค. คาดว่าจะมียอดผลิตไม่น้อยกว่า 1.2 แสนคันแน่นอน จะทำให้มีการผลิตรถยนต์ในประเทศปีนี้ไม่น้อยกว่า 1.007 ล้านคัน หดตัวเพียง 28% เท่านั้น
ขณะที่ยอดจำหน่ายรถยนต์ในช่วง 11 เดือนแรกที่ปิดไปที่ 476,786 คัน คาดว่าในเดือนสุดท้ายน่าจะมียอดขายไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นคันอย่างแน่นอน เมื่อดูจากยอดการจองรถยนต์ในงานมหกรรมยานยนต์ที่มีจำนวนมาก จึงอยู่ที่ผู้ประกอบการว่าจะส่งมอบรถได้มากเพียงใด แต่เชื่อว่าตลาดในประเทศจะปิดที่ 5.3-5.4 แสนคันอย่างแน่นอน ในส่วนของการผลิตเพื่อการส่งออกในช่วง 11 เดือนแรกของปีมีแล้วทั้งสิ้น 493,357 คัน มีการผลิตลดลง 33%
แหล่งข่าวเปิดเผยต่อว่า แนวโน้มที่ตลาดรถยนต์ในปี 2553 จะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งมีค่อนข้างมาก เห็นได้จากตัวเลขเป้าหมายการผลิตรถยนต์ที่ค่ายรถยนต์วางเอาไว้ระหว่างเดือนธ.ค. 2552–มี.ค. 2553 พบว่ามีถึง 345,880 คัน หรือเฉลี่ยเดือนละ 1.2 แสนคัน ทำให้คาดว่าทั้งปีจะมีเป้าหมายการผลิตไม่น้อยกว่า 1.2 ล้านคัน อย่างแน่นอน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 6 แสนคัน และส่งออก 6 แสนคัน
ด้านนายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า หากดูแนวโน้มของตลาดรถยนต์ในประเทศไทยแล้ว คาดว่าในปี 2553 อาจจะมีการผลิตได้มากถึง 1.4 ล้านคัน โดยคาดว่าจะเป็นการผลิตเพื่อการจำหน่ายในประเทศถึง 6.5 แสนคัน และที่เหลือเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งมีโอกาสที่ตลาดจะเติบโตอย่างมาก
“ต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยจะมีการเปิดตัวอีโคคาร์ของนิสสันและรถเล็กอย่างฟอร์ด เฟียสต้า ซึ่งเป็นโมเดลที่เน้นการส่งออกทั้งคู่ ทำให้การผลิตน่าจะเติบโตอีกมาก แต่ทั้งนี้ต้องดูปัจจัยหลักอย่างการเมืองมาประกอบ ว่าจะส่งผลกระทบในเชิงลบ หรือไม่” นายวัลลภ กล่าว
posttoday
*********
22/12/52
ญี่ปุ่นคาดยอดขายรถในประเทศปีหน้าเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 6 ปี
สมาคมผู้ผลิตยานยนต์ญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า ยอดขายยานยนต์ในญี่ปุ่นในปี 2553 จะเพิ่มขึ้นจากปีนี้ ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ซึ่งการคาดการณ์ดังกล่าวเป็นผลมาจากมาตรการงดเว้นภาษีและให้เงินอุดหนุนของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นดีมานด์รถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม ซาโตชิ อาโอกิ ประธานสมาคมฯ กล่าวเสริมว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังเป็นปัจจัยที่จำเป็นในการสนับสนุนยอดขายรถยนต์ หลังจากที่มาตรการต่างๆของรัฐบาลหมดอายุลง
ทั้งนี้ ยอดขายยานยนต์ในประเทศญี่ปุ่นในช่วง 11 เดือนแรกปีนี้ รวมอยู่ที่ 4,236,581 คัน ลดลง 11.3% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
นายอาโอกิกล่าวว่า ยอดขายรถยนต์ในสหรัฐจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปีหน้า แต่ปริมาณรวมจะยังห่างไกลจากจำนวน 11 ล้านคัน ขณะที่ยอดขายรถในประเทศจีนจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง
ขณะที่เมื่อวานนิ้ กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า กิจกรรมด้านอุตสาหกรรม ในประเทศมีการขยายตัว 1.2% ในเดือนตุลาคม
ข้อมูลดังกล่าวช่วยให้ญี่ปุ่นผ่อนคลายความตึงเครียดได้บ้าง หลังจากที่ตัวเลขอุตสาหกรรมหดตัวลงในเดือนก.ย. จนทำให้วิตกว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจถดถอยอีกครั้ง
ทั้งนี้ เมื่อช่วงต้นเดือนรัฐบาลผสมโดยการนำของพรรคดีพีเจ เพิ่งประกาศทุ่มงบ 7.2 ล้านล้านเยน (8 หมื่นล้านดอลลาร์) เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และป้องกันมิให้ภาวะเงินฝืดทวีความรุนแรงขึ้น
money wake up***********
21/12/52
Automotive
คำแนะนำ “Neutral”
เดือน พ.ย. 52 ยอดขายยานยนต์ในประเทศเติบโต yoy ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 งาน Motor Expo ในช่วงต้นเดือน ธ.ค. 52 มียอดจองกว่า 2.5 หมื่นคัน สูงสุดตั้งแต่เคยจัดมา ยอดผลิตยานยนต์เดือน ต.ค. 1.15 แสนคัน ฟื้นตัว mom ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 แม้ว่าสัญญาณการฟื้นตัวของอุตฯ ยานยนต์ไทยมีความชัดเจนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ดัชนีราคาหุ้นกลุ่มยานยนต์ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันปรับเพิ่มขึ้นกว่า 67% แล้ว ดีกว่าการฟื้นตัวของ SET Index และราคาหุ้นในกลุ่มยานยนต์ที่เราติดตามข้อมูลก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นจนใกล้เคียงกับราคาเหมาะสมในปี 53 ที่เราประเมินใหม่แล้ว นอกจากนี้ ในระยะยาวอุตฯ ยานยนต์ไทยยังมีความเสี่ยงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ทำให้เราให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มยานยนต์เพียง “ปานกลาง”
โดย บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคิน จำกัด ประจำวันที่ 21 ธันวาคม 2552
******
18/12/52
สูตรสำเร็จ "งานโชว์รถยนต์เมืองไทย" ค่ายรถ-คนซื้อ...ผู้จัด แฮปปี้กันทั่วหน้า
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ยอดจองรถยนต์ ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปดีดตัวทะลุเป้าขึ้นไป 2.5 หมื่นคัน เม็ดเงินสะพัดเฉียด 3 หมื่นล้าน และงานนี้มีคนเข้าชมงานถึง 1.6 ล้านคน พอจะตอบคำถามซึ่งก่อนหน้านี้ค่ายรถยนต์เกือบทุกค่ายบ่นกันหนักหนาว่า งานมอเตอร์โชว์บ้านเราเยอะไปรึป่าว ? ได้ดีทีเดียว
ถึงจะมีคนแย้งว่า เหตุผลที่มันทะลักทลายมาจากตลาดมัน "อั้น" มาตั้งแต่ต้นปีด้วยพิษเศรษฐกิจ แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหน "อีเวนต์" แบบนี้ก็กระตุ้นการขายได้ดีเกินคาด
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยถือเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมาเป็นอันดับต้น ๆ เห็นได้จากความสำคัญในฐานะที่ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญของโลก โดยเฉพาะตลาดรถปิกอัพขนาด 1 ตัน รวมทั้งอนาคตอันใกล้นี้ยังจะกลายเป็นฐานการผลิตรถยนต์ขนาดเล็กอย่าง "อีโคคาร์" ที่กำลังจะแจ้งเกิดด้วย
ดังนั้นถ้า "ไม่ร่วมด้วยช่วยกัน" กระแสขายรถฟีเวอร์คงไม่เกิด
ย้อนรำลึก "งานโชว์รถ" บ้านเราเกิดขึ้นมากกว่า 30 ปี ทุกคนรู้จัก "มอเตอร์โชว์" หรือที่ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า "บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์" ซึ่งจัดโดยค่ายกรังด์ปรีซ์ฯ นำทีมโดย "ปราจิน เอี่ยมลำเนา" และจาตุรนต์ โกมลมิศร์ ที่ยึดหัวหาดพื้นที่จัดงานที่ "ไบเทค" บางนา โดยงานจะมีขึ้นในช่วงระหว่างปลายเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายนของทุกปี ด้วยแนวคิดบวกกับการพัฒนารูปแบบการจัดงาน รวมถึงการสรรค์สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อหวังให้งานโชว์รถยนต์ของเมืองไทยได้ทัดเทียมกับงานโชว์ของต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโตเกียว, เจนีวา หรือแฟรงก์เฟิร์ต มอเตอร์โชว์ ที่ต่างก็จัดขึ้นมาเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาห กรรมยานยนต์ในประเทศนั้น ๆ
นอกจากงานมอเตอร์โชว์ซึ่งถือเป็นงานประจำปีของแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์เมืองไทย ขายรถใหม่ที่เพิ่งออกจากโรงงานผลิต ค่ายกรังด์ปรีซ์ ในฐานะผู้จัดงาน ยังได้เกิดแนวความคิดจัดงานให้กลุ่มรถยนต์มือสอง ดังนั้นปีนี้จึงถือเป็นปีแรกที่ประเทศไทยได้มีการจัดงานโชว์รูมรถยนต์มือสองอย่างเป็นทางการ ภายใต้งาน บางกอก ยูสคาร์โชว์ 2009 ขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย เมื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
โดยให้งานนี้เป็นงานโชว์สำหรับรถมือสองโดยเฉพาะ และยังเป็นสถานที่ซื้อขายรถมือสองระหว่างบริษัทรถยนต์และผู้ประกอบการรายย่อยต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อเป็น การปลุกกระแสในตลาดรถยนต์ท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ยังซบเซาอยู่ในขณะนั้น และถือเป็นครั้งแรกที่ค่าย กรังด์ปรีซ์ได้เลือกสถานที่จัดงานข้ามฟากมาใช้พื้นที่ของอาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี เป็นสนามจัดงาน
ซึ่งงานนี้แม้จะเป็นการจัดงานปีแรกแต่ก็ได้รับการตอบรับจากบรรดาค่ายรถยนต์ ที่มีกลุ่มธุรกิจรถยนต์มือสองตบเท้าเข้า ร่วมงานอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง รวมทั้งบริษัทผู้นำเข้ารถยนต์หรือที่เรียกติดปากว่าเกรย์มาร์เก็ต รวมทั้งผู้ประกอบการรถยนต์มือสองอีกเป็นจำนวนมาก ด้วยความสำเร็จดังกล่าวทำให้บิ๊กเต้ "จาตุรนต์ โกมลมิศร์" หนึ่งในโต้โผผู้จัดงานถึงกับออกปากว่า เมื่อได้รับกระแสตอบรับทั้งจากผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปเป็นอย่างดี ครั้งที่สองที่สามก็ต้องมีตามมาแน่
ส่วนอีกฟากที่เพิ่งสร้างปรากฏการณ์ขายรถมากสุดในประวัติศาสตร์ "มอเตอร์ เอ็กซ์โป" ซึ่งจัดโดยบริษัท สื่อสากล จำกัด ภายใต้การบริหารงานของ "ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์" ยึดพื้นที่จัดงานย่านเมืองทองธานีมาช้านาน ครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่ 26
งานนี้ทุกคนรู้ดีว่าเป็นงานเทกระจาด เรียกยอดขายปลายปี ซึ่งทุกปีก็ทำตัวเลข ได้สวยงามมาตลอด จะแย่หน่อยก็เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งวันเปิดงานตรงกับวันที่ "พันธมิตร" ยึดสนามบินพอดิบพอดี
ไอเดียของผู้จัดงานค่ายนี้นอกจากจะจัดในพื้นที่ กทม. ซึ่งถือเป็นระดับประเทศไทยแล้ว ก็ยังได้มีการบุกเบิกความคิดในการจัดงานมอเตอร์เอ็กซ์โปลงไปสู่ระดับภูมิภาค โดยเน้นการจำลองรูปแบบการจัดงานให้มีขนาดย่อมลงไปจากงานประจำปี เข้าไปเจาะตลาดจังหวัดใหญ่ ๆ ศูนย์กลางของแต่ละภาค โดยเริ่มต้นจัดงานที่เชียงใหม่เป็นที่แรก แต่เนื่องจากติดขัดปัญหาด้านสถานที่จัดงานทำให้งานดังกล่าวได้ถูกยกเลิกในปีถัด ๆ มา รวมทั้งที่ขอนแก่น ซึ่ง "ขวัญชัย" เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า หากปัญหาที่ติดขัดเรื่องสถานที่จัดงานหมดไป แผนการจัดงาน "มอเตอร์เอ็กซ์โป" ระดับภูมิภาคก็พร้อมนำมาปัดฝุ่นและเดินหน้าอีกครั้ง
และจากผลของความสำเร็จงานมอเตอร์ เอ็กซ์โปที่เมืองทองธานี ในปีนี้ที่ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น โดยเฉพาะถือเป็นปีแรกที่มีการเชิญค่ายรถยนต์นำเข้าอิสระอย่าง "ทีเอสแอล" และ "บีอาร์จี" 2 ค่ายยักษ์แห่งวงการรถยนต์นำเข้า เข้าร่วมงานอย่างเต็มรูปแบบเป็นปีแรก และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จากยอดขายรวมกันเฉียด 400 คัน ทำให้ "ขวัญชัย" พร้อม จะหาลูกเล่นสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการรถยนต์นำเข้าโดยเฉพาะ และมีความเป็นไปได้ว่า เร็ว ๆ นี้เราจะได้เห็นงานมอเตอร์ เอ็กซ์โปสำหรับเกรย์มาร์เก็ตโดยเฉพาะ
คำถามที่ยังคาใจ...ว่า ประเทศอื่นจัดมอเตอร์โชว์ปีละครั้ง บ้านเรามีสองครั้ง ต้นปีครั้ง ปลายปีครั้ง แถมระหว่างปียังมียิบย่อย เล็ก ๆ น้อย ๆ ตามกันมาอีกเป็นพรวน จนจะกลายเป็นมอเตอร์โชว์รายไตรมาส
ถึงวันนี้พอจะมีคำตอบแล้วสินะว่า "อีเวนต์" แบบนี้มันกระตุ้นตลาดที่ซบเซาให้กลับมาคึกคักได้จริง
prachachat
*************
17/12/52
ส่งออกรถยนต์ปี53กระเตื้อง12%
แม้ในปี 2552 การส่งออกรถยนต์ของไทยจะหดตัวลงเป็นครั้งแรก หลังจากขยายตัวสูงมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ไทยเริ่มส่งออกรถยนต์ไปต่างประเทศปี 2539 โดยสาเหตุหลักมาจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงอย่างมากนับตั้งแต่สหรัฐฯประสบกับปัญหาวิกฤติทางการเงิน
สำหรับการส่งออกในปี 2553 นั้นศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ตลาดรถยนต์ในปัจจุบันและทิศทางการส่งออกรถยนต์ของไทย โดยสถิติการส่งออกกระทรวงพาณิชย์ ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2552 ที่ผ่านมีมูลค่า 5,827.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งนับเป็นการหดตัวที่รุนแรงถึงร้อยละ 36.0 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ส่งออกได้สูงถึง 9,110.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้เนื่องจากมูลค่าการส่งออกรถยนต์แต่ละประเภทของไทยยังคงหดตัวสูง โดยประเภทรถยนต์นั่งหดตัวร้อยละ 26.8 ประเภทรถบรรทุกหดตัวร้อยละ 22.3 ขณะที่ประเภทรถกระบะหดตัวสูงถึงร้อยละ 48.6
อย่างไรก็ตามแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี 2552 นี้ จากทิศทางการฟื้นตัวส่งสัญญาณให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับฐานที่ต่ำในปีก่อน คาดว่าจะส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกรถยนต์โดยเฉพาะในเดือนธันวาคมนี้มีโอกาสที่จะพลิกกลับมาขยายตัวเป็นบวกสูง และจะกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปริมาณการส่งออกรถยนต์ไทยเริ่มหดตัวต่อเนื่องหลังจากเดือนพฤศจิกายนปี 2551
ด้วยทิศทางการฟื้นตัวดีขึ้นดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าจะส่งผลทำให้ปริมาณการส่งออกรถยนต์ไทยปี 2552 หดตัวประมาณร้อยละ 31 ซึ่งต่ำกว่าที่คาดไว้ว่าจะหดตัวประมาณร้อยละ 34 ถึง 37 โดยคิดเป็นจำนวนประมาณ 533,000 คัน เพิ่มขึ้นจากที่คาดไว้เดิมที่ 490,000 - 510,000 คัน
สำหรับในปี 2553 นี้คาดว่าปัจจัยบวกต่างๆที่เริ่มมีการส่งสัญญาณให้เห็นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2552 นี้ จะช่วยกระตุ้นการส่งออกรถยนต์ไทยให้มีแนวโน้มดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งปัจจัยบวกต่างๆประกอบไปด้วย การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในหลายประเทศ, แนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายชนิดเพิ่มสูงขึ้น, การเปิดเสรีการค้า, การเปิดตัวรถอีโคคาร์ และฐานตัวเลขการส่งออกที่ต่ำในปีนี้จะทำให้อัตราการเติบโตในปี 2553 เติบโตขึ้นไม่ยากนัก
แม้จะมีปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของการส่งออกรถยนต์ไทยหลายประการ แต่ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น โอกาสที่จะเกิดความไม่ต่อเนื่องของการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกที่ยังมีอยู่ โดยเฉพาะหากรัฐบาลแต่ละประเทศยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางใดทางหนึ่งไปในสภาวะที่เศรษฐกิจแม้จะมีสัญญาณการฟื้นตัวแล้วแต่ก็ยังคงมีความอ่อนแออยู่ โดยเฉพาะปัญหาการว่างงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง อาจส่งผลทำให้การบริโภคลดลง ทำให้รถยนต์ซึ่งเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยชนิดหนึ่งอาจจะได้รับผลกระทบเป็นอันดับต้นๆ
นอกจากนี้แนวโน้มการแข็งค่าของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่มีโอกาสจะแข็งค่าต่อเนื่อง ซึ่งหากเงินบาทแข็งค่าในอัตราที่มากกว่าค่าเงินประเทศอื่นในภูมิภาคมาก อาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้การส่งออกรถยนต์จากไทยเสียเปรียบทางด้านราคากับประเทศคู่แข่งได้ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่อาจเพิ่มสูงจากราคาสินค้าต่างๆ เช่น ราคาน้ำมัน ซึ่งยังคงมีโอกาสผันผวนสูงในปีหน้า จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งในส่วนอุตสาหกรรม และผู้บริโภค ซึ่งทำให้ความสามารถในการซื้อรถยนต์ลดลง
แต่ในทางกลับกันราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอาจจะส่งผลดีต่อตลาดรถยนต์ขนาดเล็กที่ใช้พลังงานทางเลือกและประหยัดพลังงานมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นโอกาสดีสำหรับประเทศไทยที่เริ่มมีการพัฒนาและขยายตลาดรถยนต์ขนาดเล็กที่ประหยัดพลังงานมาระยะหนึ่งแล้ว
อย่างไรก็ตามทิศทางตลาดดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกรถกระบะจากไทยอยู่บ้าง โดยส่วนแบ่งตลาดการส่งออกอาจจะลดลงไปจากเดิม ซึ่งผู้ประกอบการก็จำเป็นจะต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับทิศทางตลาดโลกและจากปัจจัยต่างๆดังกล่าวข้างต้นคาดว่าจะทำให้ในปี 2553 การส่งออกรถยนต์ไทยแม้จะมีโอกาสขยายตัวได้แต่จะยังคงต้องเผชิญกับภาวะที่ท้าทายอยู่
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปริมาณการส่งออกรถยนต์ของไทยในปี 2553 จะอยู่ระหว่าง 575,000 -595,000 คัน หรือขยายตัวร้อยละ 8 - 12 จากที่คาดว่าจะหดตัวร้อยละ 31 ในปี 2552 โดยยังคงเผชิญกับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ เช่น ทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาท แนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ราคาน้ำมัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่อาจจะยังคงฉุดรั้งการเติบโตของตลาดอยู่
อย่างไรก็ตามหากไทยสามารถใช้สิทธิประโยชน์จากการลดภาษีภายใต้กรอบอาฟต้าได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีอุปสรรค เช่น การกีดกันการค้าโดยใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures) รูปแบบต่างๆจากประเทศผู้นำเข้า รวมถึงหากการตอบรับของตลาดต่อรถยนต์อีโคคาร์ซึ่งจะเปิดตัวในปี 2553 เป็นไปได้ดีกว่าที่คาด อาจจะผลักดันให้ตลาดเติบโตได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ได้ ซึ่งจะส่งผลให้ปี 2553 ไทยอาจจะสามารถผลิตรถยนต์ได้ใกล้เคียง 1.2 ล้านคัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 15 จากที่คาดว่าจะผลิตได้ประมาณ 1 ล้านคันในปี 2552
แม้ภาวะการผลิตรถยนต์ของไทยจะกลับมาขยายตัวในปี 2553 แต่การที่อุตสาหกรรมจะสามารถฟื้นตัวกลับมามีระดับการผลิตเท่ากับก่อนเกิดวิกฤติที่ 1.4 ล้านคันนั้น อาจจะต้องใช้ระยะเวลาถึงประมาณ 3 ปีนับจากนี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
************
16/12/52
ยอดขายรถยนต์เดือนพ.ย.สูงสุดรอบกว่า 4 ปี
Posted on Wednesday, December 16, 2009
นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด บอกว่า ยอดขายรถยนต์เดือนพฤศจิกายน มีปริมาณการขายทั้งสิ้น 57,031 คัน เพิ่มขึ้น 23.8% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 24,054 คัน เพิ่มขึ้น 32.3% รถเพื่อการพาณิชย์ 32,977 คัน เพิ่มขึ้น 18.2%
ทั้งนี้ ยอดขายรถยนต์ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน และเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 4 ปี 5 เดือน โดยตลาดรถยนต์รถกระบะขนาด 1 ตัน จำนวน 28,885 คัน เพิ่มขึ้น 18.9% ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ประกอบกับราคาสินค้าการเกษตรที่ปรับราคาสูงขึ้น
นายวุฒิกรบอกด้วยว่า สำหรับยอดรถยนต์ในประเทศสะสม 11 เดือนของปีนี้ มีปริมาณทั้งสิ้น 476,786 คัน ลดลง 14.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 1.7% ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตลดลง 21.5%
สำหรับตลาดรถยนต์เดือนธันวาคม คาดว่าจะมีปริมาณการขายดีขึ้น เพราะเดือนธันวาคมเป็นเดือนที่มียอดขายสูงสุดในแต่ละปี ประกอบกับค่ายรถยนต์ต่างๆ ได้มีการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ รุ่นพิเศษ ตลอดจนนำข้อเสนอพิเศษต่างๆมาเสนอต่อผู้บริโภคทั้งในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โปและต่อเนื่องตลอดเดือน รวมถึงภาวะเศรษฐกิจโดยรวมมีสัญญาณการฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้มั่นใจว่าตลาดรถยนต์ในปีนี้จะสามารถขายรถยนต์ได้ถึงเป้าที่ตั้งไว้ 520,000 คัน
********
14/12/52
ยอดจองรถในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2009 ทะลุ 25,220 คัน
Posted on Monday, December 14, 2009
นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานบริษัท สื่อสากล จำกัด และประธานจัดงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2009 บอกว่า ยอดจองรถยนต์ตลอดการจัดงานอยู่ที่ประมาณ 25,220 คัน สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 15,000 คัน และน่าจะมีเงินสะพัดเมื่อรวมยอดขายอุปกรณ์ตกแต่งและอื่นๆ กว่า 2.7 หมื่นล้านบาท
สำหรับจองรถที่ดีกว่าคาด และสูงกว่าปีก่อน เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและตลาดรถยนต์เริ่มฟื้นตัว ขณะที่ค่ายรถก็พยายามสร้างยอด เพื่อปิดตัวเลขขายปลายปี ชดเชยยอดที่หายไปในช่วงต้นปี โดยอาศัยแคมเปญส่งเสริมการขายต่างๆ
ด้านผลสำรวจราคารถยนต์เฉลี่ยที่ถูกจองภายในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2009 จะอยู่ประมาณ 960,000 แสนบาท สูงกว่าปีก่อนที่เคยสำรวจไว้คือ 850,000 แสนบาท โดยเมื่อแบ่งตามประเภทรถยนต์ปรากฏว่า ยอดจองปิกอัพมีสัดส่วนเพียง 17% ขณะที่รถยนต์นั่งมีถึง 45% ซึ่งในจำนวนนี้เป็นส่วนแบ่งของเก๋งเล็กกว่า 60% สอดคล้องกับทิศทางตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมานิยมรถยนต์นั่งขนาดเล็กมากขึ้น
ส่วนค่ายรถยนต์ที่มียอดจองสูงสุดในงาน ได้แก่ โตโยต้า 7,230 คัน อันดับสอง ได้แก่ ฮอนด้า ยอดจอง 4,239 คัน อันดับสาม ได้แก่ อีซูซุ ยอดจอง 2,539 คัน อันดับสี่ มาสด้า ยอดจอง 2,277 คัน อันดับห้า มิตซูบิชิ ยอดจอง 1,518 คัน และ อันดับที่หก โปรตอน ยอดจอง 1,388 คัน
นายขวัญชัยบอกด้วยว่า ปรากฏการณ์ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2009 ถือเป็นสัญญาณดีและจะเป็นจุดเริ่มให้ตลาดรถยนต์ไทยในปี 2553 กลับมาคึกคักอีกครั้ง ที่สำคัญเมื่อวิกฤตเศรษฐกิจโลกเริ่มนิ่ง ย่อมส่งผลให้ยอดส่งออกรถยนต์กลับมาอยู่ในภาวะปกติ
money news update********
12/12/52
นายกฯ มั่นใจอุตฯ ยานยนต์-พลังงาน อนาคตสดใส-เอกชนเทลงทุนเพิ่ม
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและอุตสาหกรรมพลังงานไทยถือเป็น 2 อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันมาอย่างยาวนาน
และต่างก็เป็นอุตสาหกรรมที่รัฐบาลให้การสนับสนุนมาโดยตลอดย้อนหลังกลับไปร่วมครึ่งศตวรรษ
ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 26 ที่จัดขึ้นอยู่นี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่องทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงานไทย โดยยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมที่จะเดินหน้าให้การสนับสนุนทั้งสองอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องในเชิงนโยบาย และเชื่อมั่นว่าเอกชนก็พร้อมที่จะเดินหน้าลงทุนเพิ่มเติมเพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน
“ช่วง 7-8 เดือนแรกของปีนี้เป็นช่วงที่อุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับผลกระทบอย่างมากจากเศรษฐกิจทั่วโลก เห็นได้จากยอดการผลิตที่หดตัวลง แต่สถานการณ์เริ่มกลับมา ดีขึ้นอีกครั้ง เห็นได้จากยอดผลิตที่เริ่มกลับมา การรับพนักงานชั่วคราวกลับมาทำงานมากขึ้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่า พึงพอใจ”
การพลิกฟื้นของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยสอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวม จากเดิมที่หดตัวถึง 7.1% ในไตรมาสแรก และลดลงเหลือลบ 2.8% ในไตรมาส 3 รวมถึงมีการคาดการณ์ว่าจะกลับมาเป็นบวกอีกครั้งในไตรมาสสุดท้าย และในปี 2553 คาดว่าจะเติบโตได้ 3-4% ซึ่งสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจขาขึ้นได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม อภิสิทธิ์ บอกว่า สิ่งที่รัฐบาลยืนยันและ พยายามดำเนินการมาโดยตลอดไม่ใช่แค่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น แต่อยากเห็นการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ซึ่งการที่นั่งรอความช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างเดียวไม่มีทางทำได้ ดังนั้นเอกชนเองจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายและมีการลงทุนเพิ่ม ซึ่งจากตัวเลขยอดผลิตที่เพิ่มขึ้นก็คาดว่าจะมีการลงทุนมากขึ้นในปีหน้า
“เราพยายามที่จะผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่มาอย่างยาวนาน ย้อนหลังไปตั้งแต่การเริ่มต้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2500 และเห็นการเติบโตที่ชัดเจนในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา มาจนปัจจุบันเรามีการผลิตรถยนต์ระดับ 1 ล้านคันต่อปี และคาดว่าอีก 2-3 ปีจะเพิ่มเป็น 2 ล้านคัน และเพิ่มเป็น 2.5 ล้านคันในอีก 5-6 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้เราติดอันดับ 10 ของฐานการผลิตรถยนต์ของโลก”
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงนโยบายการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ว่า พยายามกระจายพื้นที่ของอุตสาหกรรมไม่ให้อยู่แต่ในส่วนของเขตอุตสาหกรรมเท่านั้น รวมถึงมีการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการที่อยู่ในประเทศไทย โดยมองไปที่คู่แข่งที่เกิดขึ้นใหม่ไม่ว่าจะเป็นจีนหรืออินเดีย ซึ่งมองว่าศักยภาพของผู้ประกอบการไทยยังสามารถแข่งขันได้
สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมยานยนต์นั้น อภิสิทธิ์ ยืนยันว่ารัฐบาลได้ติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องของสิทธิประโยชน์ในโครงการต่างๆ พร้อมทั้งให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลจะระมัดระวังเพื่อหาความสมดุลเพื่อให้นโยบายของรัฐบาลมีความยืดหยุ่น แต่ก็จะไม่ผ่อนผันจนกระทบกระเทือนต่อนโยบายที่ประกาศไปแล้ว รวมถึงผู้ประกอบการที่ดำเนินการไปแล้วด้วย
ในส่วนของอุตสาหกรรมพลังงานนั้น นายกฯ บอกว่า เป้าหมายที่จะเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนจาก 6% ในปัจจุบันเป็น 15% ในปี 2558 นั้น เชื่อมั่นว่าจะทำได้ และอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อให้เกิดการใช้งานได้มากขึ้นและเร็วขึ้นกว่าแผนงานเดิม โดยในช่วง 3-4 ปีนับจากนี้จะเน้นเรื่องการใช้พลังงานทดแทนทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเอทานอล ไบโอดีเซล ไฮโดรเจน หรือเชื้อเพลิงชีวมวลในการผลิตไฟฟ้า
จากนั้นในช่วงสุดท้ายจะเป็นการพัฒนาต้นแบบการใช้พลังงานทดแทนให้เกิดขึ้น สร้างต้นแบบของการใช้พลังงานทดแทนเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน โดยสุดท้ายก็จะสามารถส่งเสริมเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนใหม่ๆ ไปสู่ เป้าหมายได้
อภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ทิศทางการเดินหน้านโยบายพลังงานทดแทนของรัฐบาลมีความชัดเจน ในส่วนของเอทานอลก็จะมีการใช้งานเพิ่มขึ้นจาก อี10 ไปเป็น อี20 และ อี85 ต่อไป แต่จะต้องมาดูการเตรียมความพร้อมของเอทานอลในประเทศไทยเสียก่อน
ขณะที่ในส่วนของเอ็นจีวีก็จะเดินหน้าต่อไป โดยเน้นการขยายสถานีบริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ขณะเดียวกันก็ต้องมาดูรายละเอียดทางด้านราคาให้เหมาะสม ไม่ใช่ดึงผู้บริโภคมาใช้แล้วปตท.แบกรับไม่ได้แล้วต้องปรับราคา ซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค
นายกรัฐมนตรีกล่าวสรุปในตอนท้ายของการปาฐกถาว่า รัฐบาลพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอของเอกชนผ่านมาตรการต่างๆ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน เพื่อช่วยกันผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและมีบูรณาการ รวมถึงเป็นการเตรียมความพร้อมในการเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลก
โดยเฉพาะเรื่องที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือ การเป็นตลาดเดียวของประชาคมอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในอีก 5-6 ปีข้างหน้า ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลง และเตรียมรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป
ที่สำคัญ ภายใต้คำมั่นที่ว่ารัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุนเท่าที่จะทำได้ แต่ขณะเดียวกันภาคเอกชนเองก็ต้องพึ่งพาตัวเองสอดคล้องกันไป เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน!!!
posttoday*********
11/12/52
คาดอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปี 2553 โต 20%
Posted on Friday, December 11, 2009
นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณณางกูร นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย บอกว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2553 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีนี้ประมาณ 20% โดยคาดว่า จะสามารถผลิตรถยนต์ได้ถึง 1,200,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่ 1 ล้านคัน
เนื่องจากในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 กำลังชื้อของผู้บริโภคเริ่มดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ผ่านทางงบประมาณไทยเข้มแข็งและราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยขณะนี้ มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 70% หลังจากในช่วงไตรมาส 1 ของปีนี้ที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ติดลบถึง 40-45%
นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย บอกด้วยว่า การที่อุตสาหกรรมยานยนตืไทยเติบโตและเข้มแข็งได้อย่างทุกวันนี้ เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมาไม่น้อยกว่า 40-50ปี โดยเฉพาะในส่วนของการผลิตรถยนต์ปิกอัพ แต่สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการขณะนี้ คือ การพัฒนาแรงงานที่มีทักษะสูง และการลดต้นทุนวัตถุดิบและเครื่องจักรให้ผู้ประกอบการในส่วนที่ไม่สามารถผลิตได้ในประเทศ โดยการลดภาษีนำเข้าลง เป็นต้น
money news update
*********
08/12/52
ลุยหุ้นยานยนต์รับQ4ชุ่มฉ่ำ STANLYม้ามืดผลงานแจ่ม
ทันหุ้น-บิ๊กยานยนต์เรียงหน้า โปรยยาหอมลุ้นผลงานไตรมาส 4 สุดสวย หลังยอดผลิตรถยนต์พุ่ง ความต้องการส่งออกทะลัก บิ๊ก STANLY เชื่อผลงานพุ่ง หลังออเดอร์ใน-นอกล้นหนุนกำลังการผลิตพุ่งแตะระดับ 80 % จากไตรมาสก่อนที่ผลิตเพียง 70 % เตรียมลุยเอเชีย อินเดียต่อ พร้อมรับข่าวดีอีโคคาร์ หลังย่องเจรจาค่ายรถยักษ์ใหญ่ทุกค่ายรับออเดอร์ใหม่
นายอภิชาต ลี้อิสสระนุกูล กรรมการ บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) STANLY เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานไตรมาส 3/2552 (ต.ค-ธ.ค52) นั้นเชื่อว่ามีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นเมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานช่วงไตรมาสที่ 2 ที่บริษัทสามารถทำกำไรได้ 209 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าผลการดำเนินงานไตรมาสนี้น่าจะปรับตัวค่อนข้างมาก ทั้งจากกำลังการผลิตที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 80 % จากไตรมาส 2 ที่กำลังการผลิตเพียง 70 % เท่านั้น
อีกทั้งการปรับตัวของคำสั่งซื้อทั้งในส่วนของในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดหลัก อย่างตะวันออกกลาง ยุโรป ออสเตรเรีย และอินเดียเริ่มปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับ
ขณะเดียวกันในอนาคตบริษัทยังมีแผนการขยายงานในส่วนของการลงทุนมากยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนของการขยายการรับงาน ในต่างประเทศ โดยเฉพาะภูมภาคเอเซีย อินเดีย ที่ยังมีแนวโน้มในการรับงานเพิ่มขึ้นอีกมาก ส่วนแนวโน้มการลงทุนใหม่นั้นขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาทั้งแหล่งการผลิตใหม่ในต่างประเทศ ซึ่งบริษัทเชื่อว่าอย่างน้อยในปี 2553 น่าจะมีความชัดเจน
ทั้งนี้ในอนาคตบริษัทยังมีแนวโน้มการรับงานผลิตไฟ ของรถอีโคคาร์ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับ ค่ายรถทุกค่ายที่สนใจเกี่ยวกับการลงทุนอีโคคาร์ โดยคาดว่าบริษัทมีโอกาสในการเข้าไปรับงานดังกล่าว ซึ่งจะเป็นส่วนสนับสนุนให้บริษัทมีออเดอร์เพิ่มมากขึ้นในอนาคต
IHLยอดออเดอร์ทะลัก
แหล่งจากวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ เปิดเผย ถึงแนวโน้มของผลการดำเนินงานของ บริษัท อินเตอร์ไฮด์ จำกัด (มหาชน) IHLว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานในงวดไตรมาส 4/2552 จะเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส3และสูงสุดในรอบปีนี้ เพราะยอดคำสั่งซื้อจากลูกค้าเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงมีการสต๊อกวัตถุดิบ (หนังสัตว์) ต้นทุนต่ำที่ได้ส่งสินค้าไว้แล้วในช่วงวิกฤต และปัจจุบันยังมีสินค้าบางจำนวนที่ยังไม่ได้ส่งมอบให้บริษัท ซึ่งจะทำให้บริษัทมีสต็อกในราคาต้นทุนต่ำไปจนถึงครึ่งปีแรกของปี 2553
นอกจากนี้คาดว่ายอดการผลิตรถยนต์ในงวดไตรมาส 4/2552 จะเติบโตอย่างโดดเด่น เนื่องจากจะเป็นช่วงที่ผู้ผลิตรถยนต์เร่งผลิต เพราะในช่วงที่ผ่านมาดีมานต์ในตลาดยังคงมีสูง แต่ผู้ประกอบการผลิตรถยนต์ออกมาจำหน่ายในจำนวนที่น้อย ขณะเดียวกันในช่วงสิ้นปี มอเตอร์ เอ็กซ์โปร ที่เริ่มงานแล้วในขณะนี้ จะช่วยดันยอดขายให้เพิ่มขึ้น
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึง แนวโน้มผลการดำเนินงานของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงไตรมาส 4/2552 นั้นเชื่อว่าผลการดำเนินงานทุกบริษัทน่าจะปรับตัวขึ้นถ้วนหน้า เนื่องจากทั้งจากการฟื้นตัวของยอดการผลิตรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากเดือนตุลาคม 2552 ที่ผ่านมาที่ยอดกำลังการผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้น11 % เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน ซึ่งเชื่อว่การเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตนั้นน่าจะเห็นได้อีกในช่วงที่เหลือของปีนี้ ไปจนถึงต้นปี 2553 โดยเฉพาะการฟื้นตัวของความต้องรการยานยนต์ในประเทศ และยอดการส่งออกที่เริ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน เชื่อว่า บริษัทที่จะสามารถมีผลการดำเนินงานที่เติบโตมากขึ้น ได้แก่ AH ,SAT,STANLY,IHL ตามการฟื้นตัวของกลุ่มยานยนต์ทั้งกลุ่ม โดยคาดบริษัทที่มีความโดดเด่นในแง่ของผลการดำเนินงานนั้น ทั้งจากการเติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันปีก่อน SAT น่าจะมีความโดดเด่นสุด เพราะเติบโตในทุกด้านจากยอดขายที่เติบโต
อย่างไรก็ตามการปรับตัวดีขึ้นทุกด้านในไตรมาส 4/2552 นั้นมาจาก กำลังการผลิตที่ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 80% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนที่มีกำลังการผลิตเพียง 60-70 % ดังนั้นคาดว่าในส่วนของยอดขายน่าจะเติบโตใกล้เคียงกับไตรมาสที่ผ่านมาที่ 1.4 พันล้านบาท ส่วนการคาดกาณณ์กำไรสุทธินั้นเชื่อว่าน่าจะเป็นไตรมาสสูงสุดที่ประมาณ 140 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการก้าวกระโดดขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนถึง 40 %
STANLYกำไรพุ่งต่อ
ส่วน STANLY แนวโน้มการฟื้นตัวของรายได้และกำไรสุทธินั้น ยังคงมีต่อเนื่องจากไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ทั้งจากกำลังการผลิตของบริษัทที่เพิ่มขึ้นเป็น 70 % เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ที่มีกำลังการผลิตที่ 60 % ทำให้ในส่วนของกำไรสุทธิน่าจะมากกว่า 209 ล้านที่บริษัททำได้เมื่อเทียบกับในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา
สำหรับ AH นั้น น่าจะเห็นการฟื้นตัวของไตรมาส 4 อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ทั้งจากการฟื้นตัวของยอดขายในประเทศจีนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากค่ายรถหลักอย่างนิสสัน โดยคาดว่าไตรมาสนี้จะเห็นการเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 20 % ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากสัญญาณการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ในประเทศ ซึ่งมีการเติบโต
ทั้งนี้ให้ราคาเป้าหมาย STANLY ที่ 130 บาท ซึ่งถือว่ายังมีอัฟไซน์ถึง 8 % ส่วน SAT ให้ราคาเป้าหมายที่ 17.65 บาท มีอัพไซน์ถึง 40 % เช่นเดียวกัน AH ที่มีอัพไซน์ 40% เช่นกัน
www.thunhoon.com**********
04/12/52
ยอดจองรถเล็กมหกรรมยานยนต์เฉียดพันคัน
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
เชื่อบรรยากาศซื้อขายกลับคืน หวังการเมืองไม่ป่วน มุ่งดันยอดปีนี้ทะลุเป้า 1.5 หมื่นคัน
ครั้งที่ 26 ออกตัวแรง ยอดสะสม 993 คัน กระแสรถเล็กมาแรง "ขวัญชัย" เชื่อบรรยากาศการซื้อขายกลับคืน ระบุหากไม่มีเหตุการณ์การเมืองมาป่วนยอดทะลุเป้าหมาย 1.5 หมื่นคัน ได้แม่เหล็ก "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ร่วมปาฐกถาพิเศษ "ทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ และพลังงานไทย" ศุกร์หน้า (11 ธ.ค.) หวังทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยฟันฝ่าวิกฤติสู่ความสำเร็จยั่งยืน แถมวันนี้ (4 ธ.ค.) ไฮไลต์เด็ดสตั้นท์ โชว์ระดับโลก
นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธาน บริษัท สื่อสากล จำกัด และประธานจัดงาน "มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 26" เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า บรรยากาศการตอบรับของผู้ชมงานมหกรรมยานยนต์ล่าสุด ถือว่ามีกระแสที่ดีเกินคาดหมายไว้ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
ทั้งนี้ สะท้อนจากยอดจองรถยนต์ในงานวันรอบสื่อมวลชนและรอบบุคคลสำคัญ เมื่อ 2 ธ.ค. 2552 มียอดจองสูงกว่าระยะเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากรอบสื่อมวลชนปีที่แล้ว มียอดราว 70 คัน แต่งานปีนี้มียอดถึง 211 คัน ส่วนงานวันที่สองมียอดจอง 782 คัน รวมถึงขณะนี้ มียอดจองรถใหม่ในงานรวมแล้ว 993 คัน
บริษัทสื่อสากล คาดว่า ตลอดงานจะมีการจองรถใหม่จากลูกค้า 15,000 คัน และมีผู้ชมเข้าชมงาน 1.6 ล้านคน
"บรรยากาศเป็นที่น่าพอใจ ผมสำรวจจากผู้ที่มาออกงานต่างพอใจ ว่า มียอดสั่งจองดีกว่าคาดไว้ โดยยอดจองปกตินั้น เฉลี่ยในวันธรรมดาจะมีประมาณ 1,000 คัน และจะเพิ่มสูง 2-3 เท่าในวันหยุด ซึ่งเชื่อว่า เมื่อรวมวันหยุดแล้วจะสามารถทำยอดได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ ต้องไม่มีผลกระทบจากบรรยากาศการเมืองซึ่งไม่แน่ใจว่า ก่อนที่จะสิ้นส่วนงานนี้จะมีข่าวเชิงลบมากระทบบรรยากาศการซื้อของผู้บริโภคหรือไม่ ก็หวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีก"
นายขวัญชัย กล่าวต่อไปว่า ทางด้านบรรยากาศในงาน ผู้เข้าชมให้ความสนใจส่วนของรถเล็ก ซึ่งทุกค่ายนำรถยนต์ขนาดเล็กมาแสดงมีทั้งรถเล็ก 3 แสนบาท และรถเล็ก 3 ล้านบาท อย่างเช่น รถทาทา นาโน จากอินเดีย ก็มีผู้ให้ความสนใจมาก และทางทาทาก็เก็บข้อมูลที่ได้สำรวจความต้องการของผู้บริโภคโดยเชื่อว่าอนาคตอาจจะเห็นรถเล็กราคา 2 แสนบาท ที่ตรงกับรสนิยมของคนไทยก็ได้ ทั้งนี้ ทาทาเองก็คาดหวังไว้เช่นนี้เหมือนกัน
สำหรับงาน "มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 26" หรือ "The 26th Thailand International Motor Expo 2009" จัดขึ้นที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีบริษัทรถยนต์ 32 ยี่ห้อ เข้าร่วมกิจกรรม
งานปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "ขับเคลื่อน...สู่ความยั่งยืน" หรือ DRIVING…FOR SUSTAINABILITY โดยผู้จัดต้องการให้ทุกภาคส่วน ร่วมแรงร่วมใจกัน "ขับเคลื่อน" อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ฟันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจไปสู่ความสำเร็จอันยั่งยืนในอนาคต"
ล่าสุดผู้จัดได้รับการตอบรับจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ร่วมปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "ทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ และพลังงานไทย" ซึ่งจะมีขึ้นศุกร์ที่ 11 ธ.ค. 2552 เวลา 14.00-15.30 น. ณ ห้องรอยัล จูบีลี่ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี
ส่วนกิจกรรมล่าสุดซึ่งเป็นไฮไลต์ ในวันนี้ (4 ธ.ค.) คือ การแสดงสตั้นท์ โชว์ โดยรัฟฟ์ สวิฟท์ สตั้นท์โชว์ระดับโลก ที่ลานจอดรถ P 9 เวลา 09.00 น.
krungthepturakij
************
25/11/52
กลุ่มยานยนต์ ซูซูกิ ใส่เกียร์เดินหน้า โครงการอีโคคาร์ หลังเคยประกาศชะลอโครงการจากเศรษฐกิจซบเซา คาดเดินสายการผลิต
โรงงาน 7,500 ล้านบาท ไตรมาสแรกปี 2553 (กรุงเทพธุรกิจ)
ความเห็น การประกาศเดินหน้าโครงการ Eco Car ของ ซูซูกิ นับเป็นผู้ประกอบการรายที่ 5 ที่ประกาศเดินหน้าโครงการ
ดังกล่าวต่อจาก Nissan, Honda, Mitsubishi และ Toyota ที่ประกาศแผนมาก่อนหน้านี้ โดยทาง ซูซูกิจะเริ่มก่อสร้างโรงงานที่
จังหวัดระยองในช่วงปลายปี 52 และคาดว่าจะเริ่มผลิตรถยนต์ออกขายได้ในปี 2555 (ตามหลัง Nissan ที่จะเปิดตัวในปี 53
Honda ที่จะเปิดตัวในช่วงปี 54 ส่วน Mitsubishi ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาถึงโมเดลรถที่จะใช้ในโครงการดังกล่าว) เรามองว่า
การที่ ซูซูกิ เดินหน้าโครงการจะทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศมีโอาสที่จะได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากยังเป็น
เพียงแผนการดำเนินงาน เราจึงยังไม่เห็นผลดีที่จะเกิดกับผู้ผลิตชิ้นส่วนในระยะสั้นแต่อย่างใด
ด้านภาพรวมธุรกิจยานยนต์ของไทย มีสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่จุดต่ำสุดในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา โดยภาคการ
ส่งออกรถยนต์ในเดือน ต.ค. อยู่ที่ 59,502 คัน นับเป็นยอดการส่งออกรายเดือนที่สูงที่สุดตั้งแต่เดือน ธ.ค. 51 และเป็นการติด
ลบที่ต่ำสุดเช่นกันโดยติดลบจากเดือน ต.ค. 51 เพียง 11%YoY และเติบโตเพิ่มขึ้นจากเดือน ก.ย. ถึง 20%MoM เราคาดว่าเกิด
จากการที่ประเทศคู่ค้าต่างๆของไทยเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น ขณะที่หากพิจารณาในส่วนของการผลิตรถยนต์ มีการปรับ
เพิ่มขึ้นจากเดือน ก.ย. เช่นกันโดยเพิ่มขึ้น 11%MoM และเมื่อเทียบกับเดือน ต.ค. 51 มีการติดลบเหลือเพียง 8% เท่านั้น มา
อยู่ที่ 115,043 คัน ซึ่งนับเป็นการผลิตที่มากกว่า 100,000 คัน/เดือน เป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน โดยรวมแล้วในช่วง 10M52 ที่ผ่าน
มาการผลิตรถยนต์โดยรวมอยู่ที่ 766,671 คันลดลง 36%YoY สำหรับช่วงที่เหลืออีก 2 เดือน ทางสภาอุตสาหกรรมคาดว่าการ
ผลิตรถยนต์ยังมีทิศทางที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเนื่องจากเป็นช่วง High Season ของการขาย ซึ่งจะส่งผลดีต่อเนื่องไปถึง
เดือน ม.ค. 53 ด้วย (ทางสภาอุตสาหกรรมคาดการผลิตในช่วง 3 เดือนข้างหน้า (พ.ย. 52 – ม.ค. 53) จะเพิ่มขึ้นจาก ช่วง
เดียวกันของปีก่อน (พ.ย.51-ม.ค. 52) ประมาณ 22%) สำหรับนำหนักการลงทุนเรา เรามองว่าอุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มมี
สัญญาที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการขายรถยนต์ การส่งออกรถยนต์ ซึ่งจะทำให้การผลิตรถยนต์ปรับตัวเพิ่มขึ้น
ตามไปด้วย อีกทั้งในช่วงปลายปีจะเป็นช่วงที่ค่ายรถยนต์ต่างๆ พยายามออกรายการส่งเสริมการขายเพื่อเพิ่มยอดขายให้มาก
ขึ้น แต่เนื่องจากราคาหุ้นในปัจจุบันได้รับรู้ข่าวดีจากการฟื้นตัวของกลุ่มยานยนต์มาบ้างแล้ว เราจึงให้น้ำหนักการลงทุนไว้
เพียง “เท่าตลาด” เช่นเดิม cgs
***********
24/11/52
อุตฯชิ้นส่วนรถลุ้นไตรมาส4ฟื้น
ผู้ประกอบการลุ้นกำไรพลิกเป็นบวกพร้อมหวังการเมืองไม่สะดุด ขณะที่ไทยสตีลรับสภาพทั้งปีวูบกว่า 25% แม้ไตรมาส 4 จะเริ่มฟื้น
คาดไตรมาส 4/52 ฟื้น หวังการเมืองไม่สะดุด "อาปิโก" มั่นใจพลิกกำไร เหตุเดือนต.ค.ยอดขายรถยนต์ แตะ 5 หมื่นคันแล้ว ลุ้นปีหน้าผลประกอบฟื้นกลับเท่าปี 2551 เตรียมทุ่ม 200-300 ล้านบาทซื้อที่ดิน-ผุดโรงงานที่จีนเพิ่ม ด้านไทยสตีลฯ เชื่อไตรมาสสุดท้ายดีกว่าไตรมาส 3/52 แต่ภาพรวมรายได้-กำไรปีนี้วูบ 25-30% ขณะที่ปีหน้าตั้งเป้าโตตามอุตสาหกรรม 15-20%
นายเย็บ ซู ชวน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อาปิโก ไฮเทค (AH) กล่าวว่า กำไรสุทธิในไตรมาส 4 ปี 2552 จะฟื้นตัวขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า เชื่อว่าจะมีกำไรสุทธิ 100 ล้านบาท เป็นอย่างต่ำ ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการทั้งปีนี้ พลิกเป็นกำไรสุทธิ หรือไม่ขาดทุนได้ จากงวด 9 เดือนที่ผลประกอบการขาดทุนสุทธิ 102 ล้านบาท
ทั้งนี้ เนื่องจากอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยในเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ทิศทางการซื้อรถยนต์ดีขึ้น โดยมียอดขายรถยนต์ทั้งอุตสาหกรรมอยู่ในระดับ 5 หมื่นคัน
อย่างไรก็ตาม จะมีผลต่อการจ่ายเงินปันผลหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการบริษัทที่จะมีขึ้นในช่วงต้นปีหน้า แต่ที่ผ่านมาบริษัทมีการจ่ายอย่างต่อเนื่องตามนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 10% ของกำไรสุทธิ
สำหรับผลประกอบการในปี 2553 บริษัทตั้งเป้าว่า น่าจะกลับมาดีในระดับเดียวกับปี 2551 ซึ่งมีรายได้จำนวน 9,516 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 241 ล้านบาท เนื่องจากมองว่าภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวและยอดขายรถน่าจะดีขึ้น ขณะที่โรงงานแห่งใหม่ที่ จ.ระยองได้เริ่มเดินการผลิตและรับรู้รายได้ และค่ายรถยนต์ที่มีฐานผลิตในไทยก็ออกรถยนต์รถใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอีโคคาร์
ทั้งนี้ จากคำสั่งสินค้าที่เพิ่มเข้ามา ส่งผลให้กำลังการผลิตของบริษัทในปี 2553 จะขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 90% จากระดับ 60% ในปีนี้ ทำให้บริษัทมีแผนสร้างโรงงานแห่งใหม่ใน จ.ระยองเพิ่ม อย่างไรก็ตาม บริษัทจะพิจารณาจากคำสั่งซื้อที่จะเข้ามาจาก 3 ค่าย คือโตโยต้า ซูซูกิ และทาทา ทั้งนี้ หากคำสั่งซื้อมากถึงระดับ 50% ของระดับกำลังการผลิตในปัจจุบัน จึงจะตัดสินใจลงทุน โดยใช้ที่ดินเดิมในจังหวัดระยอง ซึ่งมี 80-90 ไร่ โดยเป็นที่ดินว่างเปล่า 40-50 ไร่
นอกจากนี้ ปี 2553 บริษัทยังมีแผนสร้างโรงงานแห่งใหม่ในประเทศจีน หลังจากเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศจีนฟื้นตัวอย่างแท้จริง โดยจัดสรรงบลงทุน 200-300 ล้านบาท ทั้งนี้ ประเทศจีนมีศักยภาพค่อนข้างสูงทั้งอุตสาหกรรมมียอดขายรถยนต์ 11 ล้านคันต่อปี เทียบกับประเทศไทยมียอดขายรถยนต์ 1 ล้านคันต่อปี
ด้านนายสริศ พัฒนะเมลือง กรรมการบริหาร บริษัทไทยสตีลเคเบิล (TSC) ผู้ผลิตชิ้นส่วน OEM และ REM เพื่อส่งให้แก่โรงงานประกอบของลูกค้า ผู้ผลิตชิ้นส่วน และศูนย์อะไหล่ กล่าวว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมไตรมาส 4 ปี 2552 น่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นหากเทียบกับงวดครึ่งปีแรก หลังจากที่มีสัญญาณคำสั่งซื้อกลับเข้ามา แต่จะต้องติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด หากมีความรุนแรงเกิดขึ้นอาจทำให้ภาพรวมอุตสาหกรรมไม่ดีตามที่คาดการณ์ไว้
"ภาพรวมรายได้และกำไรของบริษัทปีนี้จะลดลงตามอุตสาหกรรมรวม ประมาณ 25-30% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและความวุ่นวายทางการเมือง แต่อัตรากำไรขั้นต้นน่าจะรักษาไว้ที่ 6.7% ส่วนปีหน้าคาดว่ารายได้รวมน่าจะเติบโตตามทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ที่จะเติบโต 15-20% และอัตรากำไรจะพยายามรักษาให้เท่ากับปีนี้" นายสริศกล่าว
แผนการลงทุนในปีหน้าบริษัทตั้งงบลงทุนไว้ที่ 70 ล้านบาท คิดเป็น 2% จากรายได้การขาย โดยจะนำไปใช้ซื้อเครื่องจักร ซึ่งในปีนี้บริษัทใช้งบลงทุนเพียง 40 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัทมีกระแสเงินสดอยู่ที่ 300 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามีสัดส่วนที่สูงแต่บริษัทไม่ได้มีนโยบายเปิดพอร์ตลงทุน เพราะมองว่า การมีฐานะเป็นบริษัทมหาชน ควรให้ผลตอบแทนมากกว่าที่จะนำเงินไปลงทุน เพราะการลงทุนในตลาดหุ้นมองว่ามีความเสี่ยงมากเกินไป ส่วนนโยบายการจ่ายเงินปันผล บริษัทก็คาดว่าจะรักษาอัตราการจ่ายเงินปันผลให้อยู่ในระดับเท่าเดิมไว้ได้
ทั้งนี้ ในปี 2552 มีโมเดลรถยนต์ใหม่ 4 โมเดล ปี 2553 มีโมเดลรถยนต์ใหม่ 4 โมเดล ปี 2554 มีโมเดลรถยนต์ใหม่ 5 โมเดล และปี 2555 มีโมเดลรถยนต์ใหม่ 3 โมเดล โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้าเพื่อเข้าไปประกอบชิ้นส่วนยานยนต์
ส่วนกรณีที่กลุ่มตระกูลจุฬางกูร ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ทยอยเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นโดยล่าสุดถือสัดส่วนแตะ 38% นั้น เนื่องจาก กลุ่มดังกล่าว เห็นอนาคตและราคาหุ้นก็ไม่ได้ปรับตัวขึ้นแรง จึงเข้ามาเพิ่มการลงทุน แต่ระหว่างกลุ่มผู้ถือหุ้นยังไม่ได้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องการนำกลุ่มบริษัทของตระกูลจุฬางกูรเข้าตลาดทางอ้อม (แบล็คดอร์ลิสติ้ง)
krungthepturakij
***********
24/11/52
Ford Motor เปิดแผนลงทุนกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในบราซิล
Posted on Monday, November 23, 2009
Ford Motor เปิดแผนลงทุนกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในบราซิล
หลังจากสามารถประคับประคองธุรกิจไม่ให้ล้ม และไม่ต้องพึ่งเงินรัฐมาได้ ผู้ผลิตรถอันดับ 2 ของสหรัฐฯ อย่าง Ford Motor ก็เผยถึงแผนลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในตลาดที่ยังมีศักยภาพสูง
ผู้ผลิตรถยนต์ Ford Motor เปิดเผยว่า ขณะนี้ บริษัทกำลังวางแผนลงทุนกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในบราซิล เพื่อเพิ่มระดับการผลิต โดยหวังใช้โอกาสที่ต้นทุนการกู้ยืมในประเทศตลาดเกิดใหม่นี้ยังต่ำเป็นประวัติการณ์ ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากวิกฤติครั้งล่าสุด ส่งสัญญาณว่า ความต้องการรถยนต์ใหม่จะขยายตัวอย่างรวดเร็วด้วย
Mark Fields ประธานบริษัทในภาคพื้นอเมริกา บอกว่า งบก้อนนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุน 4 พันล้านเรียลที่บริษัทเคยประกาศออกมาก่อนหน้านี้ โดยเชื่อว่า แผนการขยับขยายจะช่วยสร้างงานได้อีก 1,000 ตำแหน่ง และเร่งระดับการผลิตของโรงงานในเขตบราซิลตะวันออกเฉียงเหนือ ขึ้นจาก 250,000 คันเป็น 300,000 คันต่อปีด้วย
ปัจจุบัน Ford เป็นผู้ผลิตรถอันดับ 4 ในบราซิล เมื่อดูจากยอดขายเป็นหลัก และเป็นอันดับ 2 ในอเมริกา ตามหลังเพียง General Motors เท่านั้น
**********
24/11/52
ส่งออกรถยนต์ตค.ลดลง11.89%
ส.อ.ท.เผยยอดส่งออกรถยนต์ ต.ค.ลดลง 11.89% มาที่ 59,502 คัน
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)เผยเดือน ต.ค.52 ยอดส่งยอดส่งออกรถยนต์ลดลงจากเดือนเดียวกันของปีก่อน 11.89% มาที่ 59,502 คัน แต่ขยายตัว 20.10% จากเดือน ก.ย.52 และมียอดสูงสุดนับจากเดือน ธ.ค.51 ขณะที่ยอดขายในประเทศอยู่ที่ 53,271 คัน ขยายตัว 9.5% จากเดือน ก.ย.52 สูงสุดในรอบปี 52
"เดือนตุลาคม 2552 ส่งออกสูงสุดตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 เป็นต้นมา...ส่วนยอดขายรถยนต์ภายในประเทศสูงสุดในปีนี้" นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท.กล่าว
ทั้งนี้ ส่งผลให้ยอดส่งออกในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้(ม.ค.-ต.ค.52) อยู่ที่ 423,298 คัน ขยายตัวลดลง 36.54% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มีมูลค่า 198,498 ล้านบาท ขยายตัวลดลง 34.79% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า ประมาณการผลิตรถยนต์ช่วงเดือน พ.ย.52-ม.ค.53 จะมีจำนวน 332,164 คัน เพิ่มขึ้น 9.77% ของยอดผลิตจริงช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค.52 และเพิ่มขึ้น 21.62% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
posttoday
************
19/11/52
ยานยนต์กำไรพุ่ง229%
อุตสาหกรรมยานยนต์ฟื้นแล้วจ้า 13 บจ.อวดกำไรไตรมาส 3 กว่า 324 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 229.47% จากไตรมาส 2 บิ๊ก SAT พูดเต็มปากพ้นวิกฤต
จากการรวบรวมผลดำเนินงานงวดไตรมาส 3 ปี 2552 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในหมวด ธุรกิจยานยนต์จำนวน 13 บริษัท มีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 324.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 229.47% จากงวดไตรมาส 2 ปี 2552 ที่มีกำไรสุทธิ 98.52ล้านบาท โดยไม่นับรวมบริษัท ยานภัณฑ์ (YNP) ที่ถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งให้แก้ไขงบการเงิน
สำหรับบริษัทที่มีกำไรเติบโตอย่างโดดเด่นที่สุด คือ บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) ที่ไตรมาส 3 มีกำไรสุทธิ 97.20 ล้านบาท โตขึ้น 7,319.84% จาก ไตรมาส 2 ที่มีกำไรสุทธิเพียง 1.31 ล้านบาท รองลงมาคือ บริษัท ที. กรุงไทยอุตสาหกรรม (TKT) มีกำไรสุทธิ 17.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 987.19% จากไตรมาส 2 ที่มีกำไรสุทธิ 1.64 ล้านบาท และบริษัท อาปิโก ไฮเทค (AH) มีกำไรสุทธิ 4.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 110.85% จากไตรมาส 2 ที่ขาดทุนสุทธิ 38.42 ล้านบาท
สำหรับบริษัทที่ฟื้นตัวชัดเจน เช่น บริษัท ไทยรุ่งยูเนียนคาร์ (TRU) ขาดทุนสุทธิ 22.32 ล้าน บาท ดีขึ้น 28.45% จากไตรมาส 2 ที่ขาดทุนสุทธิ 30.91 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ YNP นั้น ไตรมาส 3 ขาดทุนหนัก 625.75 ล้านบาท หลังแก้ไขงบการเงินตามคำสั่งก.ล.ต. และขาดทุนมากขึ้นจากไตรมาส 2 ที่ขาดทุนสุทธิเพียง 245.79 ล้านบาท
นายวีระยุทธ กิตะพาณิชย์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) กล่าวว่า แนวโน้มผลดำเนินงานในงวดไตรมาส 4 จะออกมาดีกว่าไตรมาส 3 เพราะขณะนี้คำสั่งซื้อในสินค้าประเภทต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตของบริษัทขึ้นมาอยู่ ในระดับ 70% จากไตรมาส 3 ที่ผลิตเพียง 60% ทำให้รายได้จากการขายของบริษัทดีขึ้นด้วย
สำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี บริษัทมีรายได้รวม 2,929.34 ล้านบาท โดยเป็นรายได้จากการขาย 2,889.96 ล้านบาท ซึ่งการที่ยอดขายดีขึ้น ทำให้บริษัทคาดว่าเมื่อ สิ้นปีรายได้ของบริษัทจะลดลงจาก ปีก่อน 24% จากต้นปีประเมินว่ารายได้จะลดลงจากปีก่อน 25-30%
“มาถึงตอนนี้ทำให้เห็นภาพชัดเจนแล้วว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจชัดเจนแล้ว และปีหน้าก็หวังว่าน่าจะ ยังคงดีต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ” นายวีระยุทธ กล่าว
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา (AYS) ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปีนี้ของ SAT เป็น 280 ล้านบาท จากเดิมประมาณการว่าจะมีกำไร 251 ล้านบาท หลังไตรมาส 3 กำไรดีเกิน และไตรมาส 4 น่าจะดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 3 และจะมีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยทั้งปีที่ 17-18%
สำหรับปี 2553 ยอดขายจะ เพิ่มขึ้น 20% จากปีนี้ แนะนำซื้อ เก็งกำไร ให้ราคาเหมาะสมปี 2553 ที่ 13.58 บาท
posttoday
*************
18/11/52
ยอดขายโตโยต้าทั่วโลกเพิ่มครั้งแรกในรอบ 15 เดือน
Posted on Wednesday, November 18, 2009
ยอดจำหน่ายรถยนต์ทั่วโลกของบริษัทโตโยต้า ในเดือน ตุลาคมที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยสามารถจำหน่ายรถยนต์ได้ 640,000 คัน นับเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน
บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ได้ประกาศในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ว่า ทางบริษัทได้กลับมามีผลกำไรในไตรมาส 3/52 เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากความต้องการรถยนต์ประหยัดพลังงาน จากก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์ว่า ในปีนี้บริษัทจะประสบภาวะขาดทุน
ขณะที่ในปี 2551 บริษัทโตโยต้าของญี่ปุ่นสามารถไล่ตามทันบริษัทคู่แข่งอย่างเจเนอรัล มอเตอร์ส ของสหรัฐฯ จนกลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในโลก แต่ต่อมายอดขายกลับดิ่งลงอย่างหนักเป็นครั้งแรกในปีการเงินดังกล่าว ซึ่งนับถึงเดือนมีนาคม 2552
***********
18/11/52
ได้ฤกษ์รถยนต์ราคาถูกจากจีนบุกตลาดไทยเริ่มต้น 3.8 แสนบาท
Posted on Wednesday, November 18, 2009
นายวิทิต ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทย เฌอรี่ ยานยนตร์ บอกว่า ทางบริษัทจะเริ่มรุกตลาดซีตี้คาร์ในไทยมากขึ้น โดยได้นำรถ แบรนด์เฌอรี่ (Chery) จากประเทศจีนมาจำหน่าย วางกลุ่มเป้าหมายให้สามารถเข้าถึงคนได้ทุกกลุ่ม เน้นจุดเด่นทางด้าน ดีไซน์ ความปลอดภัย และประหยัด โดยราคารถเริ่มต้นอยู่ที่ 380,000 บาทสำหรับเกียร์ธรรมดาและ 420,000 บาทสำหรับเกียร์ออโต้ ส่วนเงินดาวน์อยู่ที่ 15% และผ่อนขั้นต่ำเพียงเดือนละ 5,000 – 6,000 บาทเท่านั้น
ทั้งนี้จะบริษัทเปิดตัว รถเฌอรี่ อีกครั้งในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป วันที่ 2-13 ธันวาคมนี้ ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี และจะเร่งสร้างแบรนด์ให้ติดตลาด สำหรับส่วนแบ่งการตลาดรถประเภทชิตี้ คาร์ของบริษัทจะประเมินภายหลังงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป
นายดำรง ดำรงกุลวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย เฌอรี่ ยานยนตร์ บอกว่า ได้ตั้งเป้าจำหน่ายรถยนต์เฌอรี่ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 300-400 คัน ส่วนแนวโน้มรถซิตี้คาร์ มองว่า จะมีคนหันมาใช้มากขึ้นและอาจจะมีการแข่งขันด้านราคา โดยบริษัทจะไม่เน้นเฉพาะราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่จะเพิ่มอุปกรณ์เสริมและการตกแต่งภายในรถให้ลูกค้า เพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าทั้งเรื่องราคาและดีไซน์ทันสมัย
money news update
**********
17/11/52
กลุ่มยานยนต์ ยอดขายรถเดือนต.ค. พุ่ง 53,271 คัน ตลาดรถนั่งเริ่มตื่นโตทะลัก 23% ยอดพุ่งแตะ 2.2หมื่นคัน ขณะที่ยอดขาย 10
เดือน เกิน 4.1 แสนคัน ฟากโตโยต้าชี้ เดือนพ.ย. ยังไปได้สวย หลังค่ายรถเดินหน้าอัดโปรโมชั่นกระตุ้นเพียบ (ข่าวหุ้น)
ความเห็น ยอดขายรถยนต์ในเดือน ต.ค. 52 ที่ออกมา เป็นการทำสถิติยอดขายรายเดือนสูงสุดในรอบปี โดยเป็นการปรับตัว
เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน รวมทั้งยังเพิ่มขึ้นจากเดือน ก.ย. อีก 9.5% โดยยอดขายรถยนต์ที่
เพิ่มขึ้นมาจากทั้งในส่วนของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้น 23%YoY และ 6%MoM รวมถึงรถกระบะเพื่อการพาณิชย์ขนาด 1
ตัน ที่เพิ่มขึ้น 1.5%YoY และ 14%MoM เราคาดว่าเกิดจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐฯ ที่เริ่มเห็นผลมากขึ้น
รวมทั้งค่ายรถยนต์มีการออกรายการส่งเสริมการขายออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ยอดขายรถยนต์รวม 10M52 อยู่ที่ 419,755
คันลดลง 17.7%YoY เป็นอัตราที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องจากระดับ 30% ในช่วงต้นปี โดยเราคาดว่าช่วงที่เหลือของปีอีก 2
เดือน (พ.ย.-ธ.ค.) ยอดขายรถยนต์จะมีแนวโน้มที่ปรับเพิ่มขึ้นได้อีก เนื่องจากเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของการขายรถยนต์ ที่จะมีการ
จัดงาน Motor Expo ในช่วงต้นเดือนธ.ค. และการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อย่าง Mazda 2 และ Honda Freed ที่คาดว่าจะช่วย
กระตุ้นตลาดรถยนต็ในช่วงปลายปีได้อย่างมาก ซึ่งจากทิศทางยอดขายรถยนต์ที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราให้น้ำหนัก
การลงทุนอยู่ที่ “เท่าตลาด” เช่นเดิม โดยแนะนำให้เข้าลงทุนในหุ้นยานยนต์ที่มีพื้นฐานดีอย่าง STANLY หรือ SAT เป็นหลัก
cgs
*********
16/11/52
ตลาดรถยนต์ฟื้น รถยนต์นั่งโตสุดในรอบปี
ตลาดรถยนต์เดือนตุลาคมยอดขายรวม 53,271 คัน เพิ่มขึ้น 8.8% สะสม10 เดือนขาย 419,755 คัน ลดลง 17.7% รถยนต์นั่งเติบโตสูงสุดในรอบปี ที่ 23.4%
นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานสถิติการขายรถยนต์ประจำเดือนตุลาคม 2552 ปริมาณการขาย 53,271 คัน เพิ่มขึ้น 8.8% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 22,747 คัน เพิ่มขึ้น 23.4% รถเพื่อการพาณิชย์ 30,524 คัน อัตราการเติบโตไม่เปลี่ยนแปลง รวมทั้ง รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนท์นี้ จำนวน 26,487 คัน เพิ่มขึ้น 1.5%
สถิติการขายสะสม 10 เดือนของปี 2552 มีปริมาณทั้งสิ้น 419,755 คัน ลดลง 17.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยแบ่งออกเป็น รถยนต์นั่ง 175,552 คัน ลดลง 5.0% รถเพื่อการพาณิชย์ 244,203 คัน ลดลง 25.0% รวมทั้ง รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซ็กเมนท์นี้จำนวน 211,377 คัน ลดลง 24.2%
ประเด็นสำคัญมีดังนี้
1. ตลาดรถยนต์เดือนตุลาคม มีปริมาณการขาย 53,271 คัน เพิ่มขึ้น 8.8% เติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และสูงสุดในรอบ 18 เดือน โดยตลาดรถยนต์นั่งเติบโต 23.4% สูงสุดในรอบปี จากความนิยมอย่างต่อเนื่องของรถยนต์หลายรุ่นทั้งขนาดกลางและเล็ก ในขณะที่ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ มีอัตราการเติบโตไม่เปลี่ยนแปลง โดยตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 1.5% เป็นผลจากการฟื้นตัวของภาคการลงทุนของภาคเอกชน ประกอบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ส่งผลต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อที่ไม่เปลี่ยนแปลง และราคาสินค้าการเกษตรบางชนิดมีการปรับราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง
2. ตลาดรถยนต์สะสม 10 เดือนมีปริมาณการขาย 419,755 คัน ลดลง 17.7% เป็นอัตราการเติบโตที่หดตัวน้อยที่สุดของปี เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 5.0% ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตลดลง 25.0% ทั้งนี้ยอดขายรถยนต์สะสมยังคงหดตัวแต่เป็นการหดตัวที่ชะลอลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ในท้ายไตรมาส 3 ส่งผลให้การอุปโภคบริโภคของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น การเร่งจ่ายงบประมาณภาครัฐ ตลอดจนการดำเนินการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ดำเนินการในครึ่งปีหลัง ประกอบกับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น
3. สำหรับตลาดรถยนต์เดือนพฤศจิกายน คาดว่าจะมีปริมาณการขายดีขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการแนะนำรถยนต์นั่งรุ่นใหม่ๆ ตลอดจนข้อเสนอพิเศษต่างๆ ที่แต่ละค่ายนำมาเสนอต่อผู้บริโภค เพื่อหวังบรรลุเป้าหมายทางการขายในช่วงสิ้นปี ประกอบกับราคาสินค้าการเกษตรที่รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมในการ ประกันราคาพืชผล ซึ่งจะส่งผลดีต่อตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน แต่อย่างไรก็ดี อัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจซึ่งต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดต่อไป
ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์เดือนตุลาคม 2552
1.) ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 53,271 คัน เพิ่มขึ้น 8.8%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 23,786 คัน เพิ่มขึ้น 15.8% ส่วนแบ่งตลาด 44.7%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 10,614 คัน เพิ่มขึ้น 3.2% ส่วนแบ่งตลาด 19.9%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า 9,009 คัน เพิ่มขึ้น 9.9% ส่วนแบ่งตลาด 16.9%
2.) ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 22,747 คัน เพิ่มขึ้น 23.4%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 10,983 คัน เพิ่มขึ้น 36.4% ส่วนแบ่งตลาด 48.3%
อันดับที่ 2 ฮอนด้า 8,628 คัน เพิ่มขึ้น 11.6% ส่วนแบ่งตลาด 37.9%
อันดับที่ 3 นิสสัน 693 คัน เพิ่มขึ้น 13.8% ส่วนแบ่งตลาด 3.0%
3.) ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน* (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV) ปริมาณการขาย 26,487 คัน เพิ่มขึ้น 1.5%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 11,465 คัน เพิ่มขึ้น 1.2% ส่วนแบ่งตลาด 43.3%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 9,865 คัน เพิ่มขึ้น 4.1% ส่วนแบ่งตลาด 37.2%
อันดับที่ 3 นิสสัน 1,813 คัน เพิ่มขึ้น 14.0% ส่วนแบ่งตลาด 6.8%
*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน: 2,871 คัน
โตโยต้า 1,493 คัน - มิตซูบิชิ 654 คัน - อีซูซุ 612 คัน - ฟอร์ด 112 คัน
4.) ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 23,616 คัน ลดลง 0.2%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 9,972 คัน ลดลง 0.5% ส่วนแบ่งตลาด 42.2%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 9,253 คัน เพิ่มขึ้น 2.4% ส่วนแบ่งตลาด 39.2%
อันดับที่ 3 นิสสัน 1,813 คัน เพิ่มขึ้น 14.0% ส่วนแบ่งตลาด 7.7%
5.) ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 30,524 คัน ไม่เปลี่ยนแปลง
อันดับที่ 1 โตโยต้า 12,803 คัน เพิ่มขึ้น 2.6% ส่วนแบ่งตลาด 41.9%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 10,614 คัน เพิ่มขึ้น 3.2% ส่วนแบ่งตลาด 34.8%
อันดับที่ 3 นิสสัน 1,842 คัน เพิ่มขึ้น 15.0% ส่วนแบ่งตลาด 6.0%
สถิติการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมกราคม – ตุลาคม 2552
1) ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 419,755 คัน ลดลง 17.7%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 177,666 คัน ลดลง 17.9% ส่วนแบ่งตลาด 42.3%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 85,772 คัน ลดลง 23.3% ส่วนแบ่งตลาด 20.4%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า 72,008 คัน ลดลง 0.2% ส่วนแบ่งตลาด 17.2%
2) ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 175,552 คัน ลดลง 5.0%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 78,505 คัน ลดลง 11.4% ส่วนแบ่งตลาด 44.7%
อันดับที่ 2 ฮอนด้า 67,967 คัน เพิ่มขึ้น 5.6% ส่วนแบ่งตลาด 38.7%
อันดับที่ 3 นิสสัน 6,832 คัน เพิ่มขึ้น 10.3% ส่วนแบ่งตลาด 3.9%
3) ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน* (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV) ปริมาณการขาย 211,377 คัน ลดลง 24.2%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 89,659 คัน ลดลง 22.6% ส่วนแบ่งตลาด 42.4%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 80,054 คัน ลดลง 24.1% ส่วนแบ่งตลาด 37.9%
อันดับที่ 3 นิสสัน 15,180 คัน ลดลง 24.3% ส่วนแบ่งตลาด 7.2%
*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน: 21,167คัน
โตโยต้า 12,002 คัน - อีซูซุ 4,371 คัน - มิตซูบิชิ 4,268 คัน - ฟอร์ด 526 คัน
4) ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 190,210 คัน ลดลง 27.1%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 77,657 คัน ลดลง 25.5% ส่วนแบ่งตลาด 40.8%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 75,683 คัน ลดลง 24.6% ส่วนแบ่งตลาด 39.8%
อันดับที่ 3 นิสสัน 15,180 คัน ลดลง 24.3% ส่วนแบ่งตลาด 8.0%
5) ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 244,203 คัน ลดลง 25.0%
อันดับที่ 1 โตโยต้า 99,161 คัน ลดลง 22.4% ส่วนแบ่งตลาด 40.6%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 85,772 คัน ลดลง 23.3% ส่วนแบ่งตลาด 35.1%
อันดับที่ 3 นิสสัน 15,471 คัน ลดลง 24.8% ส่วนแบ่งตลาด 6.3%
krungthepturakij*********
12/11/52
BMW ทุ่มลงทุนจีนสูงสุดในตลาดยานยนต์
Posted on Thursday, November 12, 2009
บีเอ็มดับเบิลยู เอจี บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมัน จะลงทุนในประเทศจีนเพิ่มอีก 5 พันล้านหยวน หรือประมาณ 735 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการลงทุนจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดยานยนต์ของจีนซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
ทั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยูได้ลงนามในข้อตกลงกับหุ้นส่วนจีน คือ บริษัท บริลเลียนซ์ ออโตโมทีฟ ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 8 ของจีน ในวันนี้ เพื่อขยายการร่วมทุนระยะที่สอง ซึ่งมีกำหนดจะเริ่มก่อสร้างในปีหน้า
ปัจจุบัน บริลเลียนซ์ ออโต และ บีเอ็มดับเบิลยู ได้ร่วมทุนกันผลิตรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 และ ซีรีส์ 5 ที่โรงงานในเมืองเฉินหยาง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน
money news update***********
11/11/52
ส่งออกมอเตอร์ไซค์เติบโต ฮอนด้าส่งรุ่นใหม่ดันยอด
ฮอนด้ามั่นใจยอดส่งออกรถจักรยานยนต์ปีหน้าเติบโตดี เตรียมส่งรุ่นใหม่บุกตลาด
นายอดิศักดิ์ โรหิตะศุน รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เอเชี่ยน ฮอนด้า มอเตอร์ เปิดเผยว่า แนวโน้มการส่งออก รถจักรยานยนต์ในประเทศไทยใน ปีหน้าจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง โดยเฉพาะในส่วนของการส่งออก รถจักรยานยนต์สำเร็จรูป
ทั้งนี้ เนื่องจากมีการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถจักรยานยนต์ รุ่นใหม่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นของฮอนด้าที่จะใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถ รุ่นพีซีเอกซ์ หรือค่ายรถจักรยานยนต์ที่มีการผลิตรถจักรยานยนต์ใหญ่ ในไทย
นอกจากนี้ เชื่อว่าในปีหน้าจะทำให้ตลาดส่งออกของรถจักรยานยนต์มีอัตราการขยายตัวเป็นบวก หลังจากที่แนวโน้มในปีนี้จะหดตัวอย่างมาก โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี ขยายตัวลดลงกว่า 20% มากกว่า การลดลงของตลาดในประเทศที่ 12%
สำหรับปัจจัยสำคัญมาจากภาวะ เศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบจาก การที่ฐานผลิตแต่ละแห่งหันไปใช้ชิ้นส่วนในประเทศกันมากขึ้น ก็ทำให้ตลาดส่งออกของประเทศไทย หดตัว
“ปีหน้าถ้าเราสามารถส่งออก รถจักรยานยนต์สำเร็จรูปได้ ก็จะส่งผลดีทั้งเรื่องการเป็นฐานผลิตของไทย และทำให้มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผมมองว่ามีโอกาส เพราะอย่างพีซีเอกซ์ที่จะเปิดตัวในประเทศไทย จะใช้เป็นฐานส่งออกจำนวนมาก รวมถึงการส่งกลับไปจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นเช่นกัน” นายอดิศักดิ์ กล่าว
สำหรับฮอนด้านั้น ในปีนี้ยังไม่เห็นผลกระทบที่ชัดเจนสำหรับตลาดในประเทศ โดยคาดว่าจะสามารถ รักษายอดจำหน่าย 1.5 แสนเครื่องเอาไว้ได้ เนื่องจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลช่วยสร้างรายได้ให้ประชาชนระดับรากหญ้าโดยตรง
ด้านตลาดส่งออกในปีนี้น่าจะลดลงเหลือ 1.3 ล้านเครื่อง จากปกติที่ส่งออกประมาณ 1.7 ล้านเครื่อง หรือหดตัวไปประมาณ 26% จากตลาดสหรัฐและยุโรป
posttoday*************
05/11/52
โตโยต้า เตรียมถอนตัวจาก F1 หลังจบฤดูกาล 2552
โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป แถลงข่าวการถอนตัวจากการแข่งขันรถสูตร 1 หรือฟอร์มูลาวันเมื่อจบฤดูกาลแข่งขันปัจจุบัน โดยให้เหตุผลว่าต้องการลดต้นทุน ตามรอยฮอนด้า มอเตอร์ โค บริษัทผลิตยานยนต์อันดับ 2 ของญี่ปุ่นที่ตัดสินใจถอนตัวไปก่อนแล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมา
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โตโยต้าไม่ต้องการแบกรับต้นทุนการทำทีมฟอร์มูลาวันที่สูงถึงปีละหลายสิบล้านเยน ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้ทำให้ไม่เหลือบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นในการแข่งขันฟอร์มูลาวันแม้แต่บริษัทเดียว และโตโยต้ากำลังมองหาบริษัทในยุโรปให้มาเทคโอเวอร์ทีมฟอร์มูลาวันต่อไป
โตโยต้ามีตัวเลขขาดทุนจากการดำเนินงาน 461,010 ล้านเยนในปีงบการเงิน 2551 ซึ่งถือว่าเป็นปีแรกที่ขาดทุนนับตั้งแต่ปีงบการเงิน 2480 และคาดว่าจะขาดทุนเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันในปีงบ 2552 ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมีนาคมปีหน้า โดยคาดว่าอาจมีตัวเลขขาดทุนจากการดำเนินงานถึง 7.5 แสนล้านเยน ซึ่งถือว่าแย่สุดเป็นประวัติการณ์
หลังถอนตัวจากการแข่งขันฟอร์มูล่าวัน หรือ เอฟวัน โตโยต้าจะหันไปให้ความสำคัญกับการพัฒนารถประหยัดพลังงานซึ่งเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้บริษัทได้เป็นอย่างดี โดยดูได้จากรถไฮบริดรุ่นพรีอุสของโตโยต้าที่มียอดขายอย่างท่วมท้น
ทั้งนี้ โตโยต้าเข้าร่วมการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวันเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2545 โดยหวังพัฒนาความสามารถด้านเทคโนโลยีและสร้างภาพลักษณ์ในยุโรป และเคยกล่าวว่าจะร่วมแข่งจนถึงปี 2555 โดยโตโยต้ารั้งอันดับ 5 จากทั้งหมด 10 ทีมในปีนี้
***********
03/10/52
"ฮอนด้า"ฟุ้งส่งออกปี"52ทะลุ7หมื่นล. 9เดือนซิตี้แชมป์-จยย.เริ่มมีออร์เดอร์
ไตรมาส 4 ยอดส่งออกฮอนด้าดีขึ้น คาดส่งออกปี"52 มากกว่า 70,000 ล้านบาท ชูไทยฐานผลิตมอเตอร์ไซค์พีซีเอ็กซ์ ส่งทั่วโลก
นายฟูมิฮิโกะ อิเคะ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ยอดส่งออกผลิตภัณฑ์ของฮอนด้าประเทศไทยในช่วง 9 เดือนแรกมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 51,459 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 37%
สำหรับยอดส่งออกในไตรมาส 3 ของ ปีนี้มีมูลค่า 20,067 ล้านบาท ลดลง 21% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาเทียบกับไตรมาสแรกและไตรมาส 2 ซึ่งลดลง 40% และ 46% ตามลำดับ คาดการณ์ว่าการส่งออกในไตรมาส 4 จะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ฮอนด้ายังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ ใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก ทั้งนี้คาดว่ายอดส่งออกถึงสิ้น ปี 2552 จะมีมูลค่ามากกว่า 70,000 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้ว 32% รวมมูลค่าสะสม 625,665 ล้านบาท
สำหรับตลาดรถยนต์ใน 9 เดือนแรก ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปและชิ้นส่วน เพื่อการประกอบรถยนต์มีมูลค่าทั้งสิ้น 31,781 ล้านบาท ลดลง 39% จากช่วงเวลาเดียวกัน ปีที่แล้ว ยอดส่งออกในไตรมาส 3 มีมูลค่า 13,240 ล้านบาท ลดลง 17% จากไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว แสดงให้เห็นว่าการส่งออกมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น และการส่งออกชิ้นส่วนเพื่อการประกอบรถยนต์ในไตรมาส 3 มีมูลค่า 6,824 ล้านบาท คิดเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้น 3% เนื่องมาจากประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียมีการเพิ่มจำนวนการผลิต
รถยนต์สำเร็จรูปในช่วง 9 เดือนแรก ฮอนด้าส่งออกทั้งหมด 30,052 คัน โดยฮอนด้า ซิตี้ถือเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุด ยอดส่งออกทั้งสิ้น 11,505 คัน ตามมาด้วยฮอนด้า ซีวิค 7,484 คัน และฮอนด้า แจ๊ซ 5,189 คัน รวมทั้ง 3 รุ่น คิดเป็นสัดส่วน 80.5% ของจำนวนรถยนต์ที่ส่งออกทั้งหมด ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดโลกให้ความนิยมในรถยนต์นั่งขนาดเล็กเพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันฮอนด้าส่งออกรถยนต์จากประเทศไทยไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก
รถจักรยานยนต์ การส่งออกรถจักรยานยนต์สำเร็จรูปและชิ้นส่วนเพื่อการประกอบรถจักรยานยนต์ในช่วง 9 เดือนแรกมีมูลค่า 11,189 ล้านบาท ลดลง 35% จากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้ว โดยยอด ส่งออกในไตรมาส 3 มีมูลค่าทั้งสิ้น 3,998 ล้านบาท ลดลง 28% จากไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว การส่งออกชิ้นส่วนเพื่อการประกอบรถจักรยานยนต์เริ่มส่งสัญญาณ ฟื้นตัวเนื่องมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดหลัก เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย
นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังจะเป็นฐานการผลิตรถจักรยานยนต์รุ่นพีซีเอ็กซ์ โดยจะเริ่มส่งออกรถรุ่นดังกล่าวไปยังประเทศกลุ่มอาเซียนในต้นปี 2553 และจะทยอยส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา ฯลฯ ต่อไป ขณะที่เครื่องยนต์อเนกประสงค์ ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องยนต์อเนกประสงค์เพื่อส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของฮอนด้า ปัจจุบันส่งออกไปจำหน่ายกว่า 80 ประเทศทั่วโลก ในตลาดหลักคือ สหรัฐอเมริกา และยุโรป โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2552 ฮอนด้าส่งออกเครื่องยนต์อเนกประสงค์แบบสำเร็จรูปและชิ้นส่วนจำนวนทั้งสิ้น 933,285 เครื่อง คิดเป็นมูลค่า 5,697 ล้านบาท ลดลง 28% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้ว
ในไตรมาส 3 ฮอนด้าส่งออกเครื่องยนต์อเนกประสงค์จำนวนทั้งหมด 321,456 เครื่อง เป็นมูลค่า 1,925 ล้านบาท ลดลง 16% แม้ว่าความต้องการในตลาดหลัก คือสหรัฐอเมริกา และยุโรป ยังคงชะลอ ตัว แต่ฮอนด้าสามารถขยายการส่งออกเครื่องยนต์อเนกประสงค์ในตลาด แถบภูมิภาคเอเชีย อาทิ เวียดนาม อินโดนีเซีย ไต้หวัน เกาหลี เป็นต้น
ชิ้นส่วนอะไหล่ อุปกรณ์ตกแต่ง และแม่พิมพ์ : สำหรับชิ้นส่วนอะไหล่ยังคงมีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 9 เดือนแรกมีมูลค่าการส่งออก 1,769 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้ว แต่ด้านอุปกรณ์ตกแต่งและแม่พิมพ์มีการชะลอตัว ในช่วง 9 เดือนแรกยอด ส่งออกมีมูลค่าทั้งสิ้น 2,792 ล้าน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้ว 27%
prachachart
**********
02/10/52
ยอดขายรถยนต์เดือนต.ค.ของ ญี่ปุ่นเพิ่ม 12.6%
Posted on Monday, November 02, 2009
สมาคมผู้แทนจำหน่ายยานยนต์แห่งญี่ปุ่น ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ในญี่ปุ่นเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 12.6% มาอยู่ที่ 263,506 คันจาก 233,922 คันในเดือนเดียวกันปีก่อน แต่ลดลงจาก 310,991 คันในเดือนก่อนหน้า โดยยอดขายรถยนต์นั่งและรถยนต์ขนาดเล็กในเดือนดังกล่าวเพิ่มขึ้น 2.4% และ 15.5% ตามลำดับ ขณะที่ยอดขายรถบรรทุกลดลง 28.4% และยอดขายรถโดยสารลดลง 21.1%
ยอดขายรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นผลดีจากที่รัฐบาลมีมาตรการอุดหนุนผู้ซื้อรถยนต์ไฮบริด ซึ่งมีคุณสมบัติในการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ขณะที่ในวันนี้ นายกรัฐมนตรียูกิโอะ ฮาโทยาม่าของญี่ปุ่นประกาศว่า รัฐบาลจะใช้งบประมาณ 3 ล้านล้านเยนในการกระตุ้นเศรษฐกิจจนถึงเดือนมีนาคม 2553
money news update
**********
28/10/52
ฮอนด้ามอเตอร์มีกำไรQ3ลดลงจากปีที่แล้ว56%
28 ตค. 2552 09:14 น.
ฮอนด้า มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่น ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 3 มีกำไรลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 56% โดยมีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 54,000 ล้านเยน หรือป 19,900 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่เคยได้กำไรถึง 123,300 ล้านเยน อย่างไรก็ตาม ผลกำไรของฮอนด้าที่ลดลงถือว่าไม่มากอย่างที่คาดไว้ และเชื่อว่าผลกำไรตลอดทั้งปีนี้ จะเป็นไปตามเป้าที่บริษัทวางไว้ ส่วนสาเหตุที่ทำให้ผลกำไรของ ฮอนด้า ลดลง เกิดจากเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นอย่างมาก เมื่อเทียบกับเงินสกุลสำคัญอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อยอดขาย โดยเฉพาะ ในตลาดต่างประเทศ โดยตลาดในประเทศยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งการยกเว้นภาษี และให้งบประมาณสนับสนุนในการพัฒนารถยนต์ไฮบริด
***********
27/10/52
ยอดส่งออกรถยนต์ก.ย.ลดลง 33.71%
27 ตค. 2552 13:38 น.
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหรือ ส.อ.ท.เปิดเผยว่า ยอดการส่งออกรถยนต์ในเดือน ก.ย. ลดลง 33.71% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 49,542 คัน แต่มากกว่าเดือน ส.ค.14.72% หรือคิดเป็นมูลค่าการส่งออก 23,896.37 ล้านบาท ลดลง 30.04% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนการผลิตรถยนต์มีจำนวน103,390 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16.51% ขณะที่การผลิตรถยนต์ช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ มีจำนวน 651,628 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 39.03%
ขณะที่ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศอยู่ที่ 48,649 คัน เพิ่มขึ้นจากจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.60% และมากกว่าเดือน ส.ค. 12.48% เนื่องจากกำลังซื้อของประชาชนเพิ่มขึ้นจากแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ส่งผลให้การบริโภคขยายตัว ภาคการส่งออกเริ่มติดลบน้อยลงและการท่องเที่ยวจากต่างประเทศเริ่มดีขึ้น
ทั้งนี้ คาดว่าการผลิตรถยนต์ในช่วงไตรมาสที่ 4 จะมีจำนวน 316,558 คัน เทียบกับยอดผลิตจริงในไตรมาสที่ 3 ซึ่งมี 262,543 คัน เพิ่มขึ้น 54,015 คัน หรือ 20.57% แต่หากเทียบกับยอดผลิตจริงในไตรมาสที่ 4 ปีที่แล้ว ที่อยู่ที่ 325,310 คันแล้ว ลดลง 8,752 คัน หรือ 2.69% นอกจากนี้ คาดว่าทั้งปีนี้ จะส่งออกได้ตามเป้าที่ 510,000 คัน
*************
26/10/52
“อีโคคาร์” กู้วิกฤตยานยนต์ไทย ได้ขับแน่มีนาคมปีหน้า
Posted on Monday, October 26, 2009
อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีในวงการว่าไทยเป็นฐานการผลิตรถปิคอัพรายใหญ่ของโลก แต่แนวโน้มของรถยนต์ในอนาคตจะต้องประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้แผนการส่งเสริมการผลิตอีโคคาร์เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยมีการกำหนดคุณสมบัติตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะมาตรฐานยุโรป ซึ่งถือได้ว่ามีประสิทธิภาพสูง อาทิ การใช้น้ำมันเพียง 5 ลิตร และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 120 กรัมต่อ 1 กิโลเมตร เท่านั้น โดยในขณะนี้มีผู้ขอรับการส่งเสริมการลงทุนและได้เริ่มพัฒนารถอีโคคาร์ในประเทศไทยไปแล้ว 6 ราย คาดว่าในปีหน้าจะเริ่มออกสู่ตลาดประมาณ 2 ราย
สิทธิประโยชน์ที่ผู้ผลิตได้รับคือจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี ลดภาษีนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ รวมถึงชิ้นส่วนที่ยังผลิตไม่ได้ในประเทศเป็นเวลา 2 ปี ตลอดจนการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนได้ประมาณ 3-5 หมื่นบาทต่อคัน โดย BOI กำหนดว่าภายใน 5 ปีหลังได้รับสิทธิประโยชน์จะต้องมีรถออกสู่ตลาดประมาณ 1 แสนคัน โดยจะจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ
เพียงใจ แก้วสุวรรณ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และรองผู้จัดการใหญ่ รัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท สยามนิสสัน ออโตโมบิล จำกัด คาดว่า ในปีนี้ผู้ประกอบการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยจะสามารถผลิตรถยนต์ได้ 1 ล้านคัน จากเดิมที่คาดว่าจะผลิตได้ 9.4 แสนคัน โดยคาดว่าจะส่งออกได้ 5.1 แสนคัน ทั้งนี้เพราะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ยอดขายในประเทศอาจไม่เพิ่มมากนัก เพราะคนไทยยังไม่มั่นใจที่จะบริโภค แม้ว่าจะมีเงินในกระเป๋าก็ตาม
นิสสันเตรียมนำรถอีโคคาร์ออกสู่ตลาดในราวเดือนมี.ค. ปีหน้า ซึ่งเป็นการออกแบบใหม่หมดทั้งคัน มีขนาดเล็ก เน้นความคล่องตัว โดยจะเน้นตลาดในประเทศเป็นหลัก และได้รับการส่งเสริมจาก BOI มาตั้งแต่ปี 2550 และในปีที่ 5 - 8 คือประมาณปี 2555 – 2558 จะต้องผลิตให้ได้ปีละ 1 แสนคัน ทั้งนี้การผลิตตามมาตรฐานที่ทาง BOI กำหนด และการที่ต้องใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ต้นทุนถูกลง และน่าจะสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ โดยมีเอเชียเป็นตลาดหลัก I
hard topics
************
23/10/52
“ฮุนได” กำไร Q 3 พุ่งทำสถิติสูงสุดรายไตรมาส
เอพี รายงานว่า ฮุนได มอเตอร์ บริษัทรายใหญ่ของเกาหลีใต้ รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3 เท่า
โดยฮุนไดมีรายได้สุทธิพุ่งแตะระดับ 979.2 พันล้านวอน (ราว 827.3 ล้านดอลลาร์) ในช่วงไตรมาส 3 ที่สิ้นสุด ณ 30 กันยายน เทียบกับ 264.8 พันล้านวอนในช่วงเดียวกันของปีก่อน
“คี จิน-โฮ” โฆษกของฮุนได ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวทำสถิติสูงสุดในรายไตรมาส แซงหน้าไตรมาส 2 ของปีนี้ที่เคยทำสถิติสูงสุดที่ 811.85 พันล้านดอลลาร์
ยอดขายของฮุนไดในไตรมาสล่าสุดพุ่งขึ้น 33.8% อยู่ที่ 8.1 ล้านล้านวอน เพิ่มจาก 6.1 ล้านล้านวอนในปีก่อนหน้า
ในส่วนยอดขายในตลาดโลก เพิ่มขึ้น 41% อยู่ที่ 824,181 คัน เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ยอดขายของฮุนไดโตขึ้น 7.5% อยู่ที่ 2.23 ล้านคัน
บริษัทระบุว่า ในไตรมาส 3 ฮุนไดมีส่วนแบ่งตลาด 5.5% ในตลาดรถยนต์โลก เพิ่มจาก 4.4% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 5.2% ในไตรมาส 2 ของปีนี้
ทั้งนี้ ฮุนไดใช้การตลาดที่สร้างสรรค์ ทำให้ได้รับความสนใจ แม้ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญที่ให้ลูกค้าในสหรัฐและบางประเทศสามารถคืนรถที่ซื้อไปได้ หากพวกเขาตกงาน นอกจากนี้บริษัทยังได้ประโยชน์จากค่าเงินวอนที่อ่อนค่าลง ทำให้สินค้าของฮุนไดสามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น
prachachart
*********
21/10/52
เกรดหุ้นยานยนต์ยังปกติ
ยอดขายรถยนต์รวมเดือนก.ย. ปรับ สูงขึ้นครั้งแรกในรอบปี แต่เกรดหุ้นยานยนต์ยังปกติ
ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือนก.ย. มีจำนวนทั้งสิ้น 48,649 คัน เพิ่มขึ้น 1.60% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยยอดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ 21,426 คัน ปรับตัวดีขึ้น 14.66% ซึ่งเป็นการปรับตัวดีขึ้นสูงสุดในรอบปี อย่างไรก็ตาม ยอดขายในส่วนของรถยนต์เชิงพาณิชย์ยังคงปรับตัวลดลง 6.75% โดยเป็นการปรับตัวลดลง ของรถกระบะ 1 ตัน 6.54%
รวม 9 เดือนยอดขายรถยนต์ในประเทศอยู่ที่ 366,484 คัน ลดลง 20.55% จาก ช่วงเดียวกันของปีก่อน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลลดลงน้อยสุด 8.16% ด้วยจำนวน 152,805 คัน จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจำนวน 152,805 คัน ลดลง 8.16% และรถยนต์เชิงพาณิชย์จำนวน 213,679 คัน ลดลง 27.54% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) ได้ปรับคำแนะนำเป็น “ลงทุนปกติ” จากน้อยกว่าปกติ และแนะนำให้ซื้อสูงสุดใน หุ้นบริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) ราคาพื้นฐาน 11.50 บาท
สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ แม้ว่าทางโตโยต้าปรับลดคาดการณ์ยอดขายรถยนต์ปี 2552 ลงมาอยู่ที่ 4.8 แสนคัน ลดลง 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (จากประมาณการเดิมที่คาดว่าลดลง 15.4%) โดยเฉลี่ยราว 3.8 หมื่นคันต่อเดือน
บล.ฟิลลิป มองว่าเป็นการประมาณการอย่างระมัดระวัง เนื่องจากแนวโน้มยอดขายรถยนต์ในช่วงปลายปีมักจะปรับตัวสูงขึ้นจากการออกรถยนต์รุ่นใหม่ และปรับเปลี่ยนโฉมเพื่อกระตุ้นยอดขายช่วงปลายปี
ในส่วนของปี 2553 คาดว่ายอดขายรถยนต์จะดีขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจที่ได้รับการกระตุ้นจากภาครัฐ ประกอบกับราคาผลผลิตทางการเกษตรที่คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น
ด้านสถาบันวิจัยนครหลวงไทย คาดว่าอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์พ้นจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/2552 แล้ว และเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2553 ยังคงเป็นการฟื้นตัวอย่างเปราะบาง โดยเฉพาะภาคการส่งออก เนื่องจากสถานการณ์ยอดขายรถยนต์ในประเทศต่างๆ ที่แม้ว่าจะเริ่มฟื้นตัว แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงอีกครั้ง
นอกจากนี้ ประเมินว่าต้องใช้เวลาประมาณ 3 ปี ยอดผลิตรถยนต์ของไทยจึงจะฟื้นกลับสู่ระดับเดิมก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาได้สะท้อนการคาดการณ์ถึงการฟื้นตัวของผลประกอบการในปี 2553 แล้ว ดังนั้นจึงมีมุมมองว่าน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มยานยนต์ที่เหมาะสมจึง เป็นเพียง “ปกติ”
คาดว่ายอดขายรถยนต์ในประเทศได้รับอานิสงส์จากโครงการไทยเข้มแข็ง : ประเมินว่ายอดขายรถยนต์โดยเฉพาะรถปิกอัพ 1 ตัน และรถมอเตอร์ไซค์จะฟื้นตัวได้ในไตรมาส 4/2552 และต่อเนื่องในไตรมาส 1/2553 จากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” ที่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคโดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด
ดังนั้น ประเมินว่ายอดขายของหุ้นในกลุ่มยานยนต์ที่มียอดขายอิงกับรถปิกอัพ 1 ตัน SAT และบริษัท อาปิโก้ ไฮเทค (AH) และรถมอเตอร์ไซค์ (บริษัท ไทย แสตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) และบริษัท อีโนเวรับเบอร์ (IRC) จะได้รับประโยชน์จากโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” มากที่สุด
ฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ต้องใช้เวลาอีก 3 ปี จึงจะกลับสู่ระดับเดิม : ประเมินว่าอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ของประเทศไทยต้องใช้เวลาประมาณ 3 ปี (หรือปี 2555) ยอดผลิตรถยนต์จึงกลับสู่ภาวะปกติก่อนเกิดวิกฤตเลห์แมนฯ คือ ประมาณ 1.4 ล้านคันต่อปี เช่นเดียวกับยอดขายของหุ้นในกลุ่มยานยนต์ก็ต้องใช้เวลา 3 ปีเช่นกัน จึงจะมียอดขายกลับสู่ระดับเดิมในปี 2551
นอกจากนี้ ในช่วงปี 2553 แม้ว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศจะเริ่มฟื้นตัว แต่ยังคงมีความเสี่ยงเรื่องการส่งออกที่อาจชะลอตัวลง หากรัฐบาลประเทศต่างๆ ยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลง
สถาบันวิจัยนครหลวงไทย ยังคงคำ แนะนำ “ขาย” SAT : การที่ SAT ได้ทำการ ขอเลื่อนชำระหนี้เงินกู้กับสถาบันการเงินออกไป ทำให้ติดภาระผูกพันที่ทำให้ไม่สามารถจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้จน กว่าจะทำการชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าว คาดว่า SAT จะไม่สามารถจ่ายปันผลสำหรับ ผลประกอบการปี 2552 และอาจต่อเนื่องจนถึงครึ่งแรกของปี 2553 ได้ ดังนั้น แม้ผลประกอบการจะเริ่มฟื้นตัวตามภาวะอุตสาหกรรมโดยรวมก็ตาม
แต่สถาบันวิจัยนครหลวงไทย ยังคงคำแนะนำ “ขาย” SAT โดยประเมินมูลค่าเหมาะสมปี 2553 ไว้เท่ากับ 12.9 บาท
posttoday
***********
20/10/52
ยอดผลิตรถยนต์ในจีนพุ่งแตะ 10 ล้านคันแล้ว
Posted on Tuesday, October 20, 2009
สมาคมผู้ผลิตยานยนต์ของจีน (CAAM) ระบุว่า การผลิตรถยนต์ในประเทศนับตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงปัจจุบันได้พุ่งแตะ 10 ล้านคันแล้ว นับเป็นประเทศที่ 3 ในโลกที่มียอดการผลิตรถต่อปีทะลุหลัก 10 ล้านคัน ตามหลังสหรัฐฯและญี่ปุ่น
ยอดขายที่ทะลุหลัก 10 ล้านคันในปีนี้ทำให้ สมาคมผู้ผลิตยานยนต์ได้จัดงานเฉลิมฉลอง ร่วมกับ สมาคมวิศวกรรมยานยนต์ของจีนที่สำนักงานใหญ่ของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง First Automobile Works Group ในฉางชุน เมืองหลวงของมณฑลจีหลินทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน
ขณะที่ผู้ประกอบการยานยนต์ คาดว่า ยอดขายรถยนต์ในจีนปีนี้มีมากถึง 12 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มียอดขายราว 8.8 ล้านคัน ซึ่งเป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ทำให้เศรษฐกิจจีนเริ่มฟื้นตัว ประกอบกับมาตรการภาษีรถยนต์ จนขณะนี้จีนสามารถแซงหน้าสหรัฐฯ กลายเป็นประเทศที่มียอดขายรถยนต์มากที่สุดในโลกไปแล้ว และในปีหน้านั้นยังต้องลุ้นว่า ทางการจีนจะขยายมาตรการด้านภาษีรถยนต์และอุดหนุนอุตสาหกรรมยานยนต์หรือไม่
money news update************
16/10/52
Automotive ยอดขายรถยนต์เดือน ก.ย. 2552 เพิ่มขึ้น 12.48% mom และ 1.6% yoy (ที่มา : www.toyota.co.th)
ความเห็นนักวิเคราะห์ :
ยอดขายรถยนต์รวมทุกประเภทเดือน ก.ย. 2552 : โตโยต้ารายงานยอดขายรถยนต์ในประเทศไทยเดือน ก.ย. 2552 เท่ากับ 48,649 คัน เพิ่มขึ้น 12.48% mom และ 1.6% yoy ซึ่งถือว่าเป็นยอดขายรายเดือนในระดับสูงที่สุดของปี 2552 ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่ายอดขายรถยนต์ในประเทศนั้นได้พ้นจุดต่ำสุดอย่างชัดเจนแล้ว อย่างไรก็ตามหากแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 1) รถยนต์นั่ง และ 2) รถปิกอัพ 1 ตัน จะเห็นได้ชัดว่ายอดขายรถยนต์ในประเทศเดือน ก.ย. 2552 ที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการเติบโตของยอดขายรถยนต์นั่งที่เติบโตสูงถึง 14.7% yoy และ 20.4% mom เป็น 21,426 คัน สอดคล้องกับมุมมองเดิมของ SCRI ว่ายอดขายรถยนต์นั่งจะเติบโตได้ดีกว่ารถปิกอัพ 1 ตัน และยังมีปัจจัยบวกเรื่องรถยนต์รุ่นใหม่เช่น โตโยต้า คัมรี่ ไฮบริด ขณะที่ยอดขายรถปิกอัพ 1 ตันในเดือน ก.ย. 2552 ลดลง 6.5% yoy แต่เพิ่มขึ้น 6.35% mom เป็น 23,161 คัน ทั้งนี้ SCRI คาดยอดขายรถปิกอัพ 1 ตันจะเริ่มฟื้นตัวได้ในช่วงปลายปี 2552 และในช่วงปี 2553 เนื่องจากได้รับอานิสงค์จากมาตรการไทยเข้มแข็ง ขณะที่ยอดขายรถยนต์นั่งจะได้รับอานิสงค์จากรถยนต์รุ่นใหม่ที่จะเริ่มออกสู่ตลาดในช่วงปลายปี 2552
ยังคงน้ำหนักการลงทุนเป็น “Neutral” : แม้ SCRI จะประเมินว่ายอดขายรถยนต์ในประเทศจะเริ่มฟื้นตัวและเข้าสู่ High Season ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี แต่เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอีกปัจจัยหนึ่งยังคงอยู่ที่ยอดการผลิตเพื่อส่งออก เนื่องจากประเทศที่เป็นฐานลูกค้าหลักของการส่งออกรถยนต์จากประเทศไทยเช่นสหรัฐฯและยุโรป ยังคงมีความเสี่ยงในเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว และคาดว่าภายหลังจากสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เช่นมาตรการ “Crash for Clunkers” จะทำให้ยอดขายรถยนต์ในต่างประเทศมีโอกาสชะลอตัวลงอีกครั้ง ดังนั้น SCRI จึงยังคงน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มยานยนต์ เป็นระดับ “Neutral” และยังคงคำแนะนำ “ขาย” SAT (มูลค่าเหมาะสม 12.90 บาท) เนื่องจากคาดว่าจะไม่สามารถจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นสำหรับผลประกอบการช่วงปี 2552 และ 1H/53 ได้ เพราะยังคงมีภาระผูกพันกับสถาบันการเงินเรื่องการขอเลื่อนชำระหนี้เงินกู้ออกไป
**********
08/10/52
คาดยอดขายรถยนต์จีนปีหน้าชะลอความร้อนแรง
Posted on Thursday, October 08, 2009
นายชิพปิ้ง ต่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารไชน่าออโต้ ลอจิสติคส์ ผู้นำเข้ารถยนต์รายใหญ่ของจีน คาดว่า ตลาดยานยนต์จีนในปีหน้าจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง เหลือประมาณ 15% หลังจากที่คาดว่ายอดขายในปีนี้ที่จะขยายตัวสูงเกือบ 40% นับเป็นการขยายตัวที่สูงอย่างมาก และทำให้จีนสามารถขึ้นแท่นกลายเป็นตลาดรถรายใหญ่สุดของโลก
เมื่อปีที่แล้วยอดขายรถในจีนมีเพียง 8.8 ล้านคันเนื่องจากตลาดได้รับผลกระทบหนักจากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย แต่นายตงคาดว่า ยอดขายรถในปีนี้จะเพิ่มขึ้นแตะ 12 ล้านคัน อันเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวแล้ว รวมถึงมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาล
แต่ตลาดยานยนต์ปีหน้าอาจจะมีแรงกระตุ้นที่ลดลง เนื่องจากทางการจีนยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะใช้มาตรการให้เงินช่วยเหลือและลดหย่อนภาษียานยนต์ต่อไปในปีหน้าหรือไม่ แต่ทางศูนย์ข้อมูลแห่งรัฐซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปรึกษาของรัฐบาล กำลังโน้มน้าวให้รัฐบาลขยายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป ทั้งนี้ ชาวจีนที่ซื้อรถต่างชาติส่วนมากนิยมรถโตโยต้า ขณะที่เจเนอรัล มอเตอร์ ก็ติด 1 ใน 5 อันดับ
money news update
***********
05/10/52
มิตซูบิชิตั้งเป้าครองมาร์เก็ตแชร์ปีนี้ 4%
Posted on Monday, October 05, 2009
นายจารุกร เรืองสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด บอกว่า ยอดการจำหน่ายรถยนต์ของบริษัทตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ คือเดือนเมษายนถึงกันยายน มียอดขายรวม 10,000 คัน ซึ่งปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอลง ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
แต่ยังมั่นใจว่า ในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ หรือ จนถึงเดือนมีนาคม 2553 บริษัทจะสามารถจำหน่ายรถยนต์ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 23,400 คัน และมีส่วนแบ่งการตลาดที่ 4 % เพราะเศรษฐกิจมีสัญญาณที่ดีขึ้น รวมถึงบริษัทมีการออกรถยนต์รุ่นใหม่ในทุกประเภทสินค้า จึงน่าจะดึงดูดให้ผู้บริโภคสนใจซื้อรถยนต์ได้
นายจารุกร บอกอีกว่า ขณะนี้บริษัทได้เพิ่มชั่วโมงการทำงานเป็น 2 กะเท่าเดิม จากก่อนหน้าที่มีการลดชั่วโมงการทำงานลงเพราะวิกฤตเศรษฐกิจ เพราะมีความมั่นใจในภาวะเศรษฐกิจ ตลอดจนการส่งออกที่เริ่มมีคำสั่งซื้อกลับเข้ามา โดยบริษัทยังคงกำลังการผลิตไว้ที่ 2 แสนคัน เท่าเดิม แบ่งเป็นรถกระบะ 1.5 แสนคัน และรถยนต์ส่วนบุคคล 5 หมื่นคัน
*********
02/10/52
"นิสสัน" ประกาศความพร้อมขาย "อีโคคาร์" เดือน มี.ค. 2553 ปูพรมแจงรายละเอียดตัวรถให้ลูกค้าปลายเดือน ต.ค.ปีนี้ ตั้งเป้าขายปีแรก 1 หมื่นคัน
นายโทรุ ฮาเซกาวา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า วานนี้ (1 ต.ค.) ได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นเวลา 30 นาที เพื่อรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการรถเล็กประหยัดพลังงาน หรืออีโคคาร์ (Eco Car) ของนิสสัน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการเติบโตของรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ซึ่งเป็นทิศทางใหม่ของโลกและพลังงาน และเชื่อว่าจะเป็นคลื่นลูกที่ 2 ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ต่อจากการเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพ 1 ตัน
พร้อมขายอีโคคาร์ มี.ค. 53
นายฮาเซกาวา กล่าวว่า ได้รายงานให้นายกรัฐมนตรี ทราบว่า โครงการลงทุนผลิตรถอีโคคาร์ จะช่วยสร้างสรรค์เศรษฐกิจของประเทศไทยได้ โดยนิสสันยืนยันแผนการลงทุนอีโค คาร์ มูลค่าโครงการ 5,050 ล้านบาทเช่นเดิม แม้ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะชะลอตัว พร้อมจ้างงานเพิ่มกว่า 1,000 ตำแหน่ง และได้เลือกวันที่ 1 ต.ค. 2552 ซึ่งเป็นวันที่ภาษีสรรพสามิตรถอีโคคาร์ในอัตรา 17% เริ่มมีผลบังคับใช้ มาเป็นวันเริ่มโครงการอีโคคาร์ของนิสสันอย่างเป็นทางการ
"ตอนนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่า รถอีโคคาร์ ของนิสสันจะมีราคาเท่าใด เพราะเวลาที่เหลืออีก 6 เดือนนั้น สามารถปรับเปลี่ยนด้วยการลดต้นทุนหรือปรับปรุงสเปครถได้อีก แต่ยืนยันว่าราคาจำหน่ายจะสมเหตุสมผล คนทั่วไปครอบครองได้ ไม่ผิดหวังแน่นอน" นายฮาเซกาวาระบุ
นายฮาเซกาวา กล่าวว่า อีโคคาร์ ถูกพัฒนาขึ้นด้วยแนวคิด "รถที่ใช่ ในเวลาที่ถูกต้อง และสถานที่ที่เหมาะสม" ทั้งนี้ นิสสันพร้อมที่จะเผยแพร่รายละเอียดของรถให้กับผู้บริโภคได้ในช่วงปลายเดือน ต.ค.นี้ และพร้อมจะเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในงาน "บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2010" ในเดือน มี.ค.ปีหน้า ทั้งนี้ นิสสันกำหนดเป้าหมายการผลิตในปีแรก 3 หมื่นคัน โดยแบ่งเป็นการจำหน่ายในประเทศ 1 ใน 3 ของยอดการผลิต ส่วนที่เหลือเป็นการส่งออก โดยเน้นหนักในตลาดเอเชีย
นอกจากนี้ นิสสันยังยืนยันว่า ในปีที่ 5 จะเพิ่มการผลิตได้เป็น 1 แสนคัน/ปี ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดในการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ได้อย่างแน่นอน
ชูโกลบอลแพลตฟอร์มรถเล็ก
นายฮาเซกาวา กล่าวว่า รถอีโคคาร์ ของนิสสัน ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการออกแบบและพัฒนา ภายนอกสวยงามทันสมัย ภายในกว้างขวางลูกค้า โดยสามารถรองรับผู้โดยสารที่มีความสูง 180 เซนติเมตร ได้ 5 คน แบบไม่อึดอัด จากเทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำหน้า ทั้งนี้ รถดังกล่าวใช้โกลบอล แพลตฟอร์ม ร่วมกับสายการผลิตในหลายประเทศ อาทิเช่น จีน อินเดียและยุโรป ขณะที่อัตราสิ้นเปลือง ก็ทำได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยในโอกาสนี้ นิสสัน ได้นำภาพสเกตช์ของอีโคคาร์ มาแสดงให้ดูด้วย
ทั้งนี้ สำหรับข้อกำหนดของอีโคคาร์ มีข้อหลักๆ คือ เครื่องยนต์เบนซินขนาดไม่เกิน 1,300 ซีซี หรือเครื่องดีเซล ไม่เกิน 1,400 ซีซี มาตรฐานไอเสียยูโร 4 ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่า 200 กรัม/กม. อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต้องทำได้ 5 ลิตร/100 กม. มีการผลิต 1 แสนคัน ภายในปีที่ 5 และมาตรฐานความปลอดภัย UNECE 94/95ุสมผล คนทั่วไปครอบครองได้ ไม่ผิด
ทั้งนี้ คาดว่ารถยนต์อีโคคาร์ ของนิสสันจะทำตลาดในชื่อมาร์ช จะมีทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล แต่จะทำตลาดโดยเครื่องยนต์เบนซิน 1,200 ซีซี 3 สูบก่อน โดยมีรายงานด้วยว่า นิสสันพยายามควบคุมต้นทุน เพื่อกำหนดราคาขายในระดับ 3.5 แสนบาท
ชู"นิสสัน เวย์"เพิ่มแชร์ตลาด 2 เท่า
นอกจากนี้ นิสสันยังได้ประกาศแผนธุรกิจ 4 ปี ภายใต้ชื่อ นิสสัน เวย์ (Nissan Way) หรือแผนการปรับปรุงปฏิรูป 2555 มุ่งหวังเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดเป็น 2 เท่าของปัจจุบัน หรือจาก 5% ในปี 2551 เพิ่มเป็น 10% ในปี 2555 พร้อมทั้งจะเปิดตัวรถรุ่นใหม่สู่ตลาดเมืองไทยอย่างน้อยปีละ 1 รุ่น
แผนการปรับปรุงปฏิรูป 2555 ประกอบด้วย กลยุทธ์ 3 ประการ คือ ความสำเร็จของการเปิดตัวรถยนต์นิสสันอีโคคาร์ การพัฒนาการบริหาร ผลิตภัณฑ์ และคุณภาพขายและการให้บริการ และการนำหลักการ "นิสสัน เวย์" ซึ่งเป็นทัศนคติและข้อควรปฏิบัติของพนักงานบริษัท นำมาเพื่อเป็นหลักในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่เหมือนกับนิสสันทั่วโลก
นายฮาเซกาวา กล่าวว่า โครงการอีโคคาร์ จะทำให้นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) เป็นหนึ่งในฐานการส่งออกที่สำคัญของเครือข่ายการผลิตของนิสสันที่มีอยู่ทั่วโลก เพราะความได้เปรียบในด้านต้นทุนการผลิตจากชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ ปริมาณผลิตคุ้มทุนภายใต้มาตรฐานระดับโลก
ในส่วนการยืนยันด้านคุณภาพ นิสสันจะบรรลุเป้าหมายได้นั้น จะต้องใช้การพัฒนาคุณภาพสินค้า เพื่อให้ได้ระดับมาตรฐานการส่งออก ขณะเดียวกัน ยกระดับมาตรฐานการขาย การบริการหลังการขายขั้นสูงสุด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดีที่สุด พร้อมๆ กับการปรับปรุงการบริหารให้อยู่ในทิศทางเดียวกันของนิสสันทั่วโลก
ในส่วนวัฒนธรรมองค์กร "นิสสัน เวย์" ได้เริ่มจากการประกาศเปลี่ยนชื่อองค์กรจากเดิม บริษัทสยาม นิสสัน ออโตโมบิล มาเป็น บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อไม่นานมานี้ โดยถือเป็นจุดเริ่มในการนำวัฒนธรรมการทำงานในระดับมาตรฐานสากล ด้วยบุคลากรในประเทศมาใช้อย่างเป็นทางการ รวมถึงการส่งเสริมการทำงานแบบข้ามสายงาน เพื่อให้เกิดความหลากหลายในที่ทำงาน กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายและความร่วมมือ
นายฮาเซกาวา กล่าวว่า แผนงานนี้ได้แสดงผลก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันนิสสันมีส่วนแบ่งทางการตลาด 5.7% โตขึ้นจากในช่วงเวลาเดียวกันในปี 2551 ที่มีส่วนแบ่งการตลาด 5% โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปิดตัวนิสสัน เทียน่าใหม่ เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา
กรุงเทพธุริกิจ
*********
02/10/52
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุ ธุรกิจเช่าซื้อในไตรมาส 4 จะกลับมาฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าในช่วงที่เหลือของปี 2552 ธุรกิจให้เช่าซื้อรถน่าจะปรับตัวดีขึ้นตามยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศ ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากอำนาจซื้อของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น โอกาสการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อเช่าซื้อรถเพิ่มสูงขึ้น โดยที่คุณสมบัติหรือความน่าเชื่อถือทางการเงินของผู้เช่าซื้อปรับตัวดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให้อัตราการอนุมัติสินเชื่อของผู้ประกอบการให้เช่าซื้อรถเพิ่มสูงขึ้นตาม ซึ่งมีส่วนอย่างมากต่อยอดขายรถใหม่ เนื่องจากประมาณ 80% ของยอดขายรถใหม่ ใช้บริการสินเชื่อเพื่อเช่าซื้อรถ
ขณะที่หากปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ อาทิ การเมืองในประเทศ สามารถควบคุมได้ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมีความต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็น่าจะปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการตัดสินใจซื้อสินค้าคงทนราคาแพงอย่างรถยนต์ ให้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาส 3/2552 ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่แห่งหนึ่งประกาศรุกตลาดสินเชื่อเพื่อเช่าซื้อรถ ด้วยการเสนออัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าท้องตลาดพร้อมข้อเสนอพิเศษจูงใจดีลเลอร์ผู้ขายรถ ซึ่งทำให้กระแสการแข่งขันให้สินเชื่อเช่าซื้อกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง อันเป็นผลดีต่อบรรยากาศการซื้อขายรถ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อยอดขายรถยนต์ ก็คือราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เช่นเดียวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าปัจจัยทั้งสองน่าจะมีผลไม่มากนัก เนื่องจากระดับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นน่าจะอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 10-15% ขณะที่ผู้บริโภคที่ซื้อรถใหม่ มีโอกาสเลือกใช้พลังงานทางเลือกได้
ส่วนทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น โดยเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากระยะยาว อาจส่งผลต่อต้นทุนการเงินของธุรกิจให้เช่าซื้อในระยะต่อไป แต่กระแสการแข่งขันที่รุนแรง ทำให้คาดว่าอัตราดอกเบี้ยเพื่อเช่าซื้อรถ น่าจะปรับขึ้นได้ไม่มากนัก โดยมีแนวโน้มทรงตัวถึงสิ้นปี 2552 ก่อนจะปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยประมาณ 0.1-0.2% ในปีหน้า จากระดับประมาณ 2.55-2.65% ในปัจจุบัน ตามทิศทางขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในระบบ
ที่ผ่านมา สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของระบบสถาบันการเงิน (ไม่รวมบริษัทลูก) ณ 30 มิ.ย. 2552 เพิ่มขึ้นสุทธิจำนวน 10,795 ล้านบาทจากสิ้นปี 2551 คิดเป็นอัตราการเติบโต 2.89% จากสิ้นปี 2551 และเพิ่มขึ้น 9.94% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ และยอดขายรถยนต์ แต่ก็ยังเป็นบวกเมื่อเทียบกับสินเชื่อรวมของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยที่หดตัว 2.7% จากสิ้นปี 2551 (แต่เพิ่มขึ้น 1.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยพิเศษเนื่องจากการเข้าซื้อกิจการลีสซิ่งรายเล็กที่อยู่นอกระบบสถาบันการเงินของธนาคารขนาดเล็ก แม้ว่าจะมีปัจจัยลบจากยอดขายรถยนต์ใหม่ในประเทศในช่วงครึ่งแรกของปีที่หดตัวลงถึง 27.74% หรือลดลง 88,855 คัน เป็น 231,429 คัน ประกอบกับคุณสมบัติของผู้กู้ยืมด้อยลงตามภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวลงถึง 6.0% ในช่วงเดียวกัน ส่งผลให้อัตราการพิจารณาให้สินเชื่อของสถาบันการเงินมีสัดส่วนลดลงก็ตาม
กรุงเทพธุรกิจ
************
02/10/52
ยานยนต์เฮรัฐหั่นภาษีอีโคคาร์ SAT ออเดอร์ล้นได้งานคูโบต้า
SAT ทุ่มงบ 100 ล้านบาท เล็งผุดโรงงานใหม่ รองรับออเดอร์จากคูโบต้า พร้อมยิ้มร่ารับอานิสงส์ยานยนต์ฟื้นออเดอร์ทะลัก พ่วงข่าวดีรัฐลดภาษีอีโคคาร์เหลือ 17% คาดยอดขายรถเล็กพุ่ง ด้าน STANLY ชี้ชัดยานยนต์ผงาดแล้ว เตรียมกางโกดังรับออเดอร์ใหม่
*************
30/09/52
ยอดส่งออกรถยนต์สิงหาลด36.21%
สภาอุตฯเผยยอดส่งออกรถยนต์สิงหาลด 36.21%มาที่ 43,106 คัน
วันนี้(30กันยายน) นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดการส่งออกรถยนต์ในเดือน ส.ค.52 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 36.21% มาอยู่ที่ 43,106 คัน คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 20,840 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 36.62% ในขณะที่การส่งออกรถยนต์ช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้(ม.ค.-ส.ค.52) ส่งออกได้ 314,445 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 40.08% คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 146,524 ล้านบาท ลดลง 39.10%
ส่วนการผลิตรถยนต์ในเดือน ส.ค.52 มีจำนวนทั้งสิ้น 84,107 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันของปีก่อน 18.86% ในขณะที่การผลิตรถยนต์ช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 548,238 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 41.98%
posttoday
**************
30/09/52
ยอดส่งออกรถชั้นนำของญี่ปุ่นเดือนส.ค.ร่วง
บริษัทรถชั้นนำ 5 รายของญี่ปุ่นเผยยอดการผลิตรถทั่วโลกและการส่งออกเดือนส.ค.ร่วงลงเมื่อเทียบเป็นรายปี ขณะที่บริษัทรถอีก 4 รายสามารถทำยอดขายในประเทศได้เพิ่มขึ้นจากระดับปีที่แล้ว
ในบรรดาค่ายรถชั้นนำทั้ง 5 นั้น มิตซูบิชิ มอเตอร์ มียอดการผลิตทั่วโลกที่ลดลงมากที่สุดถึง 32.1% เหลือ 62,924 คัน ขณะที่ยอดการผลิตทั่วโลกของฮอนด้า มอมเตอร์ ร่วง 16.6% เหลือ 246,403 คัน ส่วนนิสสัน มอเตอร์ ตกลง 13.7% แตะ 217,954 คัน มาสด้า มอเตอร์ ร่วง 12.8% เหลือ 84,823 คัน และโตโยต้า มอเตอร์ อ่อนตัวลง 9.9% เหลือ 566,262 คัน โดยในกรณีของโตโยต้านั้น นับรวมฮีโน่ มอเตอร์ส และไดฮัทสุ มอเตอร์ ด้วยเช่นกัน
มิตซูบิชิยังทำยอดส่งออกได้น้อยที่สุด โดยยอดส่งออกของมิตซูบิชิร่วง 66.8% รองลงมาคือ ฮอนด้าที่ยอดส่งออกตกลง 60.7% โตโยต้าร่วง 40.2% นิสสัน 36.3% และมาสด้า 31.5%
สำหรับยอดขายในประเทศนั้น มิตซูบิชิมียอดขายเพิ่มขึ้น 15% นับเป็นยอดขายที่ปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี ส่วนโตโยต้ามียอดขายเพิ่มขึ้น 4.5% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 13 เดือน ฮอนด้า เพิ่มขึ้น 4.2% ขยายตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ส่วนนิสสันมียอดขายเพิ่มขึ้น 0.8% ขณะที่มาสด้ามียอดขายในประเทศลดลงไป 3.4% แต่สถิติที่ลดลงไปนั้นน้อยลงเมื่อเทียบกับยอดเดือนก.ค.ที่ลดลงไป 14.3%
*************
30/09/52
ยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ของไทยเริ่มกระเตื้อง หลังเศรษฐกิจฟื้นตัว คำสั่งซื้อเริ่มเข้ามามากขึ้น
Posted on Tuesday, September 29, 2009
สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้การส่งออกยานยนต์ของไทยติดลบถึง 40% ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการส่งออกในปี 2551 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7.7 แสนคัน ซึ่งนับว่าเป็นฐานตัวเลขที่สูง ในขณะที่ปีนี้ส่งออกไปได้เพียง 3.17 แสนคันเท่านั้น โดยยอดขายเริ่มตกลงมาตั้งแต่เดือนม.ค. ทำให้ส่งออกได้เพียงประมาณเดือนละ 3.4 หมื่นคัน แต่ในเดือนส.ค.ยอดส่งออกยานยนต์ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.3 หมื่นคัน ซึ่งน่าจะช่วยรับประกันได้ว่า สถานการณ์การส่งออกได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
นอกจากนี้ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาได้มีการปรับลดเป้าการผลิตรถยนต์ประจำปีนี้จาก 1.4 ล้านคัน เหลือเพียง 9.4 แสนคัน ซึ่งเท่ากับว่า ภาวะการส่งออกยานยนต์ได้ถดถอยลงไปเท่ากับเมื่อ 3-4 ปีก่อนหน้านี้ เพราะไทยเพิ่งจะฉลองการผลิตรถยนต์ได้ 1 ล้านคันไปเมื่อปี 2548 และสามารถผลิตได้ 1.39 ล้านคันในปี 2551
สำหรับในปีนี้ในช่วง 8 เดือนแรกยอดการผลิตรถยนต์อยู่ที่เพียง 5.5 แสนคัน แต่ในช่วง 3 เดือนที่เหลือนับจากนี้การผลิตจะเพิ่มขึ้นมาก โดยคาดว่าจะผลิตได้เดือนละเกือบ 1 แสนคัน และทำให้เป้าการผลิตของปีนี้ที่ 9.4 แสนคันเป็นจริงได้
สุรพงษ์ยังกล่าวอีกว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจเป็นสำคัญ และในช่วง 2-3 ปีมานี้ไทยผลิตเพื่อส่งออกมากกว่าการขายในประเทศ และเมื่อลดกำลังการผลิตลงทำให้สต็อกมีไม่เพียงพอ ในช่วงที่ผ่านมาผู้ซื้อรถในประเทศ ซึ่ง 80% เป็นรถยนต์ขนาดเล็กประหยัดน้ำมันต้องจองรถนาน 2-3 เดือนจึงจะได้รับรถ
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาแผนการผลิตที่ผู้ผลิตแต่ละรายแจ้งเข้ามาจะพบว่า มีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ ที่ทางการมีการอัดฉีดมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
ดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ใบสั่งซื้อสินค้าที่เริ่มมีเข้ามาในระยะนี้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ บ่งชี้ว่า ภาวะเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวได้อีกในอีก 3 เดือนข้างหน้า และหากผลการดำเนินงานในไตรมาส 4 ออกมาดี ก็จะส่งผลต่อเนื่องไปยังไตรมาส 1 และ 2 ในปีถัดไปด้วย โดยดุสิตเชื่อว่า การเมืองที่มีเสถียรภาพ จะทำให้ผู้ประกอบการชาวต่างชาติที่ลงทุนในประเทศไทยอยู่เดิม เลิกคิดที่จะย้ายฐานผลิตไปยังประเทศอื่น และนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ในไทยมักจะติดใจในฝีมือแรงงานและอุปนิสัยของคนไทยอยู่แล้ว
hard topic
*************
ข่าวอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)